สมดุลของโลกถูกรบกวนโดยพลังอันสั่นสะเทือนของระบบแห่งโลกอันใหม่และยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ แบบแผนชีวิตของมนุษยชาติถูกปฏิวัติโดยการปฏิบัติโดยการปฏิบัติการของระบบอันพิเศษและอัศจรรย์นี้อย่างที่มนุษย์ไม่เคยเป็นพยานมาก่อน

บทที่ 1

สภาของเปอร์เซีย

ประเทศแห่งความเสื่อมโทรมในกลางศตวรรษที่ 19

ประเทศเปอร์เซียที่เคยรุ่งเรืองในอดีตและเคยมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในด้านความเจริญของอารยธรรม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ ด้านวัฒนธรรมและมาตรฐานทางศีลธรรม มาในศตวรรษที่ 19 ได้กลายเป็นประเทศที่อ่อนแอและล้าหลังด้วยความประพฤติปฏิบัติอันเสื่อมทรามด้วยความหัวรั้นดันทุรัง ด้วยความเกียจคร้าน และหลงละเมอ ในสมัยนั้นการปกครองของประเทศเปอร์เซียเป็นแบบเผด็จการ กษัตริย์ชาห์ได้ควบคุมอำนาจและกิจการทุกอย่าง พระองค์คุมอำนาจทั้งทางรัฐบาล นิติบัญญัติและตุลาการ ไม่มีศาลพลเรือนที่จะคอยรั้งการกระทำของพระองค์ ดังนั้นกษัตริย์ชาห์สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างตามที่ตนต้องการ พระองค์มีอำนาจที่จะแต่งตั้งรัฐมนตรีข้าหลวง หรือปลดออกได้ตามประสงค์ พระองค์มีอำนาจสั่งประหารชีวิตได้ทุกคน ไม่มีกฏหมาใดๆ สามารถยับยั้งคำสั่งของพระองค์ได้ ถ้ามีกฏหมายก็คือกฏหมายที่มาจากคำพูดของพระองค์ ความสามานย์ที่ได้รับการรับรองจากพระองค์จะกลายเป็นความดี ทรัพย์สมบัติทั้งหลายของผู้ที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งหรือผู้ที่ถูกประหารชีวิตทั้งหลายจะกลายเป็นของพระองค์ พระองค์สามารถใช้ทรัพย์สมบัติทุกอย่างไปในทางที่ตนต้องการ พระองค์มีสิทธิพิเศษต่อกิจการสาธารณะทั้งหลาย เช่น การทำเหมืองแร่ การสร้างถนน การรถไฟ การทำประโยชน์จากแหล่งทรัพยากรต่างๆ ทุกคนจะต้องซื้อผ่านจากพระองค์ ข้อผูกพันที่มีต่อกษัตริย์ชาห์มีเพียงสิ่งเดียวคือรูปแบบพิธีกรรมของศาสนาประจำชาติ

ข้าราชบริพาลทั้งหลายที่อยู่ใกล้ชิดกับกษัตริย์ชาห์ ไม่มีใครบอกพระองค์ถึงความจริงหรือจะให้คำปรึกษาที่เที่ยงธรรม แม้แต่บรรดารัฐมนตรีที่พระองค์ให้ความไว้วางใจที่สุดก็ล้วนแต่ประจบประแจง เมื่อกษัตริย์ชาห์จะพิจารณาตัดสินคดีใดๆ พระองค์รู้สึกว่าไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายเพราะพระองค์ไม่สามารถเชื่อถือข้อมูลต่างๆ ที่พระองค์ได้รับ กษัตริย์ชาห์แทบจะไม่ได้มีการควบคุมหรือติดตามกิจการทั้งหลายที่พระองค์มีบัญชาออกไป ซึ่งกิจการเหล่านั้นหลังจากที่ผ่านออกจากมือพระองค์แล้วได้กลายเป็นเกมส์คอรัปชั่นของข้าราชการทั้งหลาย งบประมาณของแต่ละกิจการได้เข้ากระเป๋าของเจ้าหน้าที่ต่างๆ และได้ใช้ไปตามจุดมุ่งหมายเพียงหนึ่งเดียว กษัตริย์ชาห์มีผู้สืบเชื้อสายเพศชายมากมายเพื่อเป็นการรับประกันการสืบทอดอำนาจของราชวงศ์ อาจไม่มีราชวงศ์ไหนในโลกอีกแล้วที่ภายในช่วงเวลา 100 ปีมีผู้สืบเชื้อสายพระวงศ์มากมายเท่าในเปอร์เซีย การประเมินที่ปรากฏในหนังสือประวัติศาสตร์เปอร์เซียบอกว่ากษัตริย์ฟาห์-อาลี ชาห์ มีมเหสีประมาณ 1,000 คนและภรรยาของโอรสทั้งหลายมีประมาณ 200,000 คน ผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์ชาห์เหล่านี้จะได้ครองตำแหน่งที่มีผลประโยชน์ต่างๆ ทั่วประเทศ ดังนั้นแทบจะไม่มีตำแหน่งการปกครองไหนในเปอร์เซียที่เจ้าชายเหล่านี้มิได้ครอบครองอยู่ ดังภาษิตของเปอร์เซียที่ว่า “อูฐ ตัวไร และเจ้าชายมีอยู่ทุกแห่งหน” เจ้าชายเหล่านี้ต่างดำรงชีพอยู่ด้วยการรีดไถจากประชาชนซึ่งทำให้พวกเชื้อสายพระวงศ์เหล่านี้เป็นที่เกลียดชังที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของประชาชนทั้งหลาย

การปกครองของเปอร์เซียในสมัยนั้นปราศจากระเบียบ หลักการหรือข้อบังคับใดๆ การปกครองเป็นเพียงการใช้อำนาจสั่งการต่อตำแหน่งที่รองลงมาตั้งแต่รัฐบาลสูงสุดลงไปถึงหัวหน้าหมู่บ้านที่ควบคุมการทำงานเหล่านี้มีเพียงสิ่งเดียวคือ ความกลัวต่อเจ้าหน้าที่ที่มีตำแหน่งสูงกว่าตน ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับสูงก็จะมีความเกรงกลัวต่อนโยบายของชาวต่างชาติ กษัตริย์ชาห์มีอำนาจเด็ดขาดในการเลื่อนตำแหน่งหรือปลดออกเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย อำนาจของเจ้าชายทั้งหลายขึ้นอยู่กับพระองค์ เจ้าชายเหล่านี้สามารถถูกปลดอำนาจหมดและถูกริบทรัพย์สินจนกลายเป็นขอทานได้ในพริบตา เจ้าหน้าที่ทั้งหลายถือหลักการที่ว่ารักษาตัวเองให้รอดและทำลายผู้อื่น การพูดอะไรออกไปมักมีภัยมาถึงตนนอกจากการพูดประจบประแจง ความศรัทธาต่อรัฐบาลดูเหมือนไม่มีอยู่ในหัวใจของประชาชน ประชาชนไม่มีความสำนึกในหน้าที่หรือเกียรติ ไม่มีการเชื่อใจกันหรือร่วมมือกันยกเว้นแต่ในกรณีคบคิดกันทำความชั่วและเหนืออื่นใดประชาชนไม่มีความสำนึกในความรักชาติ

ชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่มักจะมีการแลกเปลี่ยนของกำนัลซึ่งดูเหมือนเป็นผู้มีน้ำใจไมตรี แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ที่ได้รับของกำนัลจะต้องให้สิ่งตอบแทนที่มีราคาสมกันเพื่อความอยู่รอด มีการรีดไถจากผู้มีอำนาจไล่ลงไปถึงผู้ที่รองลงมาเรื่อยจนถึงสุดท้ายคือชาวชนบทผู้เคราะห์ร้าย ทรัพย์สินเหล่านี้ที่รีดไถมาจากเหงื่อของชาวชนบทได้ถูกใช้ไปอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ตำแหน่งต่างๆ นั้นได้มาโดยการให้เงินกับกษัตริย์หรือผู้มีอำนาจเหนือขึ้นไป กรณีมีการสมัครแข่งขันเข้ารับตำแหน่ง ผู้ที่ให้เงินมากกว่าก็จะเป็นผู้ชนะ ในสภาพเช่นนี้เองการรับราชการจึงเป็นหนทางของการกอบโกย ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าบางคนที่เริ่มต้นด้วยตัวเปล่าแต่ในไม่ช้ามีคฤหาสน์อันใหญ่โตพร้อมข้าราชบริพาลมากมายและมีความเป็นอยู่เหมือนเจ้าชาย การมีข้าราชบริพารเป็นเครื่องแสดงถึงความมีเกียรติ จำนวนข้าราชบริพารเหล่านี้ได้ถือเป็นเกณฑ์การวัดระดับความสำคัญของเจ้านาย ดังนั้นจึงมีค่านิยมทางสังคมที่จะสะสมจำนวนข้าราชบริพารให้มากๆ ข้าราชบริพารส่วนใหญ่เหล่านี้มิได้รับเงินเดือนจากเจ้านายแต่พวกเขาพอใจที่จะอยู่ในสภาพเช่นนั้น เพราะความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับเจ้านายจะทำให้พวกเขามีโอกาสปล้นสะดม พวกข้าราชบริพารเหล่านี้ก็คือกรรมกรที่มิได้ผลิตผลงาน มีแต่สูบจากผู้อื่นและยังความหายนะให้แก่ประเทศชาติ

อิสลามได้ควบคุมประชาชนอยู่ทุกแง่ตั้งแต่อยู่ในเปลจนกระทั่งตาย ต่อประชาชนทั้งหลาย อิสลามมิได้เป็นเพียงศาสนา แต่เป็นทั้งการปกครอง ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ สังคมทั้งหมดถูกห่อหุ้มไปด้วยอำนาจของนักบวช พวกบรรดาซียิดทั้งหลาย (ซียิดคือชื่อของผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากพระศาสดาโมฮัมหมัด) ได้ถือสิทธิของการมีผ้าโพกศีรษะสีเขียวสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ชาวยิวในเปอร์เซียตกอยู่ในความยากจนที่สุด ทั่วทั้งประเทศชาวยิวถูกประหัตประหารเรื่อยมาและถือเป็นเรื่องธรรมดา ในเมืองอิสฟาฮันชาวยิวถูกห้ามมิให้สร้างกำแพงบ้านสูงเท่าบ้านของชาวมุสลิม เมื่อมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น ชาวยิวมักจะเป็นเหยื่อรายแรกเสมอ ลักษณะพิเศษสุดอันหนึ่งมีอยู่ในเมืองมัชฮัด ซึ่งเป็นเมืองที่มีการพักแรมของผู้เดินทางไกล บรรดาผู้ชายที่เดินทางมาแสนไกล ได้รับความเหนื่อยยากและพรากมาจากครอบครัวได้รับอนุญาติให้แต่งงานชั่วคราว มีผู้หญิงมากมายจัดเตรียมไว้ให้สำหรับแต่งงาน มีการทำสัญญาระหว่างฝ่ายชายและฝ่ายหญิงได้รับการอนุมัติอย่างสมรู้ร่วมคิดจากนักบวชมุสลิมและจ่ายเงินค่าธรรมเนียม ดังนั้นจึงถือว่าเป็นการแต่งงานถูกต้องตามกฏหมาย เมื่อเวลาผ่านพ้นไป 2 อาทิตย์หรือหนึ่งเดือนคือเมื่อครบกำหนดสัญญา ฝ่ายชายจะจากไปและฝ่ายหญิงจะรอคอยการแต่งงานใหม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นการค้าประเวณีอันดกดื่นในเมืองมัชฮัด

การลงโทษในประเทศเปอร์เซียสมัยนั้นเป็นสิ่งที่เขย่าขวัญที่สุด มีการตรึงไม้กางเขน ถลกหนังทั้งเป็น ยิงออกจากกระบอกปืนใหญ่ แทงทะลุศีรษะ ตอกเท้าด้วยเกือกม้า ผูกร่างกายไว้กับต้นไม้ใหญ่ 2 ต้นที่โน้มเข้าหากันแล้วปล่อยให้ต้นไม้ดีดกลับไปในตำแหน่งเดิม เพื่อเป็นการฉีกร่างกายของผู้ถูกลงโทษ

สิ่งเหล่านี้จะช่วยแสดงถึงสภาพและสิ่งแวดล้อมอันโหดร้ายที่พระบ๊อบได้เผชิญเมื่อพระองค์ทรงประกาศตนว่าพระองค์คือการเสด็จกลับมาของอิหม่ามกาอิมตามพันธะสัญญา มุสลิมชีอะห์รอคอยการเสด็จกลับมาของศาสนาผู้ยิ่งใหญ่ 2 พระองค์คือ “อิหม่ามกาอิม” และ “อิหม่ามฮุสเซ็น” ส่วนมุสลิมซุนนีรอคอยการเสด็จกลับมาของ “อิหม่ามมีห์ดี” และ “พระเยซูคริสต์” ภายหลังจากที่พระศาสดาโมฮัมหมัดได้ล่วงลับไป มีอิหม่าม 12 คนสืบทอดศาสนาต่อกันมาจากพระโมฮัมหมัดเป็นผู้นำทางให้แก้มุสลิมชีอะห์ อิหม่ามที่ 12 คืออิหม่ามกาอิมขึ้นดำรงตำแหน่งในปีอิสลาม 260 และได้หายตัวไป มุสลิมชีอะห์เชื่อว่าอิหม่ามกาอิมได้ตายแต่หายไปในใต้ดินและจะเสด็จกลับมาเมื่อโลกเต็มไปด้วยความอยุติธรรม มีคำพยากรณ์ของอิสลามมากมายที่บ่งบอกว่าอิหม่ามกาอิมจะนำกฏเกณฑ์มาใหม่และยกเลิกกฏเกณฑ์ของอิสลาม แต่คำพยากรณ์เหล่านี้มิได้เป็นที่เข้าใจกันในหมู่นักบวชมุสลิม พวกเขาคิดว่าอิหม่ามกาอิมจะเสด็จมาฟื้นฟูอิสลามและเสริมสร้างอาณาจักรของพวกเขาให้กว้างไกลไปในหมู่ชาติต่างๆ และส่งเสริมเกียตริย์ให้พวกเขา ดังนั้นการประกาศฐานะของพระบ๊อบและการก่อตั้งกฏเกณฑ์หใหม่ทำให้พวกเขารู้สึกหวั่นกลัวการสูญเสียอำนาจ พวกเขาจึงได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านพระบ๊อบ ประกาศต่อกษัตริย์ชาห์และประชาชนว่าพระบ๊อบเป็นผู้ทรยศต่อพระศาสดาโมฮัมหมัด เป็นผู้ที่จะมาโค่นล้มรัฐบาลอันเป็นลักษณะคล้ายกับที่ชาวยิวลุกขึ้นต่อต้าน พระเยซูคริสต์เมื่อพระองค์ยกเลิกกฏเกณฑ์บางอย่างของชาวยิว ชาวบาบีทั้งหลาย (สาวกของพระบ๊อบ) จำต้องเผชิญกับความโหดร้ายป่าเถื่อนของผู้ที่ต่อต้านศาสนาใหม่ พวกเข้าถูกปล้นสะดม ถูกฆ่าและถูกทรมาน พวกเขาได้ลุกขึ้นต่อสู้ป้องกันตัวตามความเชื่อเดิมเพราะพวกเขาถูกตัดขาดจากผู้นำ (พระบ๊อบ) ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในคุก หลายปีต่อมาเมื่อถึงยุคของพระบาฮาอุลลาห์ พระองค์ได้ทรงยืนยันโดยไม่มีข้อสงสัยต่อไปอีกว่า “ถูกฆ่าดีกว่าเป็นผู้ฆ่า”

ราชวงศ์คอจอร์

กษัตริย์ฟาห์-อาลี ชาห์ ค.ศ. 1798-1884

กษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์ ค.ศ. 1835-1848

กษัตริย์นาเซริดินชาห์ ค.ศ. 1848-1896

กษัตริย์มูซาฟาริติน ชาห์ ค.ศ. 1896-1907

กษัตริย์โมฮัมหมัด-อาลี ชาห์ ค.ศ. 1907-1909

กษัตริย์อาหมัด ชาห์ ค.ศ. 1909-1925

นายกรัฐมนตรีมีร์ซา อาบุลกาซิม

นายกรัฐมนตรีฮาจี มีร์ซา อาคาซี

นายกรัฐมนตรีมีร์ซา ตาคี คาน

นายกรัฐมนตรีมีร์ซา อาคา คาน

บทที่ 2

ช่วงเวลาก่อนการเปิดเผยศาสนา

ในช่วงเวลานั้นขณะที่ศาสนาของพระโมฮัมหมัดถูกทำให้มืดมัวลงโดยความบ้าคลั่ง ความดันทุรัง และการโต้แย้งกันระหว่างนิกายต่างๆ มีผู้ที่ได้รับแสงสว่างแห่งการนำทางจากพระผู้เป็นเจ้าคือเชค อาหมัด เขาได้เรียกร้องต่อมุสลิมทั้งหลายมิใช้แต่เฉพาะมุสลิมชีอะห์เท่านั้น ให้ตื่นตัวขึ้นจากความหลับไหลและเตรียมตัวสำหรับการเสด็จมาขอศาสฑูตที่จะถูกแสดงให้ปรากฏเมื่อครบกำหนดเวลา เข้าเชื่อว่าไม่มีการปฏิรูปใดๆ ของอิสลามที่จะสามารถฟื้นฟูชีวิตใหม่ของประชาชนที่แสนวิปริตเหล่านี้ได้ ยกเว้นแต่การเปิดเผยศาสนาใหม่ที่ทำนายไว้ในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามที่จะสามารถฟื้นโชคชะตาของศาสนาที่เสื่อมโทรมนี้ เชค อาหมัดเชื่อว่าความรู้และวิทยาศาตร์ต่างๆ บรรจุอยู่ในพระคัมภีร์กุรอ่าน และการที่จะเข้าใจความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ในพระคัมภีร์จะต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เขาไม่เชื่อการฟื้นคืนชีพของร่างกาย การฟื้นคืนชีพที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์หมายถึงการฟื้นคืนชีพของจิตวิญญาณ ความเชื่อนี้ของเชค อาหมัดได้ทำให้นักบวชมุสลิมหลายคนไม่พอใจเพราะพวกเขาเชื่อตามตัวอักษรที่อยู่ในพระคัมภีร์โดยไม่คำนึงถึงความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติภารกิจดังกล่าว เชค อาหมัดได้เริ่มออกเดินทางจากบ้านเกิดในเปอร์เซียครั้งแรกไปที่เมืองนาจาฟและกาบิลาในอิรัค ภายในเวลาไม่กี่ปีที่นั่นเขาได้รับการรับรองจากผู้นำนักบวชมุสลิมทั้งหลายว่าเป็นผู้มีความรู้สูง เป็นผู้ที่สามารถอาธิบายความหมายต่างๆ ในคัมภีร์อิสลามได้ มีผู้ยอมรับนับถือเชค อาหมัดมากขึ้นและมารุมล้อมเพื่อให้เขาอธิบายความหมายต่างๆ ที่เข้าใจยาก หลังจากประสบความสำเร็จที่เมืองนาจาฟและกาบิลา เชค อาหมัดรู้สึกอยากเดินทางไปที่เมืองมัชฮัดในเปอร์เซียด้วยความกระตือรือร้นที่จะบอกความลับแก่ผู้คนต่างๆ เมื่อเขามาถึงเมืองชิราซ เขาได้ไปที่สุเหร่าแห่งหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสุสานอันศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองเมดินา เขาจ้องมองสุสานเหล่านั้นพร้อมกับสดุดีสรรเสริญ บ่อยครั้งที่ เชค อาหมัดกล่าวถ้อยคำสดุดียกย่องเมืองชีราซจนผู้ที่ได้ยินทั้งหลายพากันแปลกใจ เชค อาหมัดได้ตอบผู้คนเหล่านั้นว่า “จงอย่าประหลาดใจเพราะในไม่ช้าความลึกลับของถ้อยคำของเราจะถูกแสดงให้ปรากฏ พวกท่านจำนวนหนึ่งจะมีชีวิตอยู่ได้เห็นความรุ่งโรจน์ของยุคที่พระศาสดาทั้งหลายในอดีตปราถนาที่จะเป็นพยาน

ในปี ค.ศ.1819 คือปีที่พระบ๊อบ (อาลี-โมฮัมหมัด) ประสูติ เชค อาหมัดได้สูญเสียลูกชายของเขาที่ชื่อว่า เชค อาลี เชค อาหมัดได้กล่าวต่อลูกศิษย์ทั้งหลายที่เสียใจต่อการตายของเชค อาลีว่า “ดูร มิตรสหายที่รักทั้งหลาย จงอย่าเศร้าโศก เราได้สละ “อาลี” ลูกชายของเราเพื่อ “อาลี” ผู้ซึ่งเราได้รอคอยการเสด็จมา”

หลังจากพร่ำสอนความรู้ให้แก่ประชาชนในเมืองชีราช เชค อาหมัดได้เดินทางต่อไปยังเมืองยาซด์ ที่นั่นเขาได้รับชื่อเสียงมากมายจนกษัตริย์ฟาห์-อาลี ชาห์ ได้ส่งสาส์นไปถึงเขาให้อธิบายคำถามต่างๆที่มีความหมายซ่อนเร้นอยู่ในศาสนาอิสลาม ซึ่งอิหม่ามทั้งหลายในราชสำนักของพระองค์ไม่สามารถคลี่คลายได้ คำตอบของเชค อาหมัดสร้างความประทับใจให้กับกษัตริย์ชาห์เป็นอันมากจนพระองค์รีบส่งสาส์นฉบับที่สองทันทีไปถึง เชค อาหมัดเพื่อเชิญให้เขามาเข้าเฝ้า แต่เชค อาหมัด ตอบปฏิเสธอย่างถ่อมตัวว่าเขาต้องไปที่เมืองมัชฮัด ไม่สามารถเข้าเฝ้าได้แต่หวังว่าจะไปเข้าเฝ้าวันหลัง

ในระหว่างนั้นมทีผู้ที่ได้รับการนำทางจากพระผู้เป็นเจ้าอีกคนหนึ่งคือซียิด กาซิม เขาได้เดินทางออกจากบ้านเกิดที่มณฑลกีลานเพื่อมาพบเชค อาหมัด ซียิด กาซิมได้มาพบเชค อาหมัดที่เมืองยาซด์ และได้รวมอยู่กับกลุ่มของเชค อาหมัด หลังจากนั้น 2-3 อาทิตย์ เชค อาหมัดได้มอบลูกศิษย์ทั้งหลายของเขาให้อยู่ในความดูแลของซียิด กาซิมและให้ซียิด กาซิมเป็นผู้อธิบายคำถามต่างๆ ที่ลูกศิษย์ทั้งหมดมีความสงสัย จากนั้น เชค อาหมัดได้เดินทางต่อไปยังเมืองมัชฮัดและพักแรมอยู่บริเวณใกล้ๆ กับสุสานของอิหม่ามริดา (อิหม่ามที่ 8) เช่นเคย เชค อาหมัด ได้สั่งสอนประชาชนทั้งหลายให้เตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาของศาสนฑูตตามพันธะสัญญาและที่้เมืองมัชฮัดนี้ เชค อาหมัดได้รู้สึกถึงนิมิตของการมาจุติของพระศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ เขาได้ออกเดินทางพร้อมกับ ซียิด กาซิมและลูกศิษย์จำนวนหนึ่งมุ่งไปยังเมืองเตหะราน กษัตริย์ฟาห์-อาลี ชาห์ เมื่อทราบเรื่องการเดินทางมาของเชค อาหมัดได้ส่งข้าหลวงชั้นผู้ใหญ่ออกไปต้อนรับด้วยความยินดี ในช่วงเวลานั้นเองในเมืองเตหะรานมีทารกคนหนึ่งถือกำเนิดขึ้นมาจากครอบครัวรัฐมนตรีผู้มีชื่อเสียง ทารกผู้นี้คือ ฮุสเซน อาลี (พระบาฮาอุลลาห์) ทั่วโลกมิได้รู้ถึงความสำคัญของวันนี้ แต่เชค อาหมัด ทราบดีถึงความหมายอันยิ่งใหญ่ของวันนี้ เขาปราถนาอย่างยิ่งที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ใกล้ชิดกับทารกผู้นี้ตลอดไป แต่ด้วยความจำนนต่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า เชค อาหมัด จำต้องเดินทางออกจากเมืองเตหะรานไปยังเมืองเคร์มันชาร์

ที่เมืองเคร์มันชาร์เจ้าชายโมฮัมหมัด-อาลีซึ่งเป็นโอรสคนโตของกษัตริย์ฟาห์-อาลี ชาห์ และมีความชื่นชมยกย่องเชค อาหมัด ได้ขออนุญาตกษัตริย์ชาห์ที่จะต้อนรับเชค อาหมัดเป็นการส่วนตัว คำขอร้องนั้นได้รับการตอบสนองโดยทันที ในเมืองเคร์มันชาร์ มีผู้แสวงหามากมายมาชุมนุมกันที่บ้านของเชค อาหมัด อย่างไรก็ตามในบรรดาบุคคลทั้งหลายเหล่านั้น เชค อาหมัดมีความชื่นชมรักใคร่ ซียิด กาซิม เป็นพิเศษ หลังจากที่เจ้าชายโมฮัมหมัด-อาลีเสียชีวิตลงก่อนวัย เชค อาหมัดหลุดพ้นจากการเชื้อเชิญของเจ้าชายได้เดินทางไปยังเมืองกาบิลา เขาให้ซิยิด กาซิม อยู่ที่กาบิลาไม่ให้ติดตามเข้าต่อไป จากนั้นเชค อาหมัดออกเดินทางมุ้งไปยังเมืองเมกกะและเมดินา และเสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1826 ร่างกายของเขาถูกฝังอยู่ใกล้บริเวณสุสานของพระศาสดาโมฮัมหมัด

หลังจากเชค อาหมัดเสียชีวิต ซียิด กาซิมได้รับภาระหน้าที่ต่อในการประกาศถึงการเสด็จมาของศาสนฑูตตามพันธะสัญญา การต่อต้านจากฝ่ายนักบวชเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น ซียิด กาซิม รู้สึกจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือค้ำจุนจาก ซียิด โมฮัมหมัด-บอเคอร์ ผู้ซึ่งเป็นนักบวชมุสลิมที่มีตำแหน่งสูงและมีอิทธิพลกว้างขวาง ซียิด กาซิม ได้ส่งลูกศิษย์ของเขาชื่อ มุลลา ฮุสเซน ไปหาซียิด โมฮัมหมัด-บอเคอร์ ที่เมืองอิสฟาฮัน ด้วยความกล้าหาญอย่างยิ่ง มุลลา ฮุสเซน ได้เข้าไปพบซียิด โมฮัมหมัด-บอเคอร์ โดยมิได้รับอนุญาติขณะที่กำลังสั่งสอนลูกศิษย์อยู่ ซียิด โมฮัมหมัด-บอเคอร์ ได้หยุดชะงักการสอนและหันมาฟัง มุลลา ฮุสเซน พูดเกี่ยวกับคำสอนของเชค อาหมัด และซียิด กาซิม ซียิด โมฮัมหมัด-บอเคอร์ เกิดความศรัทธาและให้การช่วยเหลือค้ำจุนซียิด กาซิม โดยเขียนหนังสือรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร ความสำเร็จของมุลลา ฮุสเซน ต่อภาระหน้าที่นี้ทำให้ซียิด กาซิม ปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง เขาชื่นชมยกย่องมุลลา ฮุสเซน อย่างมากจนลูกศิษย์บางคนคิดว่า มุลลา ฮุสเซน คือศาสนฑูตที่จะเสด็จมาตามพันธะสัญญา

เกี่ยวกับลักษณะของศาสนฑูตตามพันธะสัญญา ซียิด กาซิม ได้พร่ำสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า “พระองค์มาจากตระกูลอันสูงส่ง สืบเชื้อสายมาจากพระศาสดาโมฮัมหมัด มาจากฟาห์ติมีห์ มีความสูงปานกลาง รูปร่างสง่างาม มีอายุระหว่าง 20-30 ปี มีความรู้มาแต่กำเนิด” ในความเป็นจริงแล้ว ซียิด กาซิม ได้เคยพบกับพระบ๊อบด้วยตนเองที่สุสานของอิหม่ามฮุสเซนในเมืองกาบิลา ซียิด กาซิมได้เคยกล่าวว่า ประชาชนรุ่นปัจจุบันเป็นรุ่นที่วิปริตอย่างยิ่ง ซึ่งถึงแม้เขาจะชี้ไปที่ศาสนฑูตตามพันธะสัญญา ประชาชนเหล่านี้ก็ยังมองพระองค์ไม่ออก และครั้งหนึ่งขณะที่ ซียิด กาซิม กำลังสั่งสอนประชาชนทั้งหลายอยู่ พระบ๊อบได้เข้ามาร่วมฟัง ซียิด กาซิม ได้หยุดชะงักการพูดของเขาและชี้เป็นนัยไปที่พระบ๊อบ กระนั้นประชาชนที่รวมกลุ่มอยู่ที่นั่นไม่มีใครเข้าใจความหมาย

ในปี ค.ศ.1843 ซียิด กาซิม พร้อมกับมิตรสหายจำนวนหนึ่งได้เดินทางออกจากเมืองกาบิลาเพื่อที่จะไปยังเมืองคอเซไมน์เพื่อที่จะเยี่ยมเยียนสุสานของอิหม่ามที่ 7 และ อิหม่ามที่ 9 ในระหว่างการเดินทางเมื่อพวกเขามาถึงสุเหร่าบาฮาทา คนเลี้ยงแกะชาวอาหรับผู้หนึ่งได้เข้ามาหาซียิด กาซิม และเล่าว่าเมื่อ 3 วันก่อนเขาได้พาแกะมาเลี้ยงบริเวณทุ่งหญ้าใกล้ๆ นี้แล้วฟุบหลับไป เขาฝันเห็นพระศาสดาโมฮัมหมัดบอกให้เขาอยู่ที่สุเหร่าบาฮาทาต่อไปอีก 3 วันเพื่อรอพบ ซียิด กาซิมและเพื่อนๆ และจงบอกซียิด กาซิมแทนพระองค์ว่า “จงเป็นสุขเพราะชั่วโมงแห่งการจากไปของเจ้าอยู่เพียงแค่เอื้อม เมื่อเจ้าเดินทางกลับไปยังเมืองกาบิลาได้ 3 วันเจ้าจะเหินมาสู่เรา แล้วโลกจะได้รับการส่องสว่างด้วยแสงแห่งพระพักตร์ของศาสนฑูตตามพันธะสัญญา” มิตรสหายของซียิด กาซิม พากันเศร้าโศกเมื่อได้ยินความฝันของคนเลี้ยงแกะ แต่ซียิด กาซิมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่เขาจะได้สละชีวิตของเขาเพื่อการปรากฏของศาสนฑูตตามพันธะสัญญา เมื่อเขากลับไปยังเมืองกาบิลา เขาล้มป่วยลงและ 3 วัน ต่อมาเขาเสียชีวิตในวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ.1843

มุลลา ฮุสเซนหลังจากกลับมาจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากซียิด กาซิม เขาพบว่าอาจารย์ของเขาเสียชีวิตแล้ว มุลลา ฮุสเซน ได้ให้กำลังใจแก่เพื่อนๆ ทั้งหลายที่เศร้าโศกและท้อแท้เพราะการจากไปของซียิด กาซิม เขาได้ถามเพื่อนๆ ถึงคำแนะนำที่ซียิด กาซิม ได้ให้ไว้ก่อนจะจากไปและได้รับคำตอบว่า ก่อนจะจากไป ซียิด กาซิม ได้กล่าวว่า “พระผู้เป็นจุดหมายแห่งการค้นหาของพวกเราได้ถูกเปิดเผยขึ้นแล้ว ม่านที่ขวางกั้นระหว่างพวกเจ้ากับพระองค์สามารถถูกขจัดออกไปได้โดยการอุทิศตนออกค้นหา” จากนั้นมุลลา ฮุสเซนได้เร่งเร้าเพื่อนๆ ทั้งหลายให้ออกจากเมืองกาบิลาเพื่อเดินทางค้นหา

บทที่ 3

การประกาศศาสนาของพระบ๊อบ

มุลลา ฮุสเซน ได้ออกเดินทางพร้อมกับน้องชายและหลานชายของเขาจากเมืองกาบิลาไปยังเมืองนาจาฟและหยุดพักที่สุเหร่าคูฟิห์เป็นเวลา 40 วัน ใช้เวลาในการสวดมนต์ทำสมาธิถือบวชเพื่อการเริ่มต้นการค้นหาต่อไป และแล้วราวกับมีพลังดึงดูดของแม่เหล็ก มุลลา ฮุสเซน ได้ออกเดินทางต่อไปยังเมืองชีราช วันที่มาถึงเมืองชาราซขณะที่มุลลา ฮุสเซนกำลังเดินอยู่นอกประตูเมืองเป็นเวลาก่อนดวงอาทิตย์ตกประมาณ 2-3 ชั่วโมง สายตาของเขาสะดุดอยู่ที่ชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งได้สวมผ้าโพกหัวสีเขียว (สัญลักษณ์ของผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากพระศาสดาโมฮัมหมัด) ชายหนุ่มผู้นี้ได้เดินตรงมายังมุลลา ฮุสเซนด้วยความนุ่มนวลและเชิญมุลลา ฮุสเซนให้ไปเยี่ยมเยียนพักผ่อนที่บ้านของเขา ความสนิทสนมที่ชายหนุ่มผู้นี้แสดงออกทำให้มุลลา ฮุสเซนคิดว่าเขาเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของ ซียิด กาซิม ถึงแม้มุลลา ฮุสเซนได้นัดกับน้องชายและหลานชายไว้ แต่เขาก็รู้สึกประทับใจอย่างยิ่งต่อความสุภาพเสน่ห์ในน้ำเสียงและท่าทางอันสง่างามของชายหนุ่ม ในที่สุดมุลลา ฮุสเซนได้ติดสินใจตามชายหนุ่มผู้นี้ไปถึงบ้าน ขณะย่างเข้าไปในบ้าน มุลลา ฮุสเซน รู้สึกประทับใจอย่างไม่สามารถอธิบายได้ เขารู้สึกว่าเขาถูกดึงดูดใกล้เข้าไปสู่สิ่งที่เขากำลังแสวงหา หลังจากมุลลา ฮุสเซนได้ดื่มน้ำ ล้างหน้าแล้ว เขาขอตัวกลับไปสวดมนต์เวลาค่ำกับน้องชายและหลานชาย แต่ชายหนุ่มได้ตอบด้วยความสุภาพอย่างที่สุดว่า “ท่านต้องกลับไปตามเวลาที่พระผู้เป็นเจ้าประสงค์ ดูเหมือนว่าพระองค์ยังไม่ต้องการให้ท่านกลับตอนนี้” คำตอบนี้ได้ทำให้มุลลา ฮุสเซนสงบนิ่ง หลังจากนั้นทั้งสองจึงยืนขึ้นสวดมนต์ด้วยกัน ขณะสวดมนต์ มุลลา ฮุสเซน รู้สึกหนักใจต่อความลึกลับในการสนทนาครั้งนี้ และโดยความเครียดจากการเดินทางจึงสวดมนต์วิงวอนว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้พยายามมุ่งมั่นด้วยจิตวิญญาณของข้าพเจ้าทั้งหมด จนกระทั่งบัดนี้ ข้าพเจ้าก็ยังไม่พบศาสนฑูตตามพันธะสัญญาของพระองค์ ข้าพเจ้าขอเป็นพยานว่าคำสัญญาของพระองค์จะต้องบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

เป็นเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังดวงอาทิตย์ตก ชายหนุ่มผู้นี้ได้เริ่มซักถาม มุลลา ฮุสเซน เกี่ยวกับคำสั่งสอนของซียิด กาซิมและลักษณะของศาสนฑูตตารมพันธะสัญญา มุลลา ฮุสเซน ได้ตอบว่า “พระองค์สืบเชื้อสายมาจากตระกูลบริสุทธิ์ และเรืองนาม มาจากฟาติมีห์ พระองค์มีอายุระหว่าง 20-30 ปี มีความรู้มาแต่กำเนิด สูงปานกลาง รูปร่างสง่างาม” ชายหนุ่มผู้นี้นิ่งไปครู่หนึ่งและประกาศด้วยน้ำเสียงก้องกังวาลว่ “จงดูซิ สัญลักษณ์ทั้งหมดเหล่านั้ปรากฏอยู่ในตัวเรา” หลังจากที่มุลลา ฮุสเซน ได้สังเกตพิจารณาลักษณะต่างๆ ในตัวชายหนุ่มผู้นี้แล้ว เขารู้สึกถูกครอบงำด้วยความกลัวและเศร้าโศก ตำหนิตัวเองและด้วยความถ่อมตัวอย่างที่สุด เขาขอให้ชายหนุ่มผู้นี้คลี่คลายความลับของคำสั่งสอนของเชค อาหมัด และซียิด กาซิม ที่เขาบันทึกไว้ คิดในใจว่าถ้าชายหนุ่มผู้นี้สามารถคลี่คลายความลับเหล่านี้ได้ การพิสูจน์ขั้นต่อไปคือการขอคำอธิบายซูรีห์ ออฟโจเซฟ ชายหนุ่มผู้นี้ได้เปิดสมุดบันทึกมองผ่านๆ แล้วใช้เวลาไม่กี่นาทีอธิบายไขปัญหาทั้งหมดด้วยความเข้มข้นจับใจ เป็นที่พอใจของมุลลา ฮุสเซน หลังจากนั้นชายหนุ่มผู้นี้ได้กล่าวว่า “ถ้าเจ้าไม่ใช่แขกของเรา เจ้าจะต้องตกอยู่ในฐานะที่ลำบากที่สุด แต่ความกรุณาของพระผู้เป็นเจ้าได้ช่วยเจ้าไว้ พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นผู้ทดสอบคนรับใช้ของพระองค์มิใช่คนรับใช้จะบังอาจมาทดสอบพระองค์ด้วยมาตรฐานอันบกพร่อง…บัดนี้เป็นเวลาการเปิดเผยซูรีห์ ออฟโจเซฟ” ชายหนุ่มผู้นี้หยิบปากกาขึ้นมาและเขียนคัมภีร์เล่มใหม่ขึ้นด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ ขณะที่กำลังเขียน เขาได้ร้องตามบทกลอนที่หลั่งไหลอกจากปากกาอย่างไพเราะ ไม่มีแม้แต่ชั่ววินาทีเดียวที่ปากกาของเขาหยุดชะงัก มุลลา ฮุสเซน ไม่สงสัยอีกต่อไปอีกแล้วในฐานะของชายหนุ่มผู้นี้ ขณะนั้นเป็นวันที่ 22 พฤษภาคม ค.ศ.1844 ตรงกับเวลา 2 ชั่วโมง 11 นาที หลังดวงอาทิตย์ตกดิน

ครั้งหนึ่ง มุลลา ฮุสเซน ได้เคยขอซียิด กาซิม ให้อธิบายซูรีห์ ออฟโจเซฟซึ่งเป็นบทหนึ่งในคัมภีร์กุรอ่านที่เข้าใจยาก ซียิด กาซิม ตอบว่า “มันอยู่เหนือความสามารถของเรา ศาสนฑูตตามพันธะสัญญาที่จะมาปรากฏจะเปิดเผยให้แก่เจ้าโดยมิต้องให้ถูกถาม และคำอธิบายนั้นจะเป็นข้อพิสูจน์ที่มีน้ำหนักที่สุดต่อฐานะของพระองค์”

พระบ๊อบ (มีร์ซา อาลี-โมฮัมหมัด) ทรงประสูติที่เมืองชีราซ ประเทศเปอร์เซียวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ.1819 พระองค์สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากพระศาสดาโมฮัมหมัดทั้งทางฝ่ายบิดาและมารดา ในวัยเด็กพระองค์สูญเสียบิดาผู้ซึ่งเป็นคนเคร่งครัดศีลธรรม หลังจากนั้นพระองค์ได้รับการเลี้ยงดูโดยลุงของฝ่ายมารดา ลุงของพระบ๊อบได้ส่งพระองค์ไปเล่าเรียนกับครูผู้หนึ่ง พระบ๊อบเองไม่อยากไปเรียนแต่ก็ยอมตามความต้องการของลุง วันหนึ่งครูของพระบ๊อบเล่าว่า “ฉันได้ให้พระบ๊อบท่องถ้อยคำในคำภีร์กรุอ่านโดยปากเปล่า…พระองค์ทรงกล่าวและอธิบายด้วยความรู้และพลังอำนาจที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน ความหวานในภาษาของพระองค์ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของฉัน ฉันได้ตัดสินใจส่งพระองค์กลับคืนไปให้ลุงและบอกกับลุงของพระองค์ว่า ฉันไม่คู่ควรเลยที่จะสอนเด็กที่มีความอัศจรรย์คนนี้…เด็กคนนี้ไม่ควรได้รับการปฏิบัติดังเช่นคนธรรมดาเพราะว่าในตัวเขาฉันสามารถมองเห็นอำนาจอันลึกลับ ให้เขาอยู่ที่บ้านเถอะเพราะเขาไม่จำเป็นต้องมีครูมาคอยสั่งสอน อย่างไรก็ตามลุงของพระบ๊อบได้ส่งพระองค์กลับไปเรียนที่โรงเรียนอีก วันแล้ววันเล่าพระองค์ได้แสดงออกถึงข้อพิสูจน์อันน่าพิศวงในความฉลาดรอบรู้เหนือคนธรรมดา ซึ่งฉันไม่สามารถอธิบายได้” ในที่สุดลุงของพระบ๊อบให้พระองค์ออกจากโรงเรียนและช่วยทำงานอยู่ร่วมกัน และเมื่อพระองค์อายุ 25 ปี พระองค์ได้ทรงประกาศฐานะของพระองค์ต่อ มุลลา ฮุสเซน เป็นคนแรก

ด้วยความตื่นเต้นปิติเหลือล้น ความลับได้หนีจาก มุลลา ฮุสเซน  ไปในคืนนั้น เช้าวันรุ่งขึ้นก่อนที่พระบ๊อบจะให้ มุลลา ฮุสเซน จากไป พระองค์ทรงกล่าวกับเขาว่า “ดูกร เจ้าผู้ซึ่งเป็นคนแรกที่เชื่อในเราโดยแท้จริงแล้วเรากล่าวว่า “เราคือพระบ๊อบ คือประตูของพระผู้เป็นเจ้า และเจ้าคือบาบุล-บ๊อบคือประตูของประตูนั้น ในเริ่มแรก 18 คนจะยอมรับเราและสัจธรรมของการเปิดเผยศาสนาของเราโดยความสมัครใจ โดยไม่ได้รับการเตือนหรือเชื้อเชิญพวกเขาแต่ละคนจะพยายามค้นหาเราด้วยตนเอง……เป็นหน้าที่ของเจข้าที่จะไม่เปิดเผยสิ่งที่เจ้าได้เห็นและได้ยินนี้ไม้ว่าต่อมิตรสหายของเจ้าหรือคนอื่นๆ” เป็นเวลา 40 วัน หลังจากนั้นพระบ๊อบได้สาวกครบ 18 คน รวมทั้งพระบ๊อบด้วยเป็น 19 คน ซึ่งพระบ๊อบได้ทรงให้ชื่อว่า “พยัญชนะแห่งการมีชีวิต” ได้แก่ดังต่อไปนี้

*1. มุลลา ฮุสเซน โบชรูเยอี

*2. โมฮัมหมัด ฮาซัน (น้องชายของมุลลา ฮุสเซน)

*3. โมฮัมหมัด บอเคอร์ (หลานชายของมุลลา ฮุสเซน)

  1. มุลลา อาลี บัสทามี
  2. มุลลา โคดา บัคเชกูชานี
  3. มุลลา ฮาซันเน บาเจสทานี
  4. ซียิด ฮุสเซนเน ยาซดี (เลขานุการของพระบ๊อบ)
  5. มีร์ซา โมฮัมหมัด โรเดคาเน ยาซดี
  6. ซาอิด เฮนดี

*10. มุลลา โมฮัมหมัด โคยี

*11. มุลลา จาลล โอรูมี

*12 มุลลา อาหมัดเด เอ็บดอเล มารอเกอี

  1. มุลลา บอเคอร์เร ทาบริซี

*14. มุลลา ยูเซฟเฟ อาเดบิลี

  1. มีร์ซา ฮาดีเย คัสวีนี

*16. มีร์ซา โมฮัมหมัด อาลี คัสวีนี (น้องเขยของทอเฮเรย์)

  1. ทอเฮเรย์

*18. โมฮัมหมัด อาลี บอร์โฟรูชี (คุดดุส)

ทอเฮเรย์เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของ ซียิด กาซิม เธอได้เดินทางไปเพื่อพบ ซียิด กาซิม แต่ไปถึงช้าไป เพราะซียิด กาซิมได้เสียชีวิตก่อนเธอไปถึงเมืองกาบิลา ที่นั้นเธอได้สวดมนต์ทำสมาธิเป็นการคาดหวังถึงการมาเสด็จมาของศาสฑูตตามพันธะสัญญาและเธอได้พบพระบ๊อบในฝัน พระบ๊อบทรงรับเธอเป็นพยัญชนะแห่งการมีชีวิตโดยการเขียนสาส์นติดต่อกับเธอ เธอเป็นพยัญชนะแห่งการมีชิวิตคนเดียวที่เป็นผู้หญิงและไม่เคยได้พบพระบ๊อบ

พระบ๊อบทรงให้มุลลา อาลี บัสทามีไปประกาศศาสนาที่เมืองนาจาฟและกาบิลาและทรงเลือกให้เขาเป็นคนแรกที่จะได้สละชีวิตเพื่อพระผู้เป็นเจ้า มุลลา อาลี บัสทามีนำไคนูมูน-อัสมอร์ ติดตัวร์ไปที่เมืองนาจาฟ และประกาศอย่างไม่เกรงกลัวถึงการแสดงปรากฏของพระบ๊อบต่อหน้า เชค โมฮัมหมัด-ฮาซัน ผู้เป็นอิหม่ามที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งขณะที่อยู่ท่ามกลางลูกศิษย์ทั้งหลายว่า “……จากปลายปากกา ได้มีบทกลอนหลั่งไหลออกมาเท่ากับพระคัมภีร์กุรอ่านทั้งเล่ม ซึ่งพระศาสดาโมฮัมหมัดใช้เวลาเปิดเผย 23 ปี…” เชค โมฮัมหมัด-ฮาซัน ประณามมุลลา อาลี บัสทามีว่าเป็นคนนอกรีต ลูกศิษย์ทั้งหลายของเขาร่วมกันจับกุมมุลลา อาลี บัสทามีไปเข้าคุกด้วยข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ทำลายศาสนาอิสลามและสมควรแก่โทษถึงตาย มุลลา อาลี บัสทามี เป็นพยัญชนะแห่งการมีชีวิตคนแรกที่พบจุดจบของชีวิต

หลังจากมอบหมายหน้าที่ให้ มุลลา อาลี บัสทามี ออกปฏิบัติ แล้วพระบ๊อบทรงเรียกพยัญชนะแห่งการมีชีวิตทั้งหมดมาพบและทรงกล่าวแก่พวกเขาว่า

ดูกร มิตรสหายที่รักยิ่งของเรา พวกเจ้าคือผู้แสดงพระนามของพระผู้เป็นเจ้าในยุคนี้ พวกเจ้าได้รับเลือกให้เป็นประดุจคลังที่เก็บความลึกลับของพระองค์ เป็นหน้าที่ของพวกเจ้าแต่ละคนที่จะแสดงคุณลักษณะทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้า และแสดงตัวเป็นตัวอย่างด้วยคำพูดและการกระทำของพวกเจ้าถึงสัญลักษณ์ของธรรม อำนาจและความรุ่งโรจน์ของพระองค์ อวัยวะทั้งหลายของร่างกายเจ้าต้องเป็นพยานต่อความสูงส่งของจุดประสงค์ของเจ้า ต่อบูรณภาพของชีวิตของเจ้า ต่อการดำรงอยู่อันแท้จริงของความศรัทธาของเจ้า และต่อลักษณะอันประเสริฐของความอุทิศของเจ้า เพราะโดยแท้จริงแล้วเรากล่าวว่า นี้คือยุคที่กล่าวถึงโดยพระผู้เป็นเจ้าในคัมภีร์ของพระองค์  “ในวันนั้นเราจะปิดผนึกที่ปากของพวกเขา กระนั้นมือของพวกเขาจะพูดกับเราและเท้าของพวกเขาจะเป็นพยานต่อสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ” จงไตร่ตรองวจนะของพระเยซูที่กล่าวต่อสาวกของพระองค์เมื่อพระองค์ได้ส่งพวกเขาไปเผยแพร่ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงสั่งให้พวกเขาลุกขึ้นและบรรลุภาระหน้าที่ของพวกเขาด้วยวจนะเหล่านี้

“เจ้าเป็นดั่งไฟที่ถูกจุดขึ้นในความมืดแห่งเวลากลางคืนบนยอดสุดของภูเขา ขอให้แสงสว่างของเจ้าฉายแสงต่อจักษุของมนุษย์ทั้งหลาย ความบริสุทธิ์ของกิตติคุณและระดับความสละของพวกเจ้าต้องเป็นดังกล่าว เพื่อว่าโดยพวกเจ้า ประชาชนของโลกจะยอมรับ และถูกดึงใกล้เข้ามาสู่พระบิดาแห่งสวรรค์ผู้ทรงเป็นแหล่งที่มาแห่งความบริสุทธิ์และความสง่า ด้วยไม่มีใครได้เห็นพระบิดาผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ พวกเจ้าผู้ซึ่งเป็นเด็กๆ ของพระผู้เป็นเจ้าต้องแสดงเป็นตัวอย่างถึงคุณความดีของพระองค์ และเป็นพยานต่อความรุ่งโรจน์ของพระองค์ด้วยการกระทำของพวกเจ้า พวกเจ้าเป็นเช่นเกลือของพิภพ แต่ถ้าเกลือสูญเสียรสของมัน โลกจะเค็มได้ด้วยอะไร ระดับความหลุดพ้นของพวกเจ้าต้องเป็นดังกล่าว เพื่อว่าในเมืองใดก็ตามที่เจ้าเข้าไปประกาศและสอนศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า เจ้าจะไม่หวังเนื้อหรือรางวัลจากประชาชน ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเจ้าออกมาจากเมืองนั้นเจ้าควรสลัดฝุ่นออกจากเท้าของเจ้า เนื่องด้วยเจ้าได้เข้าไปด้วยความบริสุทธิ์และไม่เปรอะเปื้อน ดังนั้นเจ้าต้องออกมาจากเมืองนั้นด้วยความบริสุทธิ์ เพราะโดยแท้จริงแล้วเรากล่าวว่าพระบิดาแห่งสวรรค์จะอยู่กับพวกเจ้าและเฝ้าระวังภัยให้พวกเจ้า ถ้าเจ้าซื่อสัตย์ต่อพระองค์ จงวางใจได้ว่าพระองค์จะทรงมอบสมบัติทั้งหมดของโลกให้แก่เจ้า และจะทรงยกย่องเจ้าเหนือผู้ปกครองและกษัตริย์ทั้งหมดของโลก” ดูกรพยัญชนะทั้งหลายของเรา โดยแท้จริงแล้วเรา กล่าวว่ายุคนี้สูงส่งกว่ายุคของพระศาสดาทั้งหลายในอดีตมากมาย ไม่เพียงเท่านั้นความแตกต่างนี้ไม่อาจวัดได้ พวกเจ้าคือพยานของ รุ่งอรุณของยุคตามพันธะสัญญาของพระผู้เป็นเจ้า พวกเจ้าคือผู้ที่มี ส่วนร่วมในถ้วยแห่งความลึกล้ําของการเปิดเผยศาสนาของพระองค์ จงเตรียมความพยายามไว้และจงเอาใจใส่ต่อวจนะทั้งหลายของพระผู้ เป็นเจ้าที่เปิดเผยไว้ในพระคัมภีร์ของพระองค์

“ดูซิ พระผู้เป็นนาย ผู้ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าได้เสด็จมาแล้ว และกองทัพเทพธิดา ได้เรียงแถวอยู่ต่อหน้าพระองค์” จงช่าระล้างหัวใจของเจ้าจากความ ต้องการทางโลก และจงให้คุณความดีของเทพธิดาเป็นเครื่องประดับ ของเจ้า จงพยายามด้วยการกระทําของเจ้าเพื่อว่า เจ้าจะได้เป็นพยาน ต่อสัจจธรรมของวจนะเหล่านี้ของพระผู้เป็นเจ้า และจงระวังด้วยเกรงว่า โดยการหันหลังกลับ พระองค์จะทรงเลือกคนอื่นแทนเจ้า ผู้ซึ่งจะไม่เป็นเหมือนเจ้าและจะนำอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าไปเสียจากเจ้า วันทั้งหลายที่การสักการะอันไร้ค่าได้รับการพิจารณาว่าเป็นสิ่งเพียงพอ ได้ สิ้นสุดแล้ว เวลามาถึงแล้ว คือเวลาที่ไม่มีสิ่งใดนอกจากแรงจูงใจ อันบริสุทธิ์ที่สุดที่ได้รับการหนุนโดยการกระทําอันบริสุทธิ์ จะสามารถ ขึ้นไปสู่บัลลังก์ของพระผู้ทรงความยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นที่ยอมรับ ของพระองค์ ถ้อยคําที่ดีลอยขึ้นไปสู่พระองค์และการกระทําอันชอบ ธรรมจะยกย่องมันต่อหน้าพระองค์ พวกเจ้าเป็นผู้ต่ําต้อยซึ่งพระ เป็นเจ้าได้ทรงกล่าวถึงไว้ในพระคัมภีร์ของพระองค์ “และเราปรารถนาที่ จะแสดงความโปรดปรานต่อบรรดาผู้ที่ต่ําต้อยในดินแดน และจะให้พวกเขาเป็นผู้นําทางธรรมในหมู่มนุษย์ และจะทําให้พวกเขาเป็นทายาทของเรา”

เจ้าได้รับการเรียกมาสู่ตําแหน่งนี้ เจ้าจะบรรลุถึงมันก็เพียง เมื่อเจ้าลุกขึ้นเหยียบย้ําความต้องการทางโลกทั้งหมดภายใต้เท้าของเจ้า และพยายามที่จะเป็นคนรับใช้ผู้มีเกียรติของพระองค์ที่ไม่พูดจนกว่า พระองค์จะพูดและปฏิบัติตามบัญญัติของพระองค์ พวกเจ้าคือพยัญ ชนะแรกของเราที่ได้ก่อกําเนิดมาจากพระผู้ทรงเป็นจุดปฐม ผู้ทรงเป็น น้ำพุแรกที่พุ่งออกมาจากแหล่งที่มาของการเปิดเผยศาสนานี้ จงวิงวอน พระผู้เป็นนายผู้ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าให้ทรงโปรดมอบสิ่งที่ไม่ มีลวดหนามทางโลก ภัยทางโลก การแสวงหาทางโลก จะสร้างความมัว หมองและความขมให้กับความบริสุทธิ์และความหวานของพระกรุณาที่ ไหลผ่านมาทางเจ้า เรากําลังตระเตรียมเจ้าสําหรับการมาถึงของยุค อันยิ่งใหญ่ จงพยายามถึงที่สุดเพื่อว่าในโลกหน้า เราซึ่งกําลังสั่งสอนเจ้า อยู่ในขณะนี้จะได้ปิติยินดีต่อการกระทําของเจ้าและภูมิใจในความ สําเร็จของเจ้าต่อหน้าพระที่นั่งแห่งความปรานีของพระผู้เป็นเจ้า ความ ลับของยุคที่จะมาถึงยังถูกปิดบังอยู่ในขณะนี้ มันไม่สามารถถูกเปิด เผยหรือประเมินได้ ทารกเกิดใหม่ของยุคนั้นเลิศกว่าผู้ที่ฉลาดที่สุด และผู้ที่น่านับถือที่สุดในเวลานี้ ผู้ที่ต่ําต้อยที่สุดและผู้ที่ด้อยความรู้ที่ สุดในช่วงเวลานั้นจะมีความเข้าใจเหนือกว่านักบวชที่คงแก่เรียนที่ สุดและประสบความสําเร็จมากที่สุดในยุคนี้ จงกระจายออกไปตลอด ทั่วทั้งความยาวและความกว้างของดินแดนนี้ และด้วยเท้าอันมั่นคง และหัวใจอันบริสุทธิ์ จงเตรียมหนทางไว้สําหรับการเสด็จมาของพระ องค์ จงอย่าเอาใจใส่ต่อความอ่อนแอและความเปราะของเจ้า จงตรึง สายตาของเจ้าไปยังอํานาจอันไม่อาจเอาชนะได้ของพระผู้เป็นนาย พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า พระผู้ทรงพลานุภาพ ในอดีตพระองค์มิได้ทรง ช่วยให้พระอับราฮัมมีชัยเหนือกองกําลังของนิมรอดหรือ ทั้ง ๆ ที่พระ อับราฮัมดูเหมือนหมดหนทาง พระองค์มิได้ทรงช่วยพระโมเสสพิชิตฟาโรห์และกองทัพของเขาหรือ ซึ่งผู้ช่วยเหลือพระโมเสสคือมิตรของพระองค์เพียงคนเดียว พระองค์มิได้ทรงสถาปนาอำนาจของพระองค์เพียงคนเดียว พระเยซูให้เหนือกว่ากองกําลังร่วมกันของชาวยิวหรือ ซึ่งในสายตาของมนุษย์ทั้งหลายพระเยซูเป็นผู้ที่ขัดสนและต่ําต้อย พระองค์ทรงทําให้ชนเผ่าป่าเถื่อนที่ชอบใช้ความรุนแรงแห่งอาราเบียอย่าง วินัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระโมฮัมหมัดผู้ทรงเป็นศาสนทูตของพระองค์ หรือ จงลุกขึ้นในนามของพระองค์ จงมอบความไว้วางใจทั้งหมดใน แก่พระองค์ และจงมั่นใจในชัยชนะท้ายที่สุด

พระบ๊อบทรงเลือกคุดดุสให้เดินทางกับพระองค์ไปยังเมือง เมกกะและเมดินาและมอบหมายให้มุลลา ฮุสเซนนําสาส์นของพระ องค์ไปให้พระบาฮาอุลลาห์ในเมืองเตหะราน และให้พยัญชนะแห่ง การมีชีวิตอีก 14 คนกลับไปปฏิบัติหน้าที่ในดินแดนบ้านเกิดของ ตนโดยการประกาศแก่ประชาชนโดยไม่ระบุชื่อพระองค์ว่า ประตูไป สู่ศาสนทูตตามพันธะสัญญาได้เปิดออกแล้ว ใครก็ตามที่เชื่อในพระองค์ ได้เชื่อในพระศาสดาทั้งหมดของพระผู้เป็นเจ้า และใครก็ตามที่ปฏิเสธ พระองค์ได้ปฏิเสธพระศาสดาทั้งหมดของพระผู้เป็นเจ้า

หลังจากที่ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย มุลลา ฮุสเซนได้เขียนจดหมายรายงานกิจกรรมการประกาศศาสนาของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองอิสฟาฮัสและเมืองคาชัน รายงานเกี่ยวกับ การสนองตอบของมีร์ซา ฮุสเซน อาลี (พระบาฮาอุลลาห์) ต่อสาส์นของพระบ๊อบและความสําเร็จอย่างมากมายในการประกาศศาสนาโดย มีร์ซา ฮุสเซน อาลีที่เมืองนูร์ในมณฑลมาซานดาราน ความปิติต่อข่าว สารที่ได้รับจากมุลลา ฮุสเซนได้ทําให้พระบ๊อบตัดสินใจเดินทางจาก เมืองชีราซพร้อมกับคุดดุสไปนมัสการที่เมืองเมกกะ ในระหว่างเดินทางกลับเมื่อมาถึงเมืองบูเชร์ พระบ๊อบให้คุดดุสจากพระองค์ไปที่เมือง ราซโดยกล่าวว่า “วันแห่งการเป็นเพื่อนเดินทางของเจ้ากับเรากําลัง สิ้นสุดลง ชั่วโมงแห่งการพรากจากกันได้มาถึงแล้ว เป็นการพรากจาก กันที่ไม่มีวันหวนกลับมาสู่กันอีกเว้นแต่ในอาณาจักรของพระผู้เป็น เจ้า…ในโลกแห่งผลธุรีนี้เจ้าได้อยู่ร่วมกับเราไม่เกิน 9 เดือน อย่างไรก็ ตาม….ในอาณาจักรแห่งความเป็นอมตะ ความปิติแห่งการได้กลับ มาร่วมกันรอคอยเราอยู่ ในไม่ช้าเจ้าถูกกําหนดให้จมลงไปในมหา สมุทรแห่งความทุกข์ยากเพื่อเห็นแก่พระองค์ บนถนนเมืองชีราซความ อับอายจะบังเกิดแก่เจ้า และเจ้าจะถูกทําร้ายอย่างรุนแรงที่สุด เจ้าจะ รอดชีวิตมาจากความประพฤติอันน่าละอายของเหล่าศัตรูและเจ้าจะ ได้พบพระองค์เจ้าจะได้รับความปิติอันเหลือจะพรรณนาในการดื่ม ถ้วยน้ำแห่งการสละชีวิตเพื่อพระองค์ เช่นกันเราจะอยู่บนหนทาง แห่งการเสียสละและจะไปร่วมกับเจ้าในอาณาจักรแห่งความนิรันดร์” จากนั้นพระบ๊อบทรงฝาก “คาซอเอเล ซับเอ” ให้คุดคุสนําไปให้มีร์ซา ซียิด อาลี (ลุงที่เลี้ยงพระบ๊อบตั้งแต่เด็ก) ที่เมืองชีราซ ลุงพระบ๊อบ ยอมรับพระบ๊อบทันทีเมื่อได้รับสาส์นนี้ เขาเป็นคนแรกในเมืองชีราซ ถัดจากพยัญชนะแห่งการมีชีวิตที่ยอมรับศาสนาของพระองค์ คนต่อ ไปที่คุดดุสพบในเมืองชีราซคือมุลลา ซาดิด คุดดุสได้ให้ “คาซอ เอเล ซับเอ” แก่มูลลา ซาดิคเช่นกันซึ่งในสาส์นนี้ได้เน้นถึงความจําเป็น ในการปฏิบัติตามคําบัญชาทั้งหมดของพระบ๊อบ หนึ่งในคําบัญชาเหล่านี้ ย้ําให้สาวกที่ซื่อสัตย์ทุกคนเติมคําพูดในการชุมนุมสวดมนต์ว่า “ข้าพเจ้า ขอเป็นพยานว่าพระผู้ซึ่งมีพระนามว่าอาลี-โมฮัมหมัด (พระบ๊อบ) คือผู้ รับใช้ของบาคียาตุลลา วันหนึ่งขณะที่มุลลา ซาดิคได้เป็นผู้นําการสวดมนต์ในสุเหร่า ด้วยความหลงใหลในสาส์นนี้เขาได้เติมคําพูดที่บัญชาโดยพระบ๊อบ ซึ่งก่อให้เกิดความอีกทึกครึกโครมและการถูก ในสิเหร่าต่าง ๆ ในตลาดและในสถานที่สาธารณะต่าง ๆ ฮุสเซน ผู้เป็นเจ้าเมืองชีราซได้สืบสวนต้นเหตุเหล่านี้และมีคําสั่งให้จับกุมม ซาดิคและคุดดุส มุลลา ซาดิคถูกลงโทษโดยการเฆี่ยนตีกว่า 900 ครั้ง ซึ่งผู้เฆี่ยนได้หมุนเวียนผลัดกันตีเขาจนหมดเรี่ยวแรง หลังจากนั้น มุลลา ซาดิค และคุดดุสถูกจุดไฟเผาที่เคราและถูกใช้เข็มแทงอมก แล้วเอาเชือกร้อยเข้าไปตามรูจมูกที่ถูกแทงทะลุ ทั้งสองถูกลากไปตาม ถนนในเมืองชีราซเพื่อเป็นการประจานซึ่งไม่มีประชาชนเมืองชีราช คนใดเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือเขาทั้งสองเลย สุดท้ายทั้งสองถูก ขับไล่ให้ออกไปจากเมืองชีราซพร้อมกับคําเตือนว่าการพยายามที่จะ กลับมาเมืองชีราซอีกจะได้รับโทษตรึงไม้กางเขน ทั้งสองเป็นคู่แรก ที่ถูกทรมานในประเทศเปอร์เซีย ชาวเมืองชีราซคนหนึ่งรู้สึกประหลาดใจ อย่างยิ่งที่เห็นมุลลา ซาดิค เงียบสงบและมีรอยยิ้มบนใบหน้าพร้อม กับเอามือปิดปากขณะที่ถูกเฆี่ยนตี เขาได้ตามไปถามมุลลา ซาดิคเกี่ยว กับความสงสัยนี้มุลลา ซาดิคตอบว่า “การถูกเฆี่ยน 7 ทีแรกนั้นเจ็บ ปวดอย่างยิ่ง แต่ที่เหลือจากนั้นความรู้สึกได้เปลี่ยนไป ข้าพเจ้าประ หลาดใจว่าการเฆี่ยนตีเหล่านั้นกําลังกระหน่ํามาที่ร่างกายของข้าพเจ้า หรือเปล่า ความรู้สึกปิติได้แผ่เข้าไปในจิตวิญญาณของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า พยายามระงับความรู้สึกและกลั้นหัวเราะ บัดนี้ข้าพเจ้าตระหนักแล้วว่า พระผู้เป็นเจ้าสามารถเปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นความผ่อนคลายได้ภาย ในพริบตาอย่างไร”

การทรมานมุลลา ซาดิค และคุดดุสไม่สามารถระงับโทสะของ ฮุสเซน คานได้ เขามุ่งหมายที่จะทําร้ายคนต่อไปคือพระบ๊อบ ฮุสเซน คานสั่งเจ้าหน้าที่ออกไปจับกุมพระบ๊อบที่เมืองบูเชร์ กองกําลังเจ้าหน้าที่ขณะที่ไปถึงเมืองบูเชร์ได้เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้า ด้วย ความที่ไม่เคยเห็นพระบ๊อบพวกเขาได้มุ่งไปหาชายผู้นั้นเพื่อที่จะสอบถาม ชายหนุ่มผู้นั้นยิ้มให้แก่เหล่าเจ้าหน้าที่เมื่อพวกเขาใกล้เข้ามา และกล่าวว่า “เจ้าเมืองได้ส่งท่านให้มาจับกุมเรา เราอยู่ที่นี่แล้ว จงปฏิบัติต่อเราได้ตามความพอใจ โดยการออกมาหาท่าน เราได้ช่วยร่นระยะเวลาการเดินทางของท่านและทําให้ท่านพบตัวเราได้ง่ายขึ้น ความดุร้ายของเจ้าหน้าที่ถูกเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและความเห็นอกเห็นใจ โดยทันที หัวหน้าของพวกเขาขอร้องให้พระบ๊อบหนีไปโดยที่พวก เขาจะทําเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่พระบ๊อบทรงยืนกรานให้พวกเขาจับกุม พระองค์ ในที่สุดพระบ๊อบได้นําหน้ากองกําลังเจ้าหน้าที่เดินทางมุ่งไปยังเมืองชีราซโดยไม่ถูกพันธนาการ ฮุสเซน คาน ได้ต้อนรับพระบ๊อบ ด้วยความโอหังและใช้ถ้อยคําหยาบคายกับพระองค์ เขาสั่งลูกน้องให้ตบหน้าพระบ๊อบอย่างแรงถึงกับผ้าโพกศีรษะของพระองค์หลุดตกลงมา หัวหน้าอิหม่ามเมืองชีราซซึ่งอยู่ในเหตุการณ์นั้นไม่พอใจต่อการ กระทําของฮุสเซน คาน จึงได้เข้าแทรกแซงและในที่สุดช่วยปลดปล่อยพระบ๊อบออกมาได้โดยการค้ำประกันโดยลุงของพระบ๊อบ

พระบ๊อบได้กลับมาอยู่ในบรรยากาศของความรักและความอบอุ่นของครอบครัวอีกครั้ง และต่อมาพระองค์ได้ทรงส่งสาส์นถึงสาวกทั้งหลายในเมืองกาบิลามีบัญชาให้พวกเขาเดินทางไปที่เมืองอิสฟาฮัน ระหว่างทางที่มุ่งไปอิสฟาฮัน พวกเขาได้พบ มุลลา ฮุสเซน พร้อมกับน้องชายและหลานชายของเขาซึ่งกําลังเดินทางจะไปยังเมืองกาบิลา มุลลา ฮุสเซน ได้ร่วมเดินทางกับพวกเขามุ่งไปยังเมืองอิสฟาฮัน ความประพฤติปฏิบัติของ มุลลา ฮุสเซน เป็นตัวอย่างที่ดีและสร้างความ แข็งแกร่งให้กับเพื่อนสาวกทั้งหลายระหว่างช่วงที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน หลังจากมาถึงเมืองอิสฟาฮันพวกเขาได้ทราบข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์อันรุนแรงวิกฤติยิ่งขึ้นในเมืองชีราซ การคบค้ากับพระบ๊อบไม่ว่าในลักษณะ ใดกลายเป็นสิ่งต้องห้าม อย่างไรก็ตามพวกเขาได้มุ่งไปยังเมืองชีราซ เมื่อได้รับอนุญาตจากพระบ๊อบ การมาถึงเมืองชีราชของมุลลา ฮุสเซน ทําให้มีปฏิกริยารุนแรงมากขึ้นเมื่อประชาชนเมืองชีราซได้ทราบว่าเขา ติดต่อกับพระบ๊อบ สถานการณ์ในช่วงนั้นน่ากลัวอย่างยิ่งจนพระป้อปได้ สงเหมุลลา ฮุสเซน เดินทางออกจากเมืองชีราซไปที่มณฑลคราซอน บ้านเกิดของเขา และให้สาวกคนอื่น ๆ กลับไปที่เมืองอิสฟาฮัน มาตรการ ป้องกันครั้งนี้ของพระบ๊อบได้ช่วยให้สาวกทั้งหลายของพระองค์กระจาย กันออกไปประกาศศาสนาทั่วทั้งประเทศเปอร์เซียและก่อให้เกิดความ หวั่นไหวไปทุกแห่ง ผู้มีตําแหน่งทางรัฐบาลและทางศาสนาทั้งหลายได้ มาสืบสวนการเคลื่อนไหวของศาสนาใหม่นี้

ความอึกทึกครึกโครมเหล่านี้ทําให้กษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์ ไม่อาจนิ่งนอนใจต่อไปได้ ซีบิด ยาห์ยอ (วาฮิด) ผู้มีความรู้สูงสุดและมี อิทธิพลมากที่สุด เป็นผู้พูดคนสําคัญในการประชุมนักบวชทุกครั้งไม่ ว่าในการประชุมนั้นจะมีจํานวนผู้เข้าร่วมมากมายเท่าไร และเป็นผู้ที่ กษัตริย์ โมฮัมหมัดชาห์ให้ความมั่นใจที่สุดในความเที่ยงธรรม ในความ สามารถและความหยั่งรู้ของเขา เขาได้รับคําสั่งจากกษัตริย์ชาห์ให้ ไปสืบสวนพระบ๊อบที่เมืองชีราซและรายงานมาให้ทราบ ระหว่างการ เดินทางวาฮิดได้คิดและเตรียมคําถามมากมายที่จะซักถามพระบ๊อบ เขาไปพบพระบ๊อบที่บ้านลุงของพระองค์ ในการสัมภาษณ์ครั้งแรกเป็น เวลา12ชั่วโมงวาฮิดได้ถามเกี่ยวกับคําสอนต่าง ๆ ของอิสลามและ บทกลอนที่มีความหมายลึกลับที่สุดทั้งหลายในพระคัมภีร์กุรอ่าน พระบ๊อบตอบคําถามทั้งหมดของวาฮิดด้วยความรวดเร็วจับใจ ความกระ จ่างชัดของคําตอบของพระบ๊อบทําให้วาฮิดประหลาดใจและชื่นชม ในตัวพระบ๊อบอย่างยิ่ง ความภาคภูมิทะนงตัวของวาฮิดที่มีอยู่ก่อนได้หายไปสนิท วาฮิดได้ขอตัวออกไปโดยกล่าวกับพระบ๊อบว่าเขาจะ ออกไปเตรียมคําถามที่เหลือทั้งหมดและจะเข้ามาสัมภาษณ์ใหม่ เมื่อ วาฮิดได้เข้ามาสัมภาษณ์พระบ๊อบครั้งที่สอง ความตื่นเต้นประหลาดใจ ทําให้เขาลืมคําถามทั้งหมดที่เขาเตรียมไว้ แต่เขาต้องพบกับความประ หลาดใจยิ่งขึ้นเมื่อเขาพบว่าพระบ๊อบได้ให้คําตอบแก่คําถามทั้งหลาย ที่เขาลืมไปชั่วขณะนั้น ก่อนเข้าไปสัมภาษณ์ครั้งที่สามวาฮิดตั้งใจว่า ถ้าพระบ๊อบเปิดเผยความหมายของซูรีห์ ออฟควอทาร์ โดยมิต้องให้ เขาถามเขาจะยอมรับความเป็นศาสนทูตของพระองค์ทันที วาฮิดผู้ ซึ่งเคยอยู่ต่อหน้ากษัตริย์ชาห์บ่อยครั้งจนเกิดความเคยชินและไม่ตื่น กลัว เมื่อได้เข้ามาอยู่ต่อหน้าพระบ๊อบเป็นครั้งที่สามเขารู้สึกกลัวและ แขนขาสั่นสะท้านไปหมดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พระบ๊อบได้จูงมือ วาฮิดและพามานั่งข้างๆ และทรงกล่าวต่อเขาว่า “องค้นหาจากเราใน สิ่งใดก็ตามที่หัวใจของเจ้าปรารถนา เราพร้อมที่จะเปิดเผยแก่เจ้า” วาฮิดงงงวยจนพูดไม่ออก พระบ๊อบทรงยิ้มและจ้องมาที่วาฮิดและ กล่าวว่า “ถ้าเราเปิดเผยความหมายของซูรีห์ ออฟควทาร์ เจ้าจะยอมรับ ว่าพระวจนะของเรามาจากพระผู้เป็นเจ้าไหม…” น้ำตาหลั่งไหลออก มาเมื่อวาฮิดได้ยินคําพูดนี้ พระบ๊อบทรงหยิบปากกา และด้วยความเร็วอัน น่าพิศวงพระองค์ได้ทรงเปิดเผยความหมายของซูรีห์ ออฟควอทาร์ เป็นจํานวนไม่ต่ํากว่า 2,000 บท วาฮิดยอมสยบเป็นสาวกของพระบ๊อบ ทันที เขากล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “ข้าพเจ้ามีความมั่นใจในระดับ ที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้กองกําลังทั้งหมดของโลกร่วมกันเข้าต่อต้าน ข้าพเจ้า มันก็ไม่สามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นในความยิ่งใหญ่ของ ศาสนาของพระองค์”

ข่าวการเป็นบาบี (สาวกของพระบ๊อบ) ของวาฮิดทําให้กษัตริย์ โมฮัมหมัด ชาห์ ออกคําสั่งให้นายกรัฐมนตรีฮาจิ มิร์ซา อาคาซี มีคําสั่งถึง ฮุสเซน คาน ให้ระงับการก่อกวนและเหยียดหยามศาสนา ของพระบ๊อบ กระนั้นก็ตามการที่ฮุสเซน คานรู้ว่าพระบ๊อบมีการติด ต่อกับสาวกทั้งหลายโดยมิได้ถูกกดขวางได้จุดไฟโทษะแห่งความดุร้าย ของเขา วันหนึ่งเมื่อฮุสเซน คาน ได้สืบทราบถึงสถานที่นัดพบของ พระบ๊อบกับสาวกทั้งหลาย เขาสั่งหัวหน้าตํารวจเมืองชีราซคืออับดุล ฮามิดให้ไปจับกุมพระบ๊อบพร้อมกับญาติพี่น้องของพระองค์ อับดุล ฮามิดได้นํากองกําลังบุกเข้าไปในตอนกลางคืนและจับกุมพระบ๊อบ กับญาติพี่น้องของพระองค์ เมื่ออับดุล ฮามิดมาถึงบริเวณตลาดเขา ประหลาดใจอย่างยิ่งที่เห็นประชาชนกําลังหนีเตลิดไปทุกทิศทาง ด้วย ความอกสั่นขวัญหนีราวกับมีความหายนะอันน่าสพรึงกลัว มีการขนส่ง โรงศพมากมายเป็นขบวนยาวพร้อมกับผู้คนจํานวนมากเดินร้องให้ตาม ในคืนเดียวกันนั้นอหิวาต์ ได้ระบาดอย่างรุนแรงและได้คร่าชีวิตประชาชน ไปแล้วกว่าร้อย ประชาชนกําลังละบ้านตนเอง อับดุล ฮามิดตื่นกลัวเป็น อย่างยิ่งและรีบรุดไปที่บ้านของฮุสเซน คาน ซึ่งเขาพบว่าครอบครัว ของฮุสเซน คานได้ล้มป่วยตาย ตัวฮุสเซน คานเองได้หนีออกไปที่ชาน เมืองชีราซโดยทิ้งศพของครอบครัวไว้โดยมิได้ฝั่ง อับดุล ฮามิดจึง ตัดสินใจพาพระบ๊อบไปคุมตัวไว้ที่บ้านของตนเอง เมื่อมาถึงบ้านของ เขา ครอบครัวของเขาต่างกําลังให้ต่อลูกชายของเขาที่ป่วยเป็น อหิวาต์และกําลังใกล้จะตาย อับดุล ฮามิดได้หมอบลงอย่างสิ้นหวังที่ แทบเท้าของพระบ๊อบ ขอให้พระบ๊อบยกโทษและช่วยชีวิตลูกชาย ของเขา ขณะนั้นพระองค์กําลังล้างหน้าเตรียมตัวจะสวดมนต์ตอนเช้า พระบ๊อบให้น้ำที่พระองค์ใช้ล้างหน้าให้แก่อับดุล ฮามิดเพื่อให้ลูกชาย ของเขาดื่มและน้ำนั้นได้ช่วยชีวิตลูกชายของเขาไว้ ข่าวของเหตุการณ์ นี้ไปถึงเมืองเตหะรานและเป็นที่รับทราบของกษัตริย์ชาห์ กษัตริย์ชาห์มีคําสั่งให้ขับไล่ ฮุสเซน คานออกจากตําแหน่ง หลังจากนั้น ฮุสเซน คาน ได้พบกับความเคราะห์ร้ายอีกมากมายมาซ้ำเติมเขา จนถึงกับไม่มีขนมปังจะประทั้งชีวิต และพบจุดจบของชีวิตอย่างน่าสังเวชที่สุด ลุงของพระบ๊อบได้มาพบพระองค์ที่บ้านของ อับดุล ฮามิด ซึ่งพระองค์ได้ฝากฝังแม่และภรรยาของพระองค์ให้อยู่ในความดูแลของลุงก่อนที่พระองค์จะเดินทางต่อไปยังเมืองอิสฟาฮันพร้อมกับกล่าวว่า “…เราจะ พบกับท่านอีกท่ามกลางภูเขาแห่งอัดเฮอร์เบย์จาน และจากนั้นเราจะ ส่งท่านไปสู่ยอดของการสละชีวิต ตัวเราเองจะติดตามท่านไปพร้อม กับสาวกของเราคนหนึ่งและจะไปพบกับท่านในอาณาจักรแห่งความนิรันดร์”

ขณะนั้นตรงกับปีค.ศ.1846 พระบ๊อบได้เดินทางออกจากเมือง ชีราซมุ่งไปเมืองอิสฟาฮัน เมื่อใกล้เข้าไปถึงชานเมืองอิสฟาฮัน พระบ๊อบได้ทรงส่งจดหมายถึง มานูเชร์ คานผู้เป็นเจ้าเมืองอิสฟาฮัน ซึ่งเป็นคริสเตียนโดยกําเนิด มานูเชร์ คานเมื่อได้รับจดหมายจากพระ บ๊อบได้ส่งหัวหน้าอิหม่ามเมืองอิสฟาฮันออกไปต้อนรับพระองค์อย่างมีเกียรติ หัวหน้าอิหม่ามพาพระบ๊อบมาที่บ้านของเขาเอง คืนวันหนึ่งหัวหน้าอิหม่ามได้ขอให้พระบ๊อบเปิดเผยความหมายซูรีห์ออฟวาลอาซร์ พระบ๊อบทรงขอปากกาและกระดาษและโดยไม่ต้องหยุดคิดพิจารณา พระองค์ทรงเปิดเผยด้วยความเร็วอันน่าฉงนอธิบายความ หมายพยัญชนะตัวแรกของซูรีห์นั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงด้วยบทกลอนที่ มีจํานวนเท่ากับหนึ่งในสามของคัมภีร์กุรอ่าน บรรดาผู้ที่เป็นพยานเหตุ การณ์ในคืนนั้นตื่นตลึงและนับถือพระองค์เป็นอย่างยิ่ง ชื่อเสียงของพระบ๊อบค่อย ๆ กระจายแผ่ไปทั่วเมืองอิสฟาฮัน ผู้คนจํานวนมากขึ้น เรื่อย ๆ เริ่มหลั่งไหลมาที่บ้านของหัวหน้าอิหม่ามเพื่อขอให้พระบ๊อบไขปริศนาธรรมต่างๆ วันหนึ่งเจ้าเมืองมานูเชร์ คานได้มาที่บ้านของหัวหน้าอิหม่ามและขอให้พระบ๊อบพิสูจน์ฐานะของพระศาสดาโมฮัมหมัด มานูเชร์ คาน ผู้ไม่เคยมีความมั่นใจในฐานะของพระโมฮัมหมัด หลังจากที่พระบ๊อบทรงเปิดเผยบทกลอนลงในกระดาษประมาณ 50 หน้า เขายอมรับความเป็นศาสนทูตของพระโมฮัมหมัดด้วยความมั่นใจ และยอมรับอํานาจในตัวของพระบ๊อบ ชื่อเสียงของพระบ๊อบที่เติบโต ขึ้นเรื่อยๆ ได้ทําให้นักบวชในเมืองอิสฟาฮันโกรธเคืองและกลัวการสูญเสียอํานาจ กระนั้นพวกเขาไม่กล้าคุกคามพระบ๊อบโดยตรงด้วยเกรงว่าการคุกคามนั้นจะกลับทําให้พระบ๊อบมีชื่อเสียงมากขึ้น พวกเขาราย งานกิจกรรมของพระบ๊อบไปยังเมืองเตหะราน นายกรัฐมนตรีฮาจิ มิร์ซา อาคาซี เมื่อได้รับทราบรู้สึกหวั่นกลัวเป็นอย่างยิ่ง เขาทราบดีว่ามานูเชร์ คานเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจจาก กษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์อย่างมาก และเป็นไปได้ทีเดียวที่ มานูเชร์ คาน จะนัดให้กษัตริย์ได้พบกับพระบ๊อบซึ่งจะเป็นอันตรายต่อตําแหน่งของเขาอย่างยิ่ง เขาจึงเขียนจด หมายถึงหัวหน้าอิหม่ามเมืองอิสฟาฮันต่อว่าด้วยถ้อยคํารุนแรงว่าไม่ ปกป้องผลประโยชน์ของศาสนาอิสลาม เขียนจดหมายให้กําลังใจเหล่านักบวชทั้งหลาย จดหมายของนายกรัฐมนตรีทําให้หัวหน้าอิหม่ามเกิดความหวั่นไหวและเปลี่ยนใจโดยเริ่มกีดกันไม่ให้ผู้คนมาพบพระ บ๊อบที่บ้านของเขา เจ้าเมืองมานูเชร์ คาน เมื่อทราบถึงความเปลี่ยน แปลงได้ย้ายพระบ๊อบมาอาศัยที่บ้านของตนเอง ในที่สุดบรรดาเหล่า นักบวชได้ชุมนุมกันและออกหมายประหารชีวิตพระบ๊อบซึ่งหัวหน้า อิหม่ามได้ร่วมลงชื่อในหมายนั้นด้วยเพราะความขี้ขลาดของเขา มานู เชร์ คาน ทราบแผนการของเหล่านักบวชจึงได้จัดกองกําลัง 500 คน พาพระบ๊อบขี่ม้าออกจากเมืองอิสฟาฮันไปในตอนกลางคืนมุ่งไปทาง เมืองเตหะราน และวางแผนให้ลูกน้องคนสนิทของเขาพาพระบ๊อบ ย้อนกลับมาที่เมืองอิสฟาฮันอีกเส้นทางหนึ่งเพื่อกลับมาอยู่ภายใต้อารักขาของเขา มานูเชร์ คานขออนุญาตพระบ๊อบไปพบกษัตริย์ชาห์ เพื่อศาสนาของพระองค์จะได้รับการสนับสนุน พระบ๊อบทรงซาบซึ้ง ในเจตนาของมานูเชร์ คาน แต่อย่างไรก็ตามพระองค์มิได้ทรงให้เขา กระทําตามที่คิดและบอกแก่เขาว่าเขาจะมีชีวิตอยู่อีกเพียง 3 เดือน มานูเชร์ คานทําพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติของเขาทั้งหมดให้พระบ๊อบ และเมื่อครบ 3 เดือนเขาก็จากพระบ๊อบไป หลานชายของเขาคือเกอร์จิน คานได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนและทําลายพินัยกรรมนั้นทั้งหมดเขาราย งานความสัมพันธ์ระหว่างมานูเชร์ คานและพระบ๊อบให้กษัตริย์ชาหรับ ทราบ กษัตริย์ชาห์มีความมั่นใจในความซื่อสัตย์ของมานูเชร์ คานได้ ออกคําสั่งนําตัวพระบ๊อบมาที่เมืองเตหะราน

ระหว่างการคุมตัวพระบ๊อบไปยังเมืองเตหะราน เจ้าหน้าที่ทั้ง หลายได้ผ่อนคลายความเข้มงวดต่อพระองค์อย่างสิ้นเชิงเนื่องด้วยความ รักและความประทับใจในตัวพระองค์ ประชาชนตามเมืองต่าง ๆ ที่พระ บ๊อบเดินทางผ่านได้ออกมารุมล้อมพระองค์ด้วยความปิติอย่างยิ่ง อย่าง ไรก็ตามต่อมาได้มีสาส์นจาก กษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์มาถึงพระบ๊อบ มีใจความว่า “เราปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้พบท่าน กระนั้นเราพบว่าเรา ไม่สามารถต้อนรับท่านที่เมืองเตหะรานได้อย่างเหมาะสมเนื่องด้วยเรา กําลังจะออกจากเมืองเตหะรานอย่างรีบด่วน เราปรารถนาให้ท่านไป ที่ปราสาทมาห์ค และเราได้ให้คําแนะนําแก่ผู้คุมปราสาทคือ อาลี คาน ให้ปฏิบัติต่อท่านด้วยความนับถือ เราหวังและตั้งใจที่จะเรียกท่านมาที่ สถานที่นี้เมื่อเราได้เดินทางกลับมาซึ่งในเวลานั้นเราจะให้คําตัดสินที่ เด็ดขาด เราเชื่อว่าเรามิได้ทําให้ท่านผิดหวัง และเชื่อว่าท่านจะไม่ลังเลที่ จะแจ้งให้เราทราบในกรณีที่ความทุกข์ยากบังเกิดแก่ท่าน เราหวังว่า ท่านจะยังคงสวดมนต์เพื่อความผาสุกของเราและความรุ่งเรืองของอาณาจักรของเรา” แท้จริงแล้วสาส์นฉบับนี้ออกมาโดยการยุยงของนายกรัฐมนตรีฮาจี มีร์ซา อาคาซี ด้วยเหตุผลเพียงประการเดียวคือความกลัวที่พระบ๊อบจะได้พบกับกษัตริย์ชาห์และจะทําให้เขาสูญเสียตําแหน่ง ช่างเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงเพียงไรในการกระทําครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรี เขามิได้ตระหนักเลยแม้แต่น้อยว่ากลอุบายนี้ของเขาได้พรากผลประโยชน์ของการเปิดเผยศาสนาใหม่อันหาที่เปรียบมิได้ไปจากกษัตริย์และประเทศของเขา ซึ่งเป็นอํานาจเพียงอันเดียวที่สามารถช่วยเหลือประเทศแห่งความเสื่อมโทรมนี้ได้ ด้วยความโง่เขลาของ ตนเอง เขาได้บ่อนทําลายรากฐานของประเทศ ทําให้ประเทศตกต่ำ พาประชาชนไปสู่หุบเหวแห่งความระทมทุกข์ และพาประเทศไปสู่สงครามทําลายล้างกับประเทศเพื่อนบ้าน สองปีหลังจากที่เขาออกคําสั่ง ให้นําพระบ๊อบไปกักขังที่ปราสาทมาห์คู ทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขาถูกริบ เขาสูญเสียตําแหน่งและถูกไล่ออกจากเมืองเตหะรานอย่างน่าอับอาย ความยากจนและโรคภัยได้คุกคามเขา และเขาพบกับจุดจบของชีวิตอย่างน่าสังเวชในเมืองกาบิลา

บทที่ 4

การถูกขังของพระบ๊อบในมณฑลอัดเฮอร์เบย์จาน

มาห์คูเป็นเมืองในมณฑลอัดเฮอร์เบย์จาน เป็นถิ่นของชาวเคริดซึ่งเป็นมุสลิมซุนนีและมีความเกลียดชังมุสลิมชีอะห์อย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรีฮาจี มีร์ซา อาคาซี ได้จงใจส่งพระบ๊อบมาอยู่ที่ดินแดนห่างไกลและอยู่ท่ามกลางชาวเคริดเหล่านี้เพื่อพระองค์จะได้หมดอิทธิพลในการเผยแพร่ศาสนาอีกต่อไป แต่การคาดการณ์ของนายกรัฐมนตรีมิได้เป็นดังที่หวังไว้ ชาวเคริดผู้ไม่เป็นมิตรทั้งหลายได้ยอมสยบต่อพระบ๊อบเพราะความรักและความสุภาพของพระองค์ หัวใจอันแข็งกระด้างของพวกเขากลับกลายอ่อนนุ่มลง พวกเขาหลงรักพระบ๊อบและพยายามเข้าพบพระบ๊อบด้วยความกระตือรืนร้นอย่างยิ่ง อาลีคานห้ามปรามอย่างเข้มงวดไม่ให้ใครเข้าพบพระบ๊อบที่ปราสาทมาห์คูซึ่งตั้งอยู่บนยอดภูเขา เว้นแต่ซียิด ฮุสเซนผู้เป็นเลขานุการของพระบ๊อบและน้องชายของเขาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ร่วมคอยรับใช้พระบ๊อบ กระนั้นบรรดาชาวเคริดเหล่านี้ก็พยายามขอแต่เพียงให้ได้เห็นหน้าพระบ๊อบก็ยังดีในกรณีที่พวกเขามีข้อโต้แย้งกันพวกเขาจะมาที่เชิงเขา จ้องมองไปที่ปราสาทและกล่าวชื่อพระบ๊อบเป็นการปฏิญาณตนต่อความสัตย์ในคำพูดของพวกเขา วันหนึ่งพระบ๊อบทรงกล่าวกับสาวกคนหนึ่งของพระองค์ที่เป็นตัวกลางคอยติดต่อระหว่างพระองค์กับสาวกทั้งหลายที่อยู่ในเมืองมาห์คูว่า พระองค์จะเปลี่ยนแปลงเจตคติของอาลี คานที่มีต่อสาวกทั้งหลายของพระองค์ และจะทำให้เขาเลิกล้มความเข้มงวดเช้าวันรุ่งขึ้น อาลีคานเห็นพระบ๊อบออกมายืนสวดมนต์ข้างนอกปราสาท เมื่อเขาเข้าไปใกล้ ๆ เขาพบว่าพระบ๊อบอยู่ในสมาธิอันเงียบสงบเขาจึงไม่อยากรบกวนพระบ๊อบแต่ตั้งใจจะไปตำหนิลูกน้องที่ละเลยหน้าที่ที่ปล่อยพระบ๊อบออกมานอกปราสาท เขาไปที่ประตูปราสาทและประหลาดใจที่เห็นประตูทั้งชั้นนอกและชั้นในยังล็อคกุญอยู่ตามปกติ เมื่อเขาเข้าไปในปราสาท เขาตื่นตะลึงเต็มที่ที่ได้พบพระบ๊อบอยู่ในนั้น ความหวาดกลัวเข้ามาครอบงำเขา เขาสนทนากับพระบ๊อบถึงความหวาดกลัวของเขาและเสียใจอย่างยิ่งต่อความประพฤติอันแข็งกระด้างที่ปฏิบัติต่อศาสนทูตของพระผู้เป็นเจ้า หลังจากนั้นอาลี คานได้ผ่อนคลายความเข้มงวดและยอมให้ประชาชนทั้งหลายเข้าพบพระบ๊อบ ตัวเขาเองเป็นผู้จัดหาอาหารและผลไม้ที่มีรสชาติดีที่สุดไว้ให้พระบ๊อบอยู่เสมอ สาวกจากเมืองต่าง ๆ หลั่งไหลเดินทางมาเข้าพบพระองค์ พระบ๊อบให้พวกเขาอยู่กับพระองค์เพียง 3 วัน และให้พวกเขาจากไปปฏิบัติหน้าที่รับใช้ศาสนา ในช่วงเวลาที่อยู่ที่ปราสาทมาห์คูนี้พระบ๊อบได้ทรงเปิดเผยพระคัมภีร์บายันซึ่งเป็นคัมภีร์ที่มีน้ำหนักที่สุดของพระองค์ เป็นคัมภีร์ที่วางกฏต่าง ๆ ของศาสนาและย้ำถึงการเสด็จมาของ “ พระผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าจะแสดงให้ปรากฏ” ประกอบด้วยบทกลอนไม่น้อยกว่า 100, 000 บท

ทันใดที่กษัตริย์โมฮัมหมัดชาห์ได้ออกคำสั่งให้นำพระบ๊อบไปกักขังที่ปราสาทมาห์คู ได้เกิดเคราะห์ร้ายที่เขย่าถึงรากฐานของประเทศของตน มีการก่อการกบฏไปทั่วทุกมณฑลและขัดขืนต่ออำนาจของกองทัพหลวงที่อยู่ในเมืองเตหะราน ขณะนั้นมุลลา ฮุสเซนอยู่ที่เมืองมัชฮัดได้ทราบถึงเจตนาของหัวหน้ากบฎที่จะมาชวนเขาเข้าร่วมเขาจึงรีบเดินทางหนีออกจากเมืองเตหะราน ซึ่งที่นั่นเขาได้มีโอกาสเข้าพบพระบาฮาอุลลาห์ จากนั้นเขาเดินทางต่อไปเข้าพบพระบ๊อบที่มาห์คู มุลลา ฮุสเซนอยู่กับพระบ๊อบเป็นเวลา 9 วัน และก่อนจะจากไปพระบ๊อบทรงกล่าวแก่เขาว่า “ เจ้าได้เดินทางด้วยเท้ามาตลอดทางจากบ้านเกิดของเจ้ามายังสถานที่นี้ ดังนั้นขากลับเจ้าจงเดินกลับไปจนกว่าจะถึงจุดหมายของเจ้านั่นคือวันแห่งการใช้ม้าของเจ้าจะมาถึงเจ้าถูกกำหนดให้แสดงความกล้าหาญ ความชำนาญและความเป็นวีระบุรุษอย่างที่จะบดบังรัศมีของการกระทำอันยิ่งใหญ่ที่สุดทั้งหลายของวีรบุรุษในอดีต… ในระหว่างทางเจ้าจงแวะเยี่ยมเพื่อนบาบีทั้งหลายที่เมืองคุย … เมืองทาบริซ เมืองซานจอน เมืองคัสวินและเมืองเตหะราน และจงส่งความรักของเราให้แก่พวกเขา … . จากเมืองเตหะรานจงไปยังมณฑลมาซานดารานอันเป็นสถานที่ที่สิ่งมีค่าของพระผู้เป็นเจ้าที่ซ่อนอยู่จะถูกแสดงปรากฎแก่เจ้า…”

ข่าวการเปลี่ยนแปลงท่าทีของอาลี คาน ที่มีต่อพระบ๊อบและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในมาห์คูทำให้นายกรัฐมนตรี อาจี มีร์ซา อาคาซี เคืองแค้นและหวั่นกลัว และออกคำสั่งให้ย้ายพระบ๊อบไปกักขังที่ปราสาทชีห์ริค รวมเป็นเวลา 9 เดือนที่พระบ๊อบถูกกักขังอยู่ที่ปราสาทมาห์คู นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ยาห์ยอ คาน ผู้เป็นน้องเขยของกษัตริย์ชาห์เป็นผู้ควบคุมพระบ๊อบพร้อมกับกำชับมิให้เอาเยี่ยงอย่างอาลี คาน ยาห์ยอ คานเมื่อได้มีความสัมพันธ์กับพระบ๊อบได้หลงรักพระองค์ทันทีและไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีได้ เขาไม่ปฏิเสธใครสักคนที่ขอเข้าพบพระบ๊อบประชาชนท้องถิ่นชาวเคริดซึ่งเกลียดชังมุสลิมชีอะห์อย่างบ้าคลั่งได้จำนนต่ออิทธิพลแห่งความรักในตัวพระบ๊อบ นักบวชและเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงจำนวนมากได้เข้ามาเป็นสาวกของพระบ๊อบซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้แก่รัฐบาล หนึ่งในจำนวนนี้คือมีร์ซา อัสซาดุลลา (เดยัน) ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและประณามศาสนาของพระบ๊อบอย่างรุนแรงจนไม่มีใครกล้าสอนศาสนาให้แก่เขา วันหนึ่งจากความฝันที่เขาไม่เล่าให้ใครฟังเขาได้เขียนจดหมายถึงพระบ๊อบให้อธิบายความหมายของบทกลอน 2 บทในพระคัมภีร์กุรอ่าน วันต่อมาเขาได้รับคำตอบจากพระบ๊อบที่เขียนด้วยมือของพระองค์เอง ในจดหมายตอนนั้นพระบ๊อบได้ทรงอธิบายความฝันของเขาทั้งหมดและเฉลยความหมายของบทกลอน 2 บทนั้นจดหมายตอบนี้ทำให้เดยันเปลี่ยนเป็นบาบีโดยทันทีและรีบด้วยเท้าจากเมืองคุยไปพบพระบ๊อบที่ปราสาทชีห์ริค เหตุการณ์ความหวั่นกลัวให้แก่รัฐบาลยิ่งขึ้นไปอีกคือการเดินทางของนักมุสลิมคนหนึ่งมาจากประเทศอินเดีย ซึ่งพระบ๊อบได้บอกเขาในฝันให้เดินทางมาพบพระองค์ที่ชีห์ริค เขาได้เป็นสาวกของพระบ๊อบทันทีเมื่อได้เข้าพบพระบ๊อบและพระบ๊อบทรงสั่งให้เขาเดินทางกลับไปรับใช้ศาสนาที่ประเทศอินเดีย ความหลงใหลคลั่งไคล้ของประชาชนที่มีต่อพระบ๊อบทำให้รัฐบาลออกคำสั่งให้นำตัวพระบ๊อบไปที่เมืองทาบริซเพื่อตัดขาดกระแสคลื่นความศรัทธาในตัวพระองค์ เมื่อเจ้าหน้าที่คุมตัวพระบ๊อบเข้ามาใกล้เมืองทาบริซประชาชนเมืองทาบริซตื่นตัวคลั่งไคล้ที่จะเข้าพบพระบ๊อบทำให้เจ้าหน้าที่ต้องนำตัวพระบ๊อบไปพักแรมบริเวณชานเมืองทาบริซ วันรุ่งขึ้นพระบ๊อบถูกนำตัวไปที่สาธารณะซึ่งนายกรัฐมนตรีฮาจี มีร์ซา อาคาซีได้เรียกชุมนุมนักบวชชั้นผู้ใหญ่ในเมืองทาบริซหลายคนมารวมกำลังสอบสวนพระบ๊อบโดยหวังว่าจะทำให้พระบ๊อบตื่นกลัวและเลิกล้มศาสนาของตนเอง เมื่อพระบ๊อบถูกนำตัวมาอยู่ท่ามกลางนักบวช นักบวชคนหนึ่งได้ถามพระบ๊อบว่า“ ท่านได้อ้างตัวว่าเป็นใครและข่าวสารอะไรที่ท่านได้นำมา” พระบ๊อบทรงตอบว่า“ เราคือ เราคือ เราคือศาสนทูตตามพันธะสัญญา เราคือผู้ที่เจ้าได้เรียกร้องถึงพระนามของเรามาเป็นเวลาหนึ่งพันปี ผู้ที่เจ้าได้กล่าวถึ งผู้ซึ่งการเสด็จมาของเราเจ้าได้เฝ้าปรารถนาที่จะได้เป็นพยานและชั่วโมงแห่งการเปิดเผยศาสนาของเราเจ้าได้สวดมนต์ต่อพระผู้เป็นเจ้าให้เร่งให้มาถึง โดยแท้จริงแล้วเรากล่าวว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนทั้งหลายทั้งทางตะวันออกและตะวันตกที่จะเชื่อฟังวจนะของเราและปฎิญาณความจงรักภักดีต่อเรา” นักบวชทั้งหมดตะลึงงันนิ่งเงียบไปยกเว้นมูลลา โมฮัมหมัดที่หาญกล้าโต้ตอบและประณามพระองค์ว่า “เจ้าคือเด็กหนุ่มชั่วร้ายและยังอ่อนหัด เจ้าได้ก่อความโกลาหลบ่อนทำลายอิรัคมาแล้ว บัดนี้เจ้าต้องการที่จะก่อความโกลาหลให้กับมณฑลอัดเฮอร์เบย์จานหรือ” พระบ๊อบทรงตอบว่า “ ท่านผู้มีเกียรติเรามิได้มาที่นี่โดยความตั้งใจของเรา เราถูกเรียกตัวมาที่นี้” มุลลา โมฮัมหมัดได้โด้กลับอย่างฉุนเฉียวว่า “ จงหุบปาก” นักบวชอีกคนหนึ่งได้ท้าทายพระบ๊อบว่า “ คำกล่าวอ้างที่เจ้าได้นำเสนอนั้นเป็นคำกล่าวอ้างที่ยิ่งใหญ่ มันจำเป็นต้องมีหลักฐานที่ไม่อาจโต้แย้งได้สนับสนุน” พระบ๊อบทรงตอบว่า “ หลักฐานอันยิ่งใหญ่ที่สุดอันแน่นอนที่สุดของสัจจธรรมของภาระหน้าที่ของพระศาสดาของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นที่ยอมรับคือพระวจนะของพระองค์” และพระบ๊อบทรงอ้าง“ มันไม่เพียงพอสำหรับพวกเขาหรือที่เราได้ส่งคัมภีร์มาให้แก่เจ้า” พระบ๊อบทรงยืนยันต่อไปอีกว่า“ อำนาจที่เป็นหลักฐานดังกล่าวได้ประทานมาให้แก่เราโดยพระผู้เป็นเจ้า ภายในชั่วเวลาสองวันสองคืนเราได้ประกาศตนว่าเราสามารถเปิดเผยบทกลอนที่มีจำนวนเท่ากับพระคัมภีร์กุรอ่านทั้งเล่ม” ความตั้งใจเริ่มแรกที่จะประจานพระบ๊อบให้อับอายต่อที่สาธารณะในวันนั้นกลับให้ผลตรงกันข้าม ประชาชนที่อยู่ในการชุมชนนั้นกลับชื่นชมในตัวพระบ๊อบมากขึ้น ในที่สุดมุลลา โมฮัมหมัดได้ยุยงเจ้าหน้าที่เมืองทาบริซว่าถ้าขืนปล่อยพระบ๊อบเอาไว้ในไม่ช้าพระองค์จะครอบงำจิตใจประชาชนทั้งหมด ประชาชนจะสนับสนุนพระองค์และจะขับไล่เจ้าหน้าที่ต่างๆ ออกจากตำแหน่ง เจ้าหน้าที่เมืองทาบริซหวันกลัวคำขู่ และหลังจากที่พวกเขาร่วมกันปรึกษา ในที่สุดพวกเขาได้อ้างเหตุผลต่าง ๆ และนำพระบ๊อบไปเฆี่ยนตีองค์รักษ์ของเจ้าเมืองทาบริซได้รับคำสั่งจากหัวหน้าศาลศาสนาเมืองทาบริซให้เฆี่ยนพระบ๊อบแต่เขาปฏิเสธ ทำให้หัวหน้าศาลศาสนาต้องลงมือเฆี่ยนพระบ๊อบด้วยตนเอง หลังจากนั้นพระบ๊อบถูกส่งกลับไปที่ชีห์ริคและพระองค์ทรงอยู่ที่นั้นจนถึงวันถูกประหารชีวิต

ช่วงเวลา 3 ปีที่พระบ๊อบถูกกักขังอยู่ที่มณฑลอัดเฮอร์เบย์จานเป็นโอกาสที่พระบ๊อบได้ทรงเปิดเผยบทกลอนอย่างมากมาย ธรรมนิพนธ์แรกสุดซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุด และทรงอำนาจที่สุดคือ“ ไคยูมูน-อัสมอร์” ซึ่งจุดมุ่งหมายมูลฐานของธรรมนิพนธ์นี้ คือเป็นการทำนายถึงว่า พระบาฮาอุลลาห์ในการเปิดเผยศาสนาถัดไปจะต้องทนทุกข์ต่อผู้ที่เป็นทั้งน้องชายและศัตรูของพระองค์ ธรรมนิพนธ์นี้ประกอบด้วยบทกลอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 9, 300 บาท เริ่มต้นด้วยคำตักเตือนอันน่ากลัวถึงกษัตริย์ทั้งหลาย ทำนายถึงชะตาของกษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์ บัญชาให้นายกรัฐมนตรีฮาจี มิร์ซา อาคาซีสละอำนาจของเขา ว่ากล่าวตักเตือนนักบวชมุสลิมทั่วทั้งราชอาณาจักร ยกย่องคุณความดีและคาดการณ์ถึงการเสด็จมาของพระบาฮาอุลลาห์ยิ่งไปกว่านั้น ยังเตือนประชาชนทั้งหลายของโลกถึงการลงโทษอันสาหัสที่สุดของพระผู้เป็นเจ้า เตือนโลกอิสลามถึงไฟเผาผลาญอันรุนแรงหากพวกเขาหันหน้าไปจากศาสนาที่เปิดเผยใหม่นี้ และทำนายถึงการถูกประหารชีวิตของตัวพระบ๊อบเองบทกลอนบางตอนของธรรมนิพนธ์นี้โดยผ่านทางมูลลา ฮุสเซนได้ทำให้พระบาฮาอุลลาห์มอบความจงรักภักดีให้แก่พระบ๊อบ บทกลอนเพียงหน้าเดียวของธรรมนิพนธ์นี้ได้จับหัวใจของฮัจจาท และเนื้อหาของมันได้จุดไฟแห่งความกล้าหาญของวีระบุรุษแห่ง เชค ทาบาซี แห่งเนริชและซานจอน ถัดจากไคยมน-อัสมอร์ตามมาด้วยธรรมนิพนธ์มากมายได้แก่ธรรมจารึกถึงกษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์ ธรรมจารึกถึงสุลต่านเมืองแบกแดดถึงเจ้าเมืองเมกกะคำอธิบายความหมายของซูรีห์ออฟควอ ทาห์ที่ได้เปลี่ยนวิญญาณของวาฮิด คำอธิบายความหมายของซูรีห์ ออฟวาล-อาซร์ให้แก่หัวหน้าอิหม่ามเมืองอิสฟาฮัน อย่างไรก็ตามธรรมนิพนธ์ส่วนใหญ่ของพระบ๊อบได้เปิดเผยขณะที่พระองค์ถูกกักขังอยู่ที่มาห์คูและชีห์ริค พระคัมภีร์บายันซึ่งเป็นคลังที่เก็บของกฎและหลักศีลธรรมทั้งหลายของศาสนาใหม่ได้อ้างถึงการเสด็จมาของ “ พระผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าจะแสดงให้ปรากฏ” ธรรมนิพนธ์ต่าง ๆ ของพระบ๊อบได้ยกเลิกกฎบางอย่างของพระคัมภีร์กุรอ่านเกี่ยวกับสวดมนต์ การถือบวช การแต่งงาน การหย่าร้าง และค้ำจุนความเชื่อในความเป็นศาสนทูตของพระศาสดาโมฮัมหมัด เช่นเดียวกับที่พระศาสดาโมฮัมหมัดได้ยกเลิกกฎบางอย่างของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลแต่กระนั้นได้รับรองความเป็นศาสนทูตของพระเยซูคริสต์ ยิ่งไปกว่านั้นพระคัมภีร์บายันยังอธิบายความหมายของถ้อยคำที่พบบ่อย ๆ ในคัมภีร์ของศาสนาในอดีตเช่น สวรรค์ นรก การฟื้นคืนชีพ การพิพากษา ฯลฯ คาดการณ์ถึงระบบแห่งโลกของพระบาฮาอุลลาห์ ความไพศาลของความรู้และบทกลอนที่เปิดเผยโดยพระบ๊อบได้แสดงอยู่ในพระคัมภีร์คีตาบี-อีคาน พระบาฮาอุลลาห์ “ ความรู้คือพยัญชนะ 27 ตัวพระศาสดาทั้งหมดได้เปิดเผยไว้ 2 พยัญชนะ ดังนั้นไม่มีมนุษย์คนใดรู้มากไปกว่า 2 พยัญชนะนี้ แต่เมื่ออิหม่ามกาอิมปรากฏขึ้นพระองค์จะแสดงพยัญชนะที่เหลืออีก 25 ตัวให้ปรากฏ ” (พระบ๊อบทรงเปิดเผยบทกลอนไว้ทั้งหมดไม่น้อยกว่า 500, 000 บท2) ในพระคัมภีร์บายันพระบ๊อบได้ทรงตักเตือนถึงการเปิดเผยศาสนาของพระบาฮาอุลลาห์ซึ่งยิ่งใหญ่กว่าศาสนาของพระองค์เองว่า“ ถ้าเจ้าได้บรรลุสู่การเปิดเผยศาสนาของพระองค์และเชื่อฟังพระองค์ เจ้าจะได้เปิดเผยผลของพระคัมภีร์บายันแต่ถ้าไม่ เจ้ามิคู่ควรที่จะได้รับการกล่าวถึงต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า” เป็นการกล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของพระบาฮาอุลลาห์ พระบ๊อบได้ทรงจารึกไว้ในพระคัมภีร์บายันว่า “คำสรรเสริญอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราได้ให้แก่ศาสนทูตผู้ที่จะเสด็จมาภายหลังเรา คือคำสารภาพของเราว่า ไม่มีวจนะใดของเราที่สามารถพรรณนาถึงพระองค์ได้อย่างเพียงพอ ไม่มีคำใดในพระคัมภีร์ของเราที่อ้างอิงถึงพระองค์ที่สามารถพรรณนาศาสนาของพระองค์ได้อย่างถูกต้อง” และเป็นการเปรียบเทียบศาสนาของพระองค์เองกับศาสนาของพระบาฮาอุลลาห์ พระบ๊อบทรงกล่าวว่า “ พระคัมภีร์บายันเป็นเพียงใบไม้ใบเดียวท่ามกลางใบไม้มากมายในสวรรค์ของพระองค์ และ“ การท่องบทกลอนเพียงบทเดียวของพระผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าจะแสดงให้ปรากฏเป็นการดีกว่าสำหรับเจ้าที่จะเขียนพระคัมภีร์บายันทั้งเล่มเพราะในวันนั้นบทกลอนเพียงบทเดียวสามารถช่วยเจ้าได้ในขณะที่พระคัมภีร์บายันไม่สามารถช่วยเจ้าได้” และพระบ๊อบได้ทรงกล่าวแก่วาฮิดว่า “…. ถ้าหากเราทราบว่าในวันแห่งการแสดงปรากฏของพระองค์ เจ้าปฏิเสธพระองค์ เราจะไม่ลังเลที่จะตัดความสัมพันธ์กับเจ้าและปฏิเสธความศรัทธาของเจ้า … ในทางตรงข้ามถ้าเราได้รับการบอกเล่าว่าคริสเตียนคนหนึ่งผู้ซึ่งไม่มีความจงรักภักดีต่อศาสนาของเราแต่เชื่อในพระองค์ เราจะพิจารณาเขาเป็นผู้ที่รักยิ่งของเรา”

ขอย้อนกล่าวถึงมุลลา ซาดิคและคุดดุสที่ถูกฮุสเซน คาน ทรมานและประจานที่เมืองชีราซ หลังจากที่ทั้งสองถูกขับไล่ออกจากเมืองชีราชมุลลา ซาดิค เดินทางไปที่เมืองยาซด์และเข้าไปที่สุเหร่าแห่งหนึ่งที่กำลังมีการชุมนุมสวดมนต์กันอยู่ โดยมิได้รับเชิญมูลลา ซาดิค ได้ขึ้นไปบนมุขของระเบียงและกล่าวต่อฝูงชนที่นั่นว่า“ ดูกรประชาชนผู้มีความรู้จงขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าเพราะประตูแห่งความรู้ของพระผู้เป็นเจ้าที่ท่านคิดว่าปิดอยู่ได้เปิดออกแล้ว แม่น้ำแห่งชีวิตนิรันดร์ได้ไหลมาจากเมืองชีราชและกำลังประทานพระพรอันไม่อาจวัดได้ให้แก่ดินแดนนี้ใครก็ตามได้รับเพียงหยดหนึ่งของมหาสมุทรและพระกรุณาแห่งสวรรค์นี้ ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้ที่ไม่รู้หนังสือหรือต่ำต้อยเพียงใด จะพบว่าตัวเองสามารถไขความลึกลับที่สุดทั้งหลายและสามารถอธิบายหัวข้ออันลึกซึ้งต่าง ๆ ในอดีตได้ และใครก็ตามถึงแม้จะเป็นผู้อธิบายที่มีความรู้สูงสุดในอิสลามได้ดูถูกข่าวสารนี้ของพระผู้เป็นเจ้าจะตกต่ำและสญเสียอย่างมิอาจเรียกคืนมาได้” ความขุ่นเคืองและความกลัวได้โฉบพัดไปทั่วที่ชุมนุมนั้นและมีเสียงตะโกนว่า“ หมิ่นประมาทศาสนา” ฝูงชนได้ลุกฮือขึ้นเข้าไปรุมทำร้ายร่างกายของมุลลา ซาดิค ซียิด ฮุสเซนผู้เป็นหัวหน้านักบวชที่นั่นได้เข้าห้ามปรามและช่วยมุลลา ซาดิคไว้ได้ ภายหลังจากนั้นมุลลา ซาดิคเดินทางต่อไปยังมณฑลคุราซอนและได้เข้าร่วมการต่อสู้ที่เชค ทาบาซี

คุดคุสหลังจากถูกขับไล่ออกจากเมืองชีราซได้เดินทางผ่านไปยังหลายเมืองและประกาศศาสนาของพระบ๊อบ เมื่อมาถึงเมืองเตหะรานเขาได้มีโอกาสเข้าพบพระบาฮาอุลลาห์ และหลังจากนั้นคุดดุสออกจากเมืองเตหะรานไปยังบ้านเกิดของเขาคือเมืองบอร์ฟูรูชในมณฑลมาซานดารานและเผยแพร่ศาสนาอยู่ที่เมืองนี้ จนกระทั่งมุลลา ฮุสเซนหลังจากที่ไปเยี่ยมพระบ๊อบที่ปราสาทมาห์คูได้เดินทางผ่านไปยังเมืองต่าง ๆ เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจสาวกทั้งหลายของพระบ๊อบจนไปถึงเมืองเตหะรานและได้เข้าพบพระบาฮาอุลลาห์เช่นกัน จากเมืองเตหะรานมุลลา ฮุสเซนได้เดินทางไปพบคุดดุสที่เมืองบอร์ฟูรูชคุดดุสถามมุลลา ฮุสเซนถึงประสบการณ์ที่ได้เข้าพบพระบ๊อบที่ปราสาทมาห์คู มุลลา ฮุสเซนเล่าว่าทุกครั้งที่เขาพบพระบ๊อบ พระองค์จะบอกเขาเสมอถึงการนัดพบครั้งต่อไปแต่ครั้งนี้พระองค์มิได้กล่าวถึงเลย ราวกับว่าเขาจะไม่ได้พบพระองค์อีกและพระองค์บอกให้เขามาทีมณฑลมาซาน ดารานซึ่งสิ่งมีค่าของพระผู้เป็นเจ้าจะถูกเปิดเผยต่อเขา จากนั้นคุดดุสได้นำบทประพันธ์อันหนึ่งของเขาเองมาให้มุลลา ฮุสเซนอ่าน มุลลา ฮุสเซน เมื่ออ่านบทประพันธ์นั้นได้พบสิ่งมีค่าของพระผู้เป็นเจ้าตามที่พระบ๊อบสัญญาไว้ และทราบถึงฐานะของคุดดุสซึ่งอยู่เหนือกว่าตัวเขา วันต่อมาโดยคำสั่งของคุดคุส มุลลา ฮุสเซนได้ไปเข้าพบซอิดุลขณะอยู่ท่ามกลางลูกศิษย์ เขาตักเตือนซาอิดุลให้เลิกความอันโง่เขลาและหันมายอมรับศาสนาใหม่ มุลลา ฮุสเซนถกเถียงกับซาอิดุลจนเขาจนด้วยเหตุผล  ด้วยเกรงว่าลูกศิษย์ทั้งหลายของเขาจะหันไปหามุลลา ฮุสเซน เขาจึงใช้วาจาหยาบคายขับไล่มุลลา ฮุสเซนให้ออกไป กระนั้นลูกศิษย์จำนวนหนึ่งที่นั้นได้รู้สึกถึงอำนาจของมลลา ฮุสเซนและเข้ามาสนับสนุนเขา

ต่อมามุลลา ฮุสเซนและคุดดุสเดินทางไปยังเมืองมัชฮัดในมณฑลคูราซอน การปรากฏของมุลลา ฮุสเซนและคุดดุสในเมืองมัชฮัดได้กระตุ้นกระแสแห่งความศรัทธาอย่างแรงกล้าซึ่งแผ่กว้างออกไปถึงนอกมณฑลคูราซอน ประชาชนผู้อุทิศตนมากมายได้แห่กันเข้ามาพบมุลลา ฮุสเซนและคุดดุส ในระหว่างที่คุดดุสอาศัยอยู่ที่เมืองมัชยัดนี้ พระบ๊อบได้มีสาส์นถึงสาวกที่ซื่อสัตย์ทุกคนทั่วประเทศเปอร์เซียสั่งให้พวกเขาทั้งหลายมุ่งไปยังมณฑลคูราซอน ทอเฮเรย์หลังจากได้รับสาส์นจากพระบ๊อบรับรองให้เธอเป็นหนึ่งในพยัญชนะแห่งการมีชีวิตได้อยู่ที่เมืองกาบิลาต่อไป ความไม่เกรงกลัวและลักษณะอันแข็งแกร่งของเธอพร้อมกับความมั่นใจและพลังงานอันไม่มีขีดจำกัดทำให้ผู้คนทั้งหลายหลงใหลในถ้อยคำอันจับใจและมีเสน่ห์ของเธอ ทอเฮเรย์ชนะใจผู้คนมากมายให้เข้ามาร่วมในศาสนาใหม่นี้ เมื่อเธอได้ทราบเกี่ยวกับคำสั่งของพระบ๊อบให้สาวกทั้งหลายมุ่งไปมณฑลคูราซอนเธอได้ตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองกาบิลาทันที เมื่อมาถึงเมืองคัสวินได้มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นและเธอถูกฝ่ายศัตรูจับตัวไปคุมขัง พระบาฮาอุลลาห์ได้ส่งคนไปช่วยเธอออกมาได้จากเมืองคัสวินและพามาที่เมืองเตหะราน เช่นเดียวกับที่เธอสามารถยอมรับศาสนาของพระบ๊อบไม่เคยพบพระบ๊อบ ทอเฮเรย์เมื่อได้พบพระบาฮาอลลาห์ได้รู้สึกและทราบถึงฐานะของพระองค์ หลังจากทอเฮเรย์มาถึงเมืองเตหะสวนไม่กี่วัน พระบาฮาอุลลาห์ทรงให้น้องชายของพระองค์คือออคอเย กาลิมเดินทางคุ้มกันทอเฮเรย์ไปยังมณฑลคูราซอน

ในระหว่างนั้นประชาชนที่แห่กันมาที่เมืองมัชฮัดเพื่อพบมุลลา ฮุสเซนได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนก่อให้เกิดความหวั่นกลัวแก่เจ้าหน้าที่เจ้าชายฮัมซีห์ มีร์ซา ได้ส่งคนไปพบเจ้าเมืองมัชฮัดเพื่อขอความช่วยเหลือในการจับกุมมุลลา ฮุสเซน เจ้าเมืองมัชฮัดได้ปฏิเสธอย่างกล้าหาญเพราะตัวเขาเองชื่นชมในมุลลา ฮุสเซน เจ้าชายฮัมซีห์ มีรชา จึงต้องหันมาใช้วิธีนุ่มนวลโดยการส่งจดหมายถึงมุลลา ฮุสเซนให้เขาไปเข้าพบโดยรับรองความปลอดภัยให้ คุดดุสอนุญาตให้มุลลา ฮุสเซนไปตามคำเชิญของเจ้าชายด้วยความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของมูลลา ฮุสเซนต่อการไปครั้งนี้ ต่อมาคุดดุสได้เดินทางออกจากเมืองมัชฮัดและกล่าวอำลาต่อเพื่อนบาบีทั้งหลายว่า“ วันแห่งความตึงเครียดและความโกลาหลอันรุนแรงกำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว จงยึดมั่นอยู่กับมุลลา ฮุสเซนเพราะการเชื่อฟังคำบัญชาของเขาจะช่วยให้พวกท่านรอดพ้น” คุดดุสได้เดินทางต่อไปยังเมืองบาดัชเพื่อพบกับทอเฮเรย์และพระบาฮาอุลลาห์ที่นั่นพวกเขาอยู่ที่เมืองบาดัชพร้อมกับเพื่อนบาบีอีกหลายคนเป็นเวลา 22 วันและจากนั้นเดินทางออกจากเมืองบาดชไปยังเมืองนี้ยอลอ ณ.หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองนี้ยอลอศัตรูได้โหมกระหนำปาก้อนหินโจมตีพวกเขารุนแรงในตอนรุ่งเช้าทำให้ชาวบาบีทั้งหลายแตกหนีออกไปกันคนละทิศทาง เหลืออยู่แต่พระบาฮาอุลลาห์ ทอเฮเรย์และคนรับใช้ของเธอ ครั้งนั้นคุดดุสได้หายตัวไปและต่อมาภายหลังทราบว่าเขาถูกมีร์ซา โมฮัมหมัด-ตาคีผู้เป็นนักบวชคนสำคัญในเมืองนั้นจับตัวไป จากนั้นพระบาฮาอุลลาห์ ทอเฮเรย์และคนรับใช้ของเธอได้เดินทางต่อไปยังเมืองนูร์ ในระหว่างนั้นฝ่ายศัตรูได้ยั่วยุกษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์ให้เกลียดชังพระบาฮาอุลลาห์จนในที่สุดกษัตริย์ชาห์ได้หมายเอาชีวิตของพระองค์และมีคำสั่งให้เจ้าชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในมณฑลมาซานดารานจับกุมพระองค์ แต่ไม่กี่วันต่อมากษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์เสียชีวิตลงและคำสั่งนั้นมีผลยกเลิกไป

บทที่ 5

การต่อสู้ที่มาซานดารา เนริซและซานจอน

พระบาฮาอุลลาห์ ได้มีจดหมายติดต่อกับพระบ๊อบอย่างใกล้ ชิดและเป็นผู้ประสานงานการเคลื่อนไหวของชาวบาบีทั้งหลายอย่างลับๆ อยู่เบื้องหลัง ความรุนแรงโกลาหลทวีมากขึ้นเมื่อปีแห่งการถูกคุมขัง ของพระบ๊อบใกล้สิ้นสุดลง ความโหดร้ายในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่แผ่ไปทั่วประเทศต่อศาสนาใหม่ ได้ก่อตัวขึ้นภายหลังจากกษัตริย์ โมฮัมหมัด ชาห์ ได้ล้มป่วยเสียชีวิตลงซึ่งยังผลให้นายกรัฐมนตรีฮาจี มีร์ซา อาคาซีสูญสิ้นวาสนาและพบจุดจบอันน่าสังเวช กษัตริย์นาเซริดิน ชาห์ขึ้นครองราชย์ต่อด้วยอายุ 17 ปีและวางกิจการทั้งหลายของประเทศ ไว้ในมือของนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือมีร์ซา ตาคี คาน เป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ศาสนาที่กองกําลังรัฐบาลประสานงานกับกองกําลังนักบวชอย่างเป็นระบบเพื่อที่จะขจัดเปลวไฟศาสนาใหม่ แท้จริงแล้ว ช่วงเวลาอันสั้นแต่โกลาหลที่สุดนี้อาจถือได้ว่าเป็นการหลั่งเลือดอัน รุนแรงและกระทันหันที่สุดของยุคแห่งวีรกรรมของศาสนาบาไฮ

มุลลา ฮุสเซนภายหลังที่ได้ออกมาจากค่ายของเจ้าชายฮัมซีห์ มีร์ซาได้เดินทางไปยังเมืองมัชชัด ที่นั่นเขาได้รับการสนับสนุนด้านการ เงิน เครื่องอํานวยความสะดวกและอุปกรณ์ต่าง ๆ แต่มุลลา ฮุสเซน ได้ปฏิเสธไม่รับสิ่งใดนอกจากตาบและม้าหนึ่งตัว พระบ๊อบทรงส่งสาส์น และผ้าโพกศีรษะของพระองค์มาให้เขาขณะที่เขายังอยู่ที่มัชชัดและ ให้เขาไปช่วยเหลือคุดดุส ทันทีที่ได้รับสาส์นจากพระบ๊อบ มุลลา ฮุสเซน พร้อมเพื่อนบาบีจํานวนหนึ่งได้ออกเดินทางไปยังมณฑลมาซานดาราน ข่าวการใกล้เข้ามาที่เมืองบอร์ฟูรูชของมุลลา ฮุสเซนและเพื่อนบาปี ทั้งหลายได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับซาอิคลผู้เป็นอิหม่ามที่โหด ร้ายและจองหอง ความเป็นที่นิยมของมุลลา ฮุสเซนต่อประชาชน เหตุการณ์ที่เมืองมัชฮัด ศรัทธาอันแรงกล้าของเพื่อนบาบีทั้งหลายของเขา ได้กระตุ้นความเกลียดชังที่ไม่อาจระงับได้ให้แก่ซาอิดุล ซาอิดุลเรียก ประชาชนเมืองบอร์ฟรชมารวมกันที่สุเหร่าและปลุกระดมพวกเขาว่า “จงตื่นขึ้น ศัตรูของเราได้มาที่ประตูเมืองแล้วและพร้อมที่จะมากวาด ล้างทุกสิ่งทุกอย่างของอิสลาม หากพวกเราไม่ออกไปต่อต้าน พวกเรา จะไม่มีชีวิตรอดจากการถูกเข่นฆ่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่อาศัยอยู่ ในเมืองบอร์ฟูรูชทั้งคนหนุ่มคนแก่ ผู้ชายและผู้หญิงที่จะต้องออกไป ปะทะกับบรรดาผู้ที่ทําลายอิสลามด้วยทุกวิธีที่ทําได้….พรุ่งนี้เวลาย่ํารุ่ง ขอให้พวกเจ้าทุกคนลุกขึ้นและยกทัพออกไปทําลายกําลังของพวก มัน” ชาวเมืองบอร์ฟูรูชออกมาพร้อมกับอาวุธทุกอย่างที่พวกเขาสามารถ หามาได้ ในทันทีที่เจอกับพรรคพวกของมุลลา ฮุสเซน พวกเขายิงเพื่อน ของมูลลา ฮุสเซนตายทันที 6 คน เพื่อนบาบีทั้งหลายขออนุญาต มลลา ฮุสเซนให้พวกเขาต่อสู้ป้องกันตัว แต่กระนั้นมุลลา ฮุสเซนได้ ห้ามปรามพวกเขาให้อดทนไว้ เมื่อศัตรูได้ยิงเพื่อนบาบีตายอีกหนึ่ง คนมุลลา ฮุสเซนมองขึ้นฟ้าพร้อมกับสวดวิงวอนว่า “ข้าแต่พระผู้เป็น เจ้า ขอพระองค์ทรงโปรดดูชะตาของมิตรสหายผู้ที่ได้รับเลือกของพระองค์ ขอทรงเป็นพยานต่อการต้อนรับที่ประชาชนเหล่านี้มอบให้แก่ ผู้ที่รักยิ่งของพระองค์ พระองค์ทรงรู้ว่าพวกเรามิได้ปรารถนาอื่นใด นอกเหนือไปจากที่จะนําทางพวกเขาไปสู่สัจจธรรม และมอบความรู้ ของการเปิดเผยศาสนาของพระองค์ให้แก่พวกเขา พระองค์ได้ทรง บัญชาให้พวกเราป้องกันชีวิตตนเองจากการโจมตีของศัตรู ด้วยความ ซื่อสัตย์ต่อบัญชาของพระองค์ บัดนี้ข้าพเจ้ากับมิตรสหายได้ลุกขึ้น ต่อต้านการโจมตีที่พวกเขาโหมใส่พวกเรา” มุลลา ฮุสเซนชักดาบ และมุ่งไปยังศัตรูคนที่ยิงเพื่อนของเขาตายซึ่งหลบอยู่หลังต้นไม้ด้วย ความกลัว มุลลา ฮุสเซนจู่โจมเข้าไปเสื้อดาบฟันเพียงครั้งเดียวตัดร่างศัตรูขาคพร้อมกับต้นไม้และปืนยาวของเขาและทําให้ศัตรูที่เหลือ หนีกระจัดกระจายไปด้วยความตื่นกลัว จากนั้นมุลลา ฮุสเซนมุ่งไป ที่บ้านของซาอิดุลอย่างรวดเร็วทั้งเพื่อนบาปทั้งหมดไว้ข้างหลัง ยกเว้น เพียงคนเดียวที่ตามไปทัน มุลลา ดุสเซนบุกเข้าไปอย่างไม่ไตร่ตรอง ใช้ดาบของเขาฟาดฟันศัตรูล้มระเนระนาดโดยไม่รู้ตัวว่ากระสุนจํานวน มากมายกําลังกระหน่ํายิงมาใส่เขา มุลลา ฮุสเซนตะโกนไปยังซาอัดล ที่หลบอยู่ในบ้านว่า “ขอให้คนขี้ขลาดที่ได้ยั่วยประชาชนให้ทําสงคราม ศักดิ์สิทธิ์กับเราแต่ตัวเองหลบอยู่ในบ้านออกมาฉากที่หลบซ่อนของเขา ขอให้เขาสาธิตโดยแสดงเป็นตัวอย่างถึงความจริงใจของคําวิงวอน และความถูกต้องในความมุ่งหมายของเขา เขาได้ลืมไปแล้วว่าผู้ที่ประ กาศทําสงครามศักดิ์สิทธิ์จะต้องนําหน้ากองทัพของเขา….”

จากเมืองบอร์ฟูรูช มุลลา ยูสเซนได้เดินทางไปยังสุสานของ เชค ทาบาซี มุลลา ฮุสเซนแบ่งงานให้กับเพื่อนบาปช่วยกันสร้างป้อม เป็นที่มั่น ซาอิดุลได้ยุยงประชาชนหมู่บ้านใกล้เคียงให้เข้าโจมตีมูลลา ฮุสเซนอย่างต่อเนื่อง ชาวบาบีจําต้องสู้รบกับศัตรูและสร้างป้อมไปพร้อม กัน เมื่อป้อมใกล้จะเสร็จสมบูรณ์พระบาฮาอุลลาห์ ได้ทรงเสด็จมาเยี่ยม มูลลา ฮุสเซนติเป็นอย่างยิ่งและออกไปต้อนรับพระองค์ด้วยความ เคารพอย่างที่สุด เพื่อนบาบีคนอื่น ๆ แปลกใจในท่าทีของมุสลา สุส เซนที่แสดงต่อพระบาฮาอุลลาห์เพราะในขณะนั้นพวกเขาไม่รู้ฐานะของพระองค์ พระบาฮาอุลลาห์ ได้ตรวจตราการก่อสร้างป้อม แสดงความ ยินดีต่อผลงาน อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรการความปลอดภัย ให้แก่มุลลา ฮุสเซนและทรงกล่าวว่าป้อมจะสมบูรณ์พร้อมก็ต่อเมื่อ มีคุดดุสมาเพิ่มอีกคน ก่อนจะจากไปพระบาฮาอุลลาห์สั่งให้มุลลา สุๆ เซนไปช่วยคุดคุสออกมา และพระองค์ได้สัญญาว่าถ้าพระผู้เป็นเจ้า ได้ประสงค์อย่างอื่น พระองค์จะกลับมาที่ป้อมนี้อีก มุลลา ฮุสเซนมอบหมายเพื่อนบาปี 7 คนไปช่วยคุดดุสซึ่งอยู่ภายใต้การคุมขังของ มีร์ซา โมฮัมหมัด-ตาดี เขายอมปล่อยตัวคุดดุสโดยมิได้จัดขึ้น ก่อนที่ คุดดุสจะมาถึงป้อมเชค ทาบาซี มุลลา ฮุสเซนได้กําชับเพื่อนบาป ทุกคนให้เชื่อฟังคุดดุสอย่างเคร่งครัดและตัวเขาเองเป็นเพียงคนรับ ใช้ของคุดดุส การสร้างป้อมเชค ทาบาซีได้ยั่วยุความโกรธแค้นของ ซาอิดุล และเขารายงานไปยังกษัตริย์นาเซริดิน ชาห์ว่าพวกบาบีได้รวมตัว กันตั้งป้อมพร้อมที่จะยกทัพเข้าทําการกบฏโค่นล้มราชบัลลังก์ กษัตริย์ ชาห์ซึ่งพึ่งขึ้นครองราชย์และขาดประสบการณ์ได้เชื่อตามคํากล่าวหาและสั่งให้แม่ทัพแห่งมาซานดารานยกทัพเข้ากําจัดชาวบาบี ทัพแห่งมาซานดารานได้คัดค้านว่าชาวบาบีที่ป้อมเชคทาบาซีมีจํานวนเพียง หยิบเดียวและเป็นพวกที่ไม่ได้ฝึกหัดการรบ ไม่จําเป็นต้องใช้กองทัพ ใหญ่โตตามที่กษัตริย์ชาห์สั่ง เขาแนะนํากษัตริย์ชาห์ให้มอบอํานาจ แก่น้องชายของเขาคือ อับดุลลา คาน จัดการหน้าที่นี้แทน อับดุลลา คาน ได้ระดมพลเป็นจํานวน 12,000 คนพร้อมอาวุธมากมายไปล้อม ป้อมเชค ทาบาซีซึ่งมีชาวบาบีอยู่ 313 คน

ในเริ่มแรกกองทหารได้ตัดการลําเลียงอาหารที่ส่งไปที่ป้อม และต่อมาพวกเขาก่อสร้างด่านและตั้งปืนเตรียมพร้อมที่จะจ่อยิงใคร ก็ตามที่ออกมาจากป้อม มุลลา ฮุสเซนห้ามเพื่อบาบีทุกคนมิให้เสียง ออกไปเอาน้ำข้างนอกป้อม เพื่อนบาบีคนหนึ่งได้กล่าวกับคุตดุสว่า “ขนมปังของเราถูกตัดการลําเลียงโดยพวกศัตรู อะไรจะเกิดขึ้นถ้า พวกเราขาดน้า” คุดดุสซึ่งกําลังยืนอยู่บนระเบียงสอดส่องกองทัพ ศัตรูหันมาตอบว่า “ด้วยพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ในคืนนี้จะเกิด ฝนตกและจะตามมาด้วยหิมะอย่างหนักซึ่งจะช่วยพวกเราขับไล่การ โจมตีที่ศัตรูได้เตรียมการไว้” คืนนั้นเองอับดุลลา คานต้องประหลาดใจ ต่อฝนที่ตกมาอย่างหนักและทําลายเสบียงอาวุธไปมากมาย ทางฝ่ายชาวบาบีได้มีน้ำใช้ในป้อมไปได้อีกนาน คืนต่อมาหิมะตกอย่างหนัก อย่างที่ประชาชนแถบนั้นไม่เคยเห็นมาก่อนเป็นการซ้ําเติมความเสีย หายให้แก่กองทัพทหาร เมื่อใกล้จะถึงชั่วโมงการโจมตีของศัตรู คุด คุสตั้งใจที่จะตีฝ่าออกไปขับไล่กองทัพฝ่ายศัตรู ประมาณสองชั่ว โมงหลังดวงอาทิตย์ขึ้น คุดดุสพร้อมด้วยมุลลา ฮุสเซนและเพื่อนบาบี อีก 3 คนเตรียมพร้อมอยู่บนหลังม้าส่วนเพื่อนบาบีคนอื่น ๆ ใช้เท้าเป็น พาหนะ พวกเขาบุกออกไปพร้อมกับตะโกนว่า “ยา ซาเฮยบูซามอน” เสียงตะโกนของชาวบาบีผู้สวมหัวใจสิงห์ ได้สร้างความตื่นตระหนก ให้กับศัตรู ประกายแสงสะท้อนจากอาวุธของชาวบาบีได้สร้างความ ตื่นกลัวและขับไล่ศัตรูหนีกระจายไปและละทิ้งสิ่งของทั้งหมดไว้ การ สู้รบครั้งนั้นใช้เวลาประมาณ 45 นาทีมีผลให้อับดุลลา คานและกอง ทหารของเขาไม่น้อยกว่า 430 คนเสียชีวิต ส่วนฝ่ายบาบีไม่ได้รับ อันตรายยกเว้นคนหนึ่งที่ขี่ม้านําหน้าคุดดุสออกไปได้รับบาดเจ็บสาหัส ชาวบาบีทั้งหมดได้รับคําสั่งไม่ให้นําทรัพย์สินสมบัติใดๆ ของศัตรู มายกเว้นดาบและม้า

ประมาณ 20 วันต่อมาเจ้าชายมีห์ดี คลีได้ส่งตัวแทนมาแจ้ง มุลลา ฮุสเซนว่ากษัตริย์นาเซเรดิน ชาห์ต้องการทราบจุดประสงค์ของ ชาวบาบีที่แน่ชัด มุลลา ฮุสเซนตอบว่า “จงไปบอกเจ้านายของเจ้าว่า เราปฏิเสธโดยสิ้นเชิงต่อความมุ่งหมายใด ๆ ที่บ่อนทําลายรากฐาน ของราชวงศ์หรือที่จะช่วงชิงอํานาจใด ๆ ของกษัตริย์ชาห์ ศาสนาของ เราเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยของอิหม่ามกาอิมตามพันธะสัญญาซึ่ง เกี่ยวพันเบื้องต้นกับสถาบันนักบวชของประเทศนี้ เราสามารถแสดง ข้อพิสูจน์อันมิอาจโต้แย้งได้ในสัจจธรรมของข่าวสารที่เราแสดง ขอให้เจ้าชายเรียกนักบวชทั่วทั้งซาร์และบอร์ฟรชมาที่นี่และให้เราพิสูจน์ถึงการเปิดเผยศาสนาที่ประกาศโดยพระบ๊อบ ขอให้คัมภีร์กุรอ่านตัดสิน ว่าใครเป็นผู้พูดความจริง ถ้าหากเราไม่สามารถพิสูจน์ศาสนาของเราโดยบทกลอนทั้งหลาย ขอให้เจ้าชายตัดสินว่าจะปฏิบัติต่อเราอย่างไร” ตัวแทนของเจ้าชายตื้นตันใจที่ได้สนทนากับมุลลา ฮุสเซนและ สัญญาว่าภายใน 3 วันนักบวชทั้งหลายจะถูกเรียกมาประชุมที่นี่ตามที่ มุลลา ฮุสเซน แนะนํา คําสัญญานี้ไม่บังเกิดผล สามวันต่อมาเจ้ามีห์ดีได้ เตรียมการเข้าโจมตีในระดับความรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน เจ้าชาย มีห์ดีได้เคลื่อนทัพที่ประกอบด้วย 3 กองทหารราบและกองทหารม้าอีกจํานวนมาก กองทัพส่วนหนึ่งได้ขึ้นไปตั้งฐานบนระดับสูงและตั้งปืนเล็งไปที่ป้อมเชคทาบาซี ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้นคุดดุสได้ออกคํา สั่ง “วีระบุรุษของพระผู้เป็นเจ้า จงขึ้นมา” มุลลา ฮุสเซน และเพื่อนบาบีอีก 202 คนวิ่งไปขึ้นมาและควบตามคุดดุสออกไปมุ่งไปทางหมู่ บ้านวาสคัสฝ่ากองหิมะท่ามกลางความมืด มุ่งไปยังปราการของศัตรู เจ้าชายมีห์ดีขณะที่สังเกตการเคลื่อนไหวของ มุลลา ฮุสเซน ได้สั่งให้กองทหารกระหน่ำยิงไปที่เขา กระสุนนั้นไม่สามารถยับยั้งการบุกเข้ามาของ มุลลา ฮุสเซน ได้ เขาตะลุยผ่านประตูเข้าไปตรงไปที่ห้องส่วนตัว ของเจ้าชาย ด้วยความกลัวอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิตเจ้าชายได้กระโจน ออกไปทางหน้าต่างข้างหลังด้วยเท้าเปล่า กองทหารที่เหลือเมื่อเห็น เจ้าชายหนีไปได้เกิดความตื่นกลัวทั้งที่มีกองกําลังมากกว่าชาวบาบิอย่างท่วมท้น และหนีกระเจิงไปอย่างน่าอับอาย ชาวบาบีมิได้สนใจทรัพย์ สมบัติที่เจ้าชายทิ้งไว้ พวกเขานํามาเพียงดินปืนและดาบของเจ้าชาย เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะให้แก่มุลลา ฮุสเซน และพวกเขาพบ ว่ามุลลา ฮุสเซนได้แลกเปลี่ยนดาบคุดดุสเนื่องจากดาบของเขาถูกยิงด้วยลูกปืน

เช้าวันรุ่งขึ้น มุลลา ฮุสเซนรวบรวมเพื่อนบาปทั้งหลายมานั่งรวม กันต่อหน้าคุดดุสบริเวณรอบนอกของหมู่บ้านวาสคัส ตัวเขาเองยังคง อยู่บนหลังม้าเพื่อเตรียมพร้อมต่อการโจมตีครั้งใหม่ของศัตรู ทันใด เขาสังเกตเห็นกองทัพศัตรูจํานวนนับไม่ถ้วนบุกเข้ามาสองด้าน ชาว บาบีทั้งหมดลุกขึ้นและตะโกนว่า “ยา ซาเฮยบูซามอน”และโหมเข้า ไปหาศัตรู คุดดุสและมุลลา ฮุสเซนบุกออกไปต้านคนละด้าน กอง ทัพศัตรูทางด้านมุลลา ฮุสเซน ถูกเขาโจมตีหนี้แตกไปและเข้าไปรวม กับกองทัพอีกด้านรุมล้อมคุดดุส กระสุนนับพันลูกได้กระหน่ํายิงพร้อม กันมาที่คุดดุสซึ่งลูกหนึ่งถูกปากคุดดุสทําให้เขาได้รับบาดเจ็บที่ลิ้น คอ และฟันหักไปหลายซี เสียงปืนอันดังสนั่นทําให้มุลลา ฮุสเซน ตกใจและย้อนมาช่วยเพื่อนบาบีทั้งหลายของเขา เขามุ่งไปหาคุดดุส และสลดใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นสภาพคุดดุสผู้เป็นหัวหน้าที่รักยิ่ง เขา ขออนุญาตและหยิบดาบจากมือคุดดุสออกไปต่อสู้และขับไล่ศัตรู พ่ายไป เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.1848

ในระหว่างนี้ตามที่ได้สัญญาไว้ พระบาฮาอุลลาห์ มุลลา บอเคอร์ (พยัญชนะแห่งการมีชีวิต), มิร์ซา ยาห์ยอ และเพื่อนบาบีอีกจํานวน หนึ่งได้เดินทางมุ่งไปยังป้อมเชค ทาบาซี เพื่อสมทบเป็นกําลังช่วยเหลือ พระองค์และเพื่อนบาบีถูกจับกุมระหว่างทางเพราะเหล่าศัตรูได้วางกํา ลังล้อมรอบป้อม เชค ทาบาซี ไว้หมดและได้รับคําสั่งให้สอดส่องจับ กุมทุกคนที่พยายามไปที่ป้อม พระองค์กับเพื่อนบาบีถูกนําตัวไปที่เมือง อามูลซึ่งในระหว่างนั้นเจ้าเมืองอามูลได้ไปสมทบกับเจ้าชายมีห์ดีใน การโจมตีป้อมเชค ทาบาซี ผู้รักษาการแทนเจ้าเมืองเมื่อได้เห็นพระบา ฮาอุลลาห์ถูกจับกุมมารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อคําสั่งที่ตนบัญชาออกไป ด้วยความหวังที่จะระงับโทสะของนักบวชทั้งหลายที่อยู่ในสุเหร่า เขาแกล้งดุด่าพระบาฮาอุลลาห์ต่อหน้านักบวชเหล่านั้นและให้นักบวชสืบสวนพระองค์ พระบาฮาอุลลาห์ทรงตอบเหล่านักบวชทุกคําถาม ความน่าเชื่อถือขณะที่เหล่านักบวชกําลังซักหาความผิดจากพระองค์ พวกเขาได้ค้นพบสาส์นฉบับหนึ่งอยู่ที่เพื่อนบาบีคนหนึ่งซึ่งพวกเขาจําได้ว่าเป็นธรรมนิพนธ์ของพระบ๊อบ หัวหน้านักบวชเมื่ออ่านสาส์นนั้นไปไม่กี่บรรทัดได้ตําหนิข้อความในสาส์นนั้นว่าสะกดผิดหลักไวยากรณ์ พระบาฮาอุลลาห์ทรงตอบว่าสาส์นนั้นเขียนโดยอิหม่ามอาลี คําตอบของพระบาฮาอุลลาห์ ได้เผยความโง่เขลาของหัวหน้านักบวช จนทําให้เขาต้องนิ่งเงียบไป นักบวชอีกคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมาด้วย ความโกรธแค้นให้นําพระบาฮาอุลลาห์และเพื่อนบาบีทั้งหมดไปประหารชีวิตในฐานะที่เป็นศัตรูของอิสลามและรัฐบาล ผู้รักษาการแทนเจ้าเมืองได้พยายามบ่ายเบี่ยงความรุนแรงโดยการนําพระบาฮาอุลลาห์ และเพื่อนบาบีไปเฆี่ยนตีและกล่าวว่าจะลงโทษเพิ่มเติมหลังจากเจ้า เมืองกลับมา พระบาฮาอุลลาห์ได้ออกตัวแทนเพื่อนบาบีคนอื่นๆ และพระองค์ยอมถูกเฆี่ยนตีเพียงคนเดียว หลังจากนั้นผู้รักษาการแทนเจ้า เมืองได้นําพระบาฮาอุลลาห์ไปคุมขังไว้ที่บ้านเขาแต่ปฏิบัติต่อพระองค์ด้วยเกียรติสูงสุด เมื่อเจ้าเมืองอามูลกลับมาเป็นที่คาดคิดว่าพระ บาฮาอุลลาห์และเพื่อนบาบีจะถูกลงโทษอีกครั้งหนึ่ง แต่เจตคติของเจ้าเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปจากการได้เห็นความเป็นวีระบุรุษของชาวบาบีที่ป้อมเชค ทาบาซี ความเกลียดชังที่เคยมีต่อศาสนาใหม่ได้กลาย เป็นความนิยมชมชอบเจ้าเมืองอามูลได้จัดให้พระบาฮาอลวาม เพื่อนบาบีเดินทางกลับไปยังเมืองเตหะรานอย่างปลอดภัย เหตุการณ์ ครั้งนี้ดอย่างผิวเผินแล้วเป็นเหมือนเคราะห์ร้ายของพระบาฮาอุลลาห์ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันคือพระกรุณาของพระผู้เป็นเจ้าที่สกัดกั้น

ให้พระบาฮาอุลลาห์ไปที่ป้อมเชค ทาบาซี หากพระองค์ได้เข้าไปร่วมกับเพื่อนบาบีที่ป้อมเชค ทาบาซี พระองค์จะรอดชีวิตมารับภาระอันยิ่งใหญ่ที่กําหนดไว้ให้สําหรับพระองค์ได้อย่างไร ? กองกําลังของเจ้าชายมีห์ดีหลังจากที่ฟื้นจากความเสียขวัญ เริ่มสะสมกองทัพเพื่อโจมตีชาวบาปีใหม่ ครั้งนี้พวกเขาตั้งค่ายอยู่บริเวณใกล้ๆ ป้อมและสร้างด่านกีดขวางไว้ 7 ชั้น ในเวลาเดียวกัน ความขาดแคลนน้ำทําให้ชาวบาบีต้องขุดบ่อน้ำใช้ภายในป้อมวันสุดท้ายที่บ่อน้ำจะเสร็จสมบูรณ์ซึ่งตรงกับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1849 มุลลา ฮุสเซนขณะที่กําลังเฝ้าดูเพื่อนบาบีกําลังทํางานได้กล่าวว่า “วันนี้เราจะมีน้ำพอสําหรับอาบชะล้างมลทินของโลกนี้และจะไปสู่พระราชฐานของพระผู้ทรงอํานาจ ไปสู่ที่พํานักอันเป็นนิรันดร์ ใครที่เต็มใจจะมีส่วนร่วมในถ้วยน้ำแห่งการสละชีวิตขอให้เขาเตรียมตัวและรอชั่วโมงที่เขาสามารถประทับตราความศรัทธาในศาสนาด้วยเลือดของเขา คืนนี้ก่อนรุ่งอรุณขอให้ผู้ที่ต้องการร่วมกับข้าพเจ้าเตรียมพร้อมบุกออกไปจากกําแพงเหล่านี้” ในบ่ายวันเดียวกันมุลลา ฮุสเซนได้ชําระร่างกาย แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่และสวมผ้าโพกศีรษะของพระบ๊อบ หลังเที่ยงคืน มุลลา ฮุสเซนขึ้นมาให้สัญญาณเปิดประตูป้อม และควบม้านําหน้าเพื่อนบาบี 313 คนพร้อมกับตะโกนพร้อมกันว่า “ยา ซาเฮยบูซามอน” ก้องกังวาลไปทั่วป่า มุลลา ฮุสเซนได้บุกทลาย ผ่านเข้าไปที่ละด่านพร้อมกับขับไล่ศัตรูแตกกระจายไปด้วยความขวัญ หนี้และสิ้นหวัง กระสุนมากมายที่เหล่าศัตรูระดมยิงมาที่มุลลา ฮุสเซน และเพื่อนบาบีทั้งหลายไม่สามารถยับยั้งการบุกเข้ามาได้ในที่สุดมุลลา ฮุสเซนได้ทําลายด่านทั้งเจ็ดจนหมด ทันใดนั้นขาม้าที่เขาไปพันติด กับเชือกเต้นท์ข้างๆ ไม่ทันที่จะแก้เชือกนั้นให้หลุดออก มุลลา ฮุสเซน ถูกศัตรูยิงเข้าที่หน้าอก เขาลงมาจากหลังม้าเดินโซเซไปได้ 2-3 ก้าว แล้วล้มฟุบลง เพื่อนบาบี 2 คนเข้ามาช่วยเหลือและนําเขากลับไปที่ป้อม เขาสิ้นใจตายด้วยอาย 36 ปีต่อหน้าคุดดุสโดยลําพังอย่างสงบ พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า นอกจากมุลลา ฮุสเซนแล้วเพื่อนบาปี อีก 36 คนเสียชีวิตจากการต่อสู้ครั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่พวกเขามาถึงเมืองบอร์ฟูรูชจนถึงวันที่มูลลา ฮุสเซนเสียชีวิต ชาวบาบีได้เสียชีวิตไปแล้ว 72 คน เป็นเวลาทั้งหมด 116 วันที่มุลลา ฮุสเซนได้ต่อสู้อยู่ที่มณฑล มาซานดาราน

มุลลา ฮุสเซน ผู้ซึ่งเป็นที่เกรงขามของเหล่าศัตรู แม้แต่เพียงชื่อของเขาก็เพียงพอที่จะเขย่าขวัญศัตรูได้ มาบัดนี้เมื่อเหล่าศัตรูทราบ ว่าเขาได้เสียชีวิตไปแล้วทําให้พวกเขามีกําลังใจและเตรียมเข้าโจมตี ป้อมเชค ทาบาซี แม่ทัพอับบาส-คลี คานคิดว่าจะปราบชาวบาบีที่เหลือ ได้ไม่ยากนักและหวังจะได้รับความดีความชอบแต่ผู้เดียวได้จัดทัพ 2 กองทหารราบและ 2 กองทหารม้าไปล้อมรอบป้อมเชค ทาบาซิโดย มิได้บอกใครและสั่งให้กองทหารของเขากระหน่ํายิงไปที่ป้อม คุดดุสได้ หันมากล่าวกับ มีร์ซา โมฮัมหมัด-บอเกอร์ว่า “จงตีฝ่าออกไปพร้อม กับเพื่อนอีก 18 คน และลงโทษผู้ก้าวร้าวและกองทัพของเขาให้สาสม ให้เขารู้ว่าแม้จะไม่มีมุลลา ฮุสเซน อํานาจอันมิอาจเอาชนะได้ของพระ ผู้เป็นเจ้ายังคงค้ําจุนมิตรสหายของเขาอยู่และจะช่วยให้พวกเขาเอา ชนะกองกําลังของศัตรูได้” มีร์ซา โมฮัมหมัด-บอเคอร์ รีบขึ้นมาพร้อมกับเพื่อนบาบีอีก 18 คนถลาออกไปจากประตูป้อมพร้อมกับเสียงร้อง “ยา ซาเฮยบูซามอน” กองทัพของอับบาส-คูลี คานถูกชาวบาบี 19 คนบุกเข้าตีแตกกระจายและหนีด้วยความสับสนอลหม่าน ตัวแม่ทัพเองกลัวจนตกลงมาและรองเท้าข้างหนึ่งหลุดติดอยู่กับโกลนม้า เขาวิ่งหนีไปด้วยรองเท้าข้างเดียวอย่างน่าอดสู มีร์ซา โมฮัมหมัด-บอ เคอร์พร้อมกับเพื่อนบาบีอีก 18 คนกลับมายังป้อมโดยมิได้รับอันตราย พร้อมกับนําธงของศัตรูมาด้วยเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ

เจ้าชายมีห์ดีดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ทราบข่าวการพ่ายแพ้ของแม่ทัพอับบาส-คูล คานผู้ซึ่งเป็นคู่แข่งของเขา คราวนี้เจ้าชายมีห์ดีได้ เขียนจดหมายไปยังเมืองเตหะรานขอกองกําลังปืนใหญ่และอาวุธต่างๆ มาเสริมโดยตั้งใจว่าจะปราบชาวบาบีได้อย่างราบคาบแน่นอน ในขณะเดียวกันความขาดแคลนในป้อมทําให้ชาวบาบีถึงกับกินม้าเป็นอาหาร กระนั้นก็ตามพวกเขาได้สวดมนต์สดุดีพระผู้เป็นเจ้าอย่างก้องกังวาล และแล้วเจ้าชายมีห์ดีได้เคลื่อนกองทัพจํานวนนับไม่ถ้วนมาพร้อมกับนายทหารกว่า 40 คนมาล้อมป้อมเชค ทาบาซีและระดมยิงปืนใหญ่ไปที่ป้อมติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 วัน อย่างไรก็ตามเสียงปืนใหญ่เหล่านี้ไม่สามารถกลบเสียงการสวดมนต์ของชาวบาบีได้ ด้วยความฉุนเฉียว ต่อความศรัทธาอันแรงกล้าอันมิอาจดับได้ของชาวบาบี แม่ทัพจาฟาร์-คลี คานได้ตั้งหอสูงขึ้นไปติดตั้งหมายที่จะยิงเข้าไปที่ใจกลางป้อมเชค ทาบาซี คุดดุสได้สั่งให้มีร์ซา โมฮัมหมัด-บอเคอร์บุกออกไปอีกครั้ง มีร์ซา โมฮัมหมัด-บอเคอร์กับเพื่อนบาบีอีก 18 คนตะโกนพร้อมกันว่า “ยา ซาเฮยบูซามอน” แล้วบุกออกไปด้วยความดุเดือดรุนแรงยิ่งกว่า เดิมมุ่งหน้าไปที่หอคอยนั้น สังหารแม่ทัพจาฟาร์-คลี คาน พร้อมกับ ทหารของเขาอีก 30 คน ชาวบาบี 19 คนกลับมาโดยไม่ได้รับบาดเจ็บ อีกเช่นเคยพร้อมกับนําม้าที่แข็งแรงของศัตรูที่ทิ้งไว้กลับมาด้วย

ไม่กี่วันหลังจากนั้นเกิดระเบิดที่คลังอาวุธของฝ่ายศัตรูซึ่งคร่า ชีวิตนายทหารไปหลายคนและทําให้พวกเขาต้องหยุดพักการโจมตีชาวบาบีเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ในช่วงสงบศึกนี้ชาวบาบีได้มีโอกาสออกมาจากป้อมและเก็บหญ้าในทุ่งหญ้าเพื่อนําไปเป็นอาหาร พวกเขาต้มหญ้ากินด้วยความหิวโหยอย่างน่าสงสาร ความอดอยากทําให้พวกเขาถึงกับกินหนังรองเท้า ถึงกับต้องขุดซากม้าของมุลลา ฮุสเซนขึ้นมากิน มีช่วงเวลา 18 วันที่พวกเขาได้กินแค่น้ำอมเต็มปากในแต่ละวัน คุดดุสเป็นผู้ให้กําลังใจเพื่อนบาบีและสร้างความแข็งแกร่งให้กับหัวใจของพวกเขาเพื่อบรรเทาความปวดร้าวท่ามกลางความทุกข์ยากอันแสนสาหัสนี้ ต่อมาในเดือนเมษายน ค.ศ.1849 กองทัพศัตรูได้ระดมยิงปืนใหญ่ไปที่ป้อมเชค ทาบาซี พร้อมกันกับการบุกเข้าจู่โจมของกองทหารราบและกองทหารม้าจํานวนมากมาย เสียงการบุกเข้ามาของศัตรูได้ทําให้คุดดุสต้องเรียกทหารเอกของเขาอีกครั้งคือมีร์ซา โมฮัมหมัด-ขอเคอร์ให้บุกออกไปพร้อมกับเพื่อนบาบีอีก 36 คน ชาว บาบีบุกออกไปปะทะกับศัตรูตามคําสั่งของคุดดุสและกลับมาพร้อมกับธงของศัตรู ครั้งนี้ชาวบาบีเสียชีวิตไป 5 คน

เจ้าชายมีห์ดีตะลึงในพลังชีวิตของชาวบาบีได้ปรึกษากับนายทหารและตกลงกันจะใช้วิธีเจรจา เขาได้เขียนสาส์นเป็นคําสัตย์สาบานติดกับคัมภีร์กุรอ่านไปถึงชาวบาบีด้วยข้อความว่า “ข้าพเจ้าขอสาบานต่อพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดนี้โดยความชอบธรรมของพระผู้เป็นเจ้าว่า ข้าพเจ้ามิได้มุ่งหมายอื่นใดนอกจากที่จะส่งเสริมสันติภาพและมิตรภาพระหว่างเรา จงออกมาจากปราการของท่านและจงวางใจว่าจะไม่มีใครทําร้ายท่าน…ท่านและมิตรสหายของท่านอยู่ภายใต้การคุ้มครองของ พระผู้ทรงอํานาจ ของพระศาสดาโมฮัมหมัดและของกษัตริย์นาเซริดิน ชาห์ ข้าพเจ้าขอปฏิญาณด้วยเกียรติของข้าพเจ้าว่าไม่มีใคร ไม่ว่าในกองทัพหรือหมู่บ้านใกล้เคียงที่จะโจมตีท่าน…การแก้แค้นของพระผู้เป็นเจ้าจงบังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าถ้าข้าพเจ้าปรารถนาอื่นใดนอกไปจากที่ข้าพเจ้าได้กล่าว” คุดดุสยอมรับความศักดิ์สิทธิ์ของคําสัตย์สาบาน เมื่อนึกมากับคัมภีร์กุรอ่านนี้ ยอมออกมาจากป้อมพร้อมกับเพื่อนบาปี 909 คน แต่เจ้าชายมิได้รักษาคําสัตย์สาบานของเขา ชาวบาบีถูกนําไปขายเป็นทาส บางคนถูกฆ่าโดยหอกดาบ บางคนถูกฉีดออกเป็นชิ้นๆ บางคนถูกจับมัดกับต้นไม้และยิงทิ้ง บางคนถูกยิงจากปากกระบอกปืนใหญ่ คุดดุสถูกนําตัวไปที่เมืองบอร์ฟูรูช ซาอิดุลได้ปลุกปั่นชาวเมืองบอร์ฟูรูชเข้ารุมประชาทัณฑ์คุดดุสอย่างป่าเถื่อนที่สุด ความโหดร้ายและการตายอย่างทรมานที่สุดของคุดดุสนี้ไม่สามารถหาปากกาด้ามไหนมาพรรณนาได้ แม้แต่ในชั่วโมงแห่งความตายของพระเยซูคริสต์ก็ ไม่สาหัสเท่าร่างของคุดดุสถูกแทงถูกตีด้วยมีดและขวานและถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ กระจัดกระจายโยนเข้ากองไฟ วันนั้นตรงกับวันที่ 16 พฤษภาคม ค.ศ.1849

คุดดุสเดินทางออกจากบ้านเกิดในเมืองบอร์ฟรชไปยังเมืองกาบิลาเมื่ออายุ 18 ปี เป็นเวลา 4 ปีที่เขานั่งอยู่แทบเท้าของซียิด กาซิม เมื่ออายุ 22 ปีเขาได้พบและยอมรับความเป็นศาสนทูตของพระบ๊อบ โดยเพียงได้เห็นท่าเดินของพระองค์ที่เมืองชีราซและเป็นพยัญชนะแห่งการมีชีวิตคนสุดท้าย พระบาฮาอุลลาห์ทรงยกย่องฐานะของคุดดุสว่าไม่เป็นรองใครยกเว้นพระบ๊อบ

เป็นเวลาทั้งหมด 11 เดือนที่ชาวบาบีต่อสู้อยู่ที่มณฑลมา ซานดารานและพยัญชนะแห่งการมีชีวิตทั้งหมด 9 คน เสียชีวิตจากการต่อสู้อันกล้าหาญนี้ การตายอย่างกล้าหาญของชาวบาบีที่ป้อมเชค ทาบาซีสร้างความปวดร้าวให้แก่พระบ๊อบจนพระองค์ถึงกับไม่ยอมพบใครเลยแม้แต่ซียิด ฮุสเซน ผู้เป็นเลขานุการคนสนิทของพระองค์

เป็นเวลา 9 วัน และเป็นเวลา 5 เดือนที่พระองค์เฝ้าแต่ร่ําให้เศร้าโศก และหยุดชะงักการเปิดเผยวจนะต่างๆ เมื่อพระองค์เริ่มจับปากกา หน้าแรกที่พระองค์ทรงจารึกคือการยกย่องมุลลา ฮุสเซนในความจงรักภักดีที่คอยรับใช้คุดดุส พระบ๊อบใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์เขียนยกย่องสรรเสริญคุดดุส, มุลลา ฮุสเซนและชาวบาบีทั้งหลายที่ป้อมเชค ทาบาซี

วีรกรรมอันกล้าหาญของชาวบาบีที่มาซานดารานได้สร้างความ มืดมัวให้กับชื่อเสียงของศัตรู ติดตามมาคือวีรกรรมของการต่อสู้คล้ายๆ กันทางตอนใต้ของเปอร์เซียที่เมืองเนริซในมณฑลฟาร์ วีรบุรุษที่เป็นผู้นําของชาวบาบีทั้งหลายที่ได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญและตกเป็นเหยื่อของศัตรูในที่สุดคือบาบีที่มีชื่อเสียงกว้างไกลชื่อ ซีด ยาห์ยอ หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของวาฮิด ศัตรูผู้ทรยศของเขาคือเซนูล-อา บีดิน คาน ผู้เป็นเจ้าเมืองเนริซที่บ้าคลั่งศาสนา ถึงแม้จะเป็นการต่อสู้ช่วงสั้นกว่าที่มาซานดาราน ความโหดร้ายของมันได้ก่อให้เกิดผลทําลายล้างตามมาไม่น้อยไปกว่ากัน อีกครั้งหนึ่งที่บุรุษจํานวนเพียงหยิบมือผู้ไม่มีความผิด ผู้ซึ่งเชื่อฟังกฎหมายและรักสงบแต่กระนั้นมีจิตใจอันแข็งแกร่งและไม่ย่อท้อและไม่เคยฝึกหัดการรบ ได้ถูกโจมตีโดยกองกําลังที่เหนือกว่าทั้งด้านความโหดร้าย เล่ห์กลและจํานวน ซึ่งฝึกหัดการรบมาอย่างดีและมีเสบียงอาวุธเสริมอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ สามารถพิชิตชาวบาบีให้ยอมจํานนได้

ในระหว่างที่มีการล้อมป้อมเชค ทาบาซี วาฮิดกําลังเผยแพร่ ศาสนาอยู่ที่เมืองบูรเจิดในมณฑลเคอร์ดิสทอน เมื่อข่าวการต่อสู้ที่มาซานดารานมาถึงเขา วาฮิดเตรียมตัวออกเดินทางไปเข้าร่วม พระบาฮาอุลลาห์ซึ่งเดินทางกลับมาจากมาซานดารานได้บอกเขาถึงความเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าไปที่นั่น ด้วยความผิดหวังและเสียใจวาฮิดได้ไปเยี่ยมเยียนพระบาฮาอุลลาห์บ่อยครั้งเพื่อให้พระองค์ปลอบโยน ในที่สุดวาฮิดได้ออกเดินทางไปที่เมืองคัสวิน เมืองกุม คาชอน อิสฟาฮัน ในเมืองเหล่านี้เขาได้กระตุ้นกําลังใจเพื่อนบาบีทั้งหลาย ประกาศศาสนาของพระบ๊อบอย่างไม่เกรงกลัวและได้ทําให้ประชาชนหันเข้ามาสนับสนุนศาสนาใหม่มากมาย จากอิสฟาฮัน วาฮิดเดินทางต่อไปที่เมืองยาซด์ ซึ่งลูกและภรรยาของเขาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นั่น ในช่วงนั้นมีงานฉลองปีใหม่ซึ่งตรงกับวันประกาศศาสนาของพระบ๊อบ วาฮิดได้ถือโอกาสประกาศศาสนาในงานเลี้ยงอย่างไม่เกรงกลัวซึ่งทําให้หลายคนถูกดึงดูดเข้ามายอมรับศาสนาใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างความเกลียดชังมากขึ้นให้กับศัตรูของเขา เหตุการณ์ฉลองวันปีใหม่นั้นได้กระจายไปทั่วเมืองยาซด์ ประชาชนมากมายได้มารุมล้อมที่บ้านอันหรูหราของวาฮิดและเข้ามาสนับสนุนศาสนาของพระบ๊อบ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายศัตรูก็รวมกําลังกันที่จะเอาชีวิตวาฮิด แนฟวับได้ยุยงเจ้าเมืองยาซด์ ให้ส่งกองทหารมาล้อมรอบบ้านของวาฮิด ระหว่างการเดินทางของกองทหารไปที่บ้านของวาฮิด แนฟวับได้ยุยงประชาชนให้เข้าสมทบด้วย เพื่อนๆ วาฮิดที่อยู่ที่บ้านของเขารู้สึกหวั่นไหวต่อกองทัพที่เคลื่อนเข้ามาและขอให้วาฮิดบัญชาการว่าพวกเขาจะทําอย่างไร วาฮิด ได้ตักเตือนเพื่อนๆ ให้อยู่ในความสงบและจงวางใจว่าพระผู้เป็นเจ้า จะทรงตีกองทัพของศัตรูให้พ่ายไป ทันใดนั้นโมฮัมหมัด-อับดุลลาห์ ผู้ซึ่งเป็นบาบีที่เป็นที่เข้าใจว่าได้ตายไปแล้วได้โผล่มาที่เกิดเหตุกับ มิตรสหายของเขาพร้อมกับเสียงร้องว่า “ยา ซาเฮยบูซามอน” และ บุกเข้าโจมตีกองทหารแตกกระจายไป อย่างไรก็ตามต่อมาแนฟวับได้ ปลุกปันกองทัพของประชาชนมาโอบล้อมบ้านของวาฮิดหมายที่จะจับตายเขา วาฮิดได้สั่งให้เพื่อนบาบีๆ คนที่ไม่ได้ฝึกหัดการฟันดาบ ตีฝ่าวงล้อมของศัตรูออกไป พวกเขาตะโกนพร้อมกันว่า “อัลลา-อา อัคบาร์” 7 ครั้งและบุกออกไป ความศรัทธาได้เปลี่ยนความเปราะของพวกเขาให้เป็นความน่าสพรึงกลัวและได้สังหารผู้ที่ชํานาญศึกที่ สุดของศัตรูไป 7 คน ในคืนเดียวกันนั้นวาฮิดได้สั่งให้เพื่อนบาปักระ จายกันออกไปด้วยความระมัดระวังเพื่อหาสถานที่ปลอดภัยและแนะ นําภรรยาของเขาพาลูกไปอยู่ที่บ้านพ่อตา เขาฝากลูกชาย 2 คนไว้ กับภรรยา วาฮิดกับลูกชายอีก 2 คนและเพื่อนบาบีอีก 2 คนเดินทาง ออกจากเมืองยาซด์มุ่งไปที่เมืองเนริซ ศัตรูได้บุกไปที่บ้านของวาด กวาดทรัพย์สินต่าง ๆ และพังทลายบ้านของเขา เมื่อข่าวการเดินทาง ของวาฮิดไปถึงเมืองเนริซ ประชาชนมากมายได้ออกไปต้อนรับเขา ระหว่างทางซึ่งในจํานวนนี้มีอิหม่ามบางคนรวมอยู่ด้วย พ่อตาของวาฮิด พาลูกศิษย์กว่า 100 คนไปต้อนรับวาฮิดเช่นกัน เซนูล-อาบิดิน คาน ผู้เป็นเจ้าเมืองเนริซเมื่อทราบถึงการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ออก ไปต้อนรับวาฮิด เขาได้ส่งคนไปประกาศว่าใครที่ยังขึ้นให้ความจงรัก ภักดีแก่วาฮิดจะถูกประหารชีวิต ภรรยาของเขาจะถูกจับและทรัพย์ สมบัติของเขาจะถูกริบ คําขู่ของเจ้าเมืองไม่บังเกิดผลอันใด ทัน ทีที่วาฮิดมาถึงเมืองเนริซเขาได้เข้าไปพูดกับประชาชนที่รอคอยอยู่ ในสุเหร่า ประชาชนราว 1,500 คนได้สนองตอบและยอมรับศาสนา ใหม่ จากนั้นวาฮิดได้ขอเดินทางออกจากเมืองเนรีซด้วยเกรงว่าตัวเขา จะเป็นเหตุให้เจ้าเมืองทําร้ายประชาชนที่พึ่งเข้ามาในศาสนาใหม่ กระ นั้นเขาได้รับการอ้อนวอนให้อยู่ที่เมืองเนริชต่อ

อิทธิพลของวาฮิดที่มีต่อประชาชนได้จุดไฟโทสะของเซนูล-อา บิดิน คาน เขาได้รวบรวมกําลังประมาณ 1,000 คนประกอบด้วยกองทหารราบและกองทหารม้าที่การฝึกรบมาอย่างดีและมีอาวุธพร้อมเพื่อที่จะจับวาฮิดมาเป็นนักโทษ วาฮิดเมื่อรู้แผนของ เซนูล-อาบิดิน คาน ได้พาเพื่อนบาบีจํานวนหนึ่งไปอาศัยอยู่ที่ป้อมคาห์ จี เซนูลได้เริ่มต้นการโจมตีโดยส่งพี่ชายของเขาพร้อมกับทหาร 1,000 คน ไปล้อมชาวบาป 72 คนที่อยู่ในป้อมดาห์ โดยคําสั่งของวาฮิดชาว มานีได้ตีฝ่าออกมาขับไล่กองทหารแตกกระจายไปและครั้งนั้นชาว บาบีเสียชีวิตไป 3 คน การพ่ายแพ้ครั้งนี้ทําให้ฝ่ายศัตรูหวาดกลัวเป็น อย่างยิ่ง เซนูลได้ส่งตัวแทนไปพบวาฮิดและเร่งเร้าให้เขาออกจาก เมืองเนริซเพื่อว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะได้ยุติลง วาฮิดได้ตอบ กลับไปว่า “จงบอกเจ้านายของเจ้า ข้าพเจ้ามาพร้อมกับลูกชาย 2 คน และเพื่อนอีก 2 คน ถ้าการอาศัยอยู่ของข้าพเจ้าในเมืองนี้ก่อให้ เกิดความเสียหายข้าพเจ้าเต็มใจที่จะออกไป แต่ทําไมแทนที่จะต้อน รับพวกเราให้สมกับที่ข้าพเจ้าเป็นผู้สืบเชื้อสายคนหนึ่งของพระศาสดา โมฮัมหมัด เขากลับตัวยุให้คนของเขามาล้อมและโจมตีเรา ถ้าหาก เขายังตัดสิ่งจําเป็นแก่ชีวิตของพวกเรา ข้าพเจ้าขอเตือนว่าเพื่อนของ ข้าพเจ้า 7. คนจะตีกองกําลังของเขาให้พ่ายแพ้ไปอย่างน่าอับอาย เมื่อเห็นว่าเซนูลไม่สนใจคําเตือน วาฮิดได้สั่งเพื่อนบาบีบุกออกไปจาก ป้อมเพื่อลงโทษศัตรู ถึงแม้พวกเขาจะอายุน้อยและขาดประสบการณ์ พวกเขาก็ได้เขย่าขวัญกองทหารที่รวมกําลังกัน ในครั้งนั้นพี่ชายของ เซนูลต้องจบชีวิตลง เซนูลต้องล่าถอยไปอย่างน่าอับอาย เขารายงาน ไปยังเจ้าเมืองชีราซถึงความเลวร้ายของสถานการณ์และขอให้ส่งกําบ ลังมาเสริมพร้อมกับกองทหารปืนใหญ่

วาฮิดเมื่อรู้ว่าศัตรูยังไม่หยุดความพยายามที่จะกําจัดพวกเขา ได้จัดวางมาตรการที่ป้อมคาห์จให้แข็งแกร่งขึ้นและในระหว่างนั้น พ่อตาของวาฮิดได้พาเพื่อนบาบีมาเสริมกําลัง เซนูลส่งของขวัญมาก มายไปให้เจ้าเมืองชีราซและขอให้นักบวชคนสําคัญหลายคนช่วย สนับสนุนเจ้าเมืองชีราซให้รีบส่งกองกําลังมาเสริม คําขอร้องได้รับการ ตอบสนองและไม่ช้ากองกําลังจํานวนนับไม่ถ้วนได้มาล้อมป้อมคาห์ และระดมยิงไปที่ป้อม ชาวบาบีคนหนึ่งในป้อมได้ใช้ปืนยาวยิงนายทหารที่คุมกองทหารปืนใหญ่ล้มคว่ำไปซึ่งทําให้ศัตรูหยุดโจมตีคืน ต่อมาวาฮิดสั่งให้ชาวบาบี 15 คนตีฝ่าออกไปเพื่อขับไล่กองทัพศัตร หนึ่งใน 15 คนนี้เป็นช่างรองเท้าอายุกว่า 90 ปีซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่า เขาจะทนการต่อสู้อันดุเดือดนี้ได้ พวกเขาทั้ง 15 คนตะโกนพร้อม กันว่า “อัลลา-อู-อัคบาร์” แล้วบุกออกไปโดยปราศจากความครั่นคร้าม ต่อการระดมยิงเข้ามาของฝ่ายศัตรู พวกเขาตะลุยเข้าไปในวงล้อม ของศัตรูและพิสูจน์ความชํานาญและความกล้าหาญอย่างที่ศัตรูต้อง ประหลาดใจ ชาวเมืองบริเวณใกล้เคียงได้รุดเข้ามาช่วยพวกเขาต้าน ทานกองทัพทหาร การรบครั้งนั้นใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงซึ่งฝ่ายศัตรู ได้เสียชีวิตไปไม่น้อยกว่า 60 คนและบาดเจ็บสาหัสอีกมากมาย

เซนูล-อาบิดิน คาน หมดความพยายามอีกต่อไปที่จะใช้กําลัง พิชิตชาวบาบี จึงหันมาใช้กลอุบายอันอัปยศเช่นเดียวกับที่เจ้าชายมีห์ ดีใช้กับชาวบาบีที่ป้อม เชค ทาบาซี คือการเขียนคําสัตย์สาบานผนึก ติดกับคัมภีร์กุรอ่านขอให้ชาวบาบีออกจากป้อมมาเจรจา วาฮิดถูกจับ ล่ามกับม้าลากไปตามถนนและถูกตัดศีรษะส่งไปเป็นของขวัญให้เจ้า เมืองชีราซ ต่อมามีการตามล่าประหัตประหารประชาชนทั้งหลายที่ประ กาศตนเป็นบาปีโดยกองกําลัง 5,000 คน ที่ส่งมาเพื่อปฏิบัติการอัน โหดเหี้ยมนี้ บ้านของชาวบาบีถูกทําลาย ทรัพย์สินถูกริบ ผู้หญิงและ เด็กถูกจับไปทารุณอย่างป่าเถื่อน ผู้ชายถูกถอดเล็บ ถูกเฆี่ยน ถูกตอกตะ ปูที่มือและเท้าและถูกลากไปตามถนนเพื่อเป็นการประจาน และถูก ล่ามโซ่นําไปประหารชีวิตอย่างทารุณที่เมืองชีราซ วาฮิดพบจุดจบของ ชีวิตก่อนพระบ๊อบถูกประหารชีวิต 10 วัน

การประหัตประหารชาวบาบีได้แพร่กระจายไปทั่วทุกภาค ของเปอร์เซีย เหตุการณ์ทางตะวันตกของเปอร์เซียที่เมืองซานจอน นั้นได้ก่อให้เกิดการล้างผลาญชีวิตอย่างรุนแรงยิ่งกว่าที่มาซานดารานและเนริช เป็นการต่อสู้ที่มีระยะยาวนานกว่าโดยฮัจจาทและเพื่อน ไม่น้อยกว่า 1,500 คนที่ยืนหยัดต้านทานกองกําลังทหารที่หนุน คางท่วมท้นและได้รับการสนับสนุนโดยนักบวชทั่วทั้งเมืองซานจอน

มุลลา โมฮัมหมัดอาลี (ฮัจจาท) เป็นชาวพื้นเมืองซานจอน ที่มีความกล้าหาญอย่างหาที่เปรียบได้ยาก ในระหว่างทางที่พระบ๊อบ ถูกอมตัวนําไปที่กักขังที่มาห์ค เขาเป็นผู้ที่ส่งเพื่อนไปช่วยพระบ๊อบ แต่พระองค์ทรงปฏิเสธความช่วยเหลือและให้พวกเขากลับไป เขา คือผู้ที่นําสาส์นของพระบ๊อบที่เขียนเป็นการประณามนายกรัฐมนตรี ฮาจิ มิร์ซา อาคาซี ไปให้นายกรัฐมนตรีด้วยตนเอง เขาเป็นหนึ่งใน นักบวชที่มีความสามารถที่สุดในสมัยของเขา เขาประณามความประ พฤติอันเสื่อมทรามของนักบวชทั้งหลายในเมืองซานจอนและถึงกับ เคยมีเรื่องกันอย่างรุนแรงกับนักบวชเหล่านั้น เป็นเวลา 17 ปีที่เขาสั่ง สอนประชาชนในสุเหร่าให้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามแนวทางที่ แท้จริงในคัมภีร์กุรอ่านและทําให้ลูกศิษย์ของเขามีความรู้ความเข้าใจ เหนือกว่านักบวชคนอื่น ๆ เมื่อได้ข่าวการประกาศศาสนาของพระ บีอบในเมืองชีราซฮัจจาทได้ส่งลูกศิษย์คนหนึ่งไปสืบสวนเรื่องราว ลูกศิษย์ของเขากลับมาพร้อมกับ “ไคยูมูน-อัสมอร์” และนํามาให้ฮัจ จาทขณะที่เขาอยู่ท่ามกลางนักบวชทั้งหลาย เมื่อเขาได้อ่าน “ไคย มูน-อัสมอร์” เพียงหน้าเดียวเขาได้ประกาศต่อที่ชุมนุมนั้นว่า “ข้าพเจ้า ขอเป็นพยานว่าวจนะเหล่านี้มาจากแหล่งเดียวกันกับที่มาของพระ กัมภีร์กุรอ่าน ข้าพเจ้าขอปฏิญาณมอบความจงรักภักดีให้แก่ผู้เปิด เผยศาสนานี้ใครก็ตามที่ปฏิเสธพระองค์ ข้าพเจ้าถือว่าเขาเป็นผู้ ปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า” ความเกลียดชังของเหล่านักบวชที่มีอยู่เดิม ต่อฮัจจาทได้ทวีมากขึ้นเมื่อเขาประกาศตนเป็นผู้สนับสนุนศาสนาของพระบ๊อบ พวกเขาได้ยื่นคําร้องไปยังกษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์ ราย งานถึงอิทธิพลของฮัจจาทที่ครอบงําประชาชนทั่วเมืองซานจอนและ ทําความอับอายให้แก่พวกเขา กษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์ มีความชื่นชมใน ตัวฮัจจาทรู้สึกแปลกใจต่อคํากล่าวหานี้ จึงเรียกฮัจจาทพร้อมกับนักบวช เหล่านั้นมายังเมืองเตหะรานเพื่อชุมนุมกันต่อหน้าพระองค์และนายก รัฐมนตรีฮาจี มีร์ซา อาคาซี ฮัจจาทได้โต้ตอบคํากล่าวหาของเหล่า นักบวชทั้งหมดเป็นที่น่าชื่นชมของกษัตริย์ชาห์และประชาชนที่มา ร่วมชุมนุมที่นั่น กษัตริย์ชาห์แสดงความพอใจ ให้รางวัลแก่ฮัจจาท และให้เขากลับไปปฏิบัติหน้าที่สั่งสอนประชาชนตามเดิมที่เมืองซาน จอน พร้อมกับขอให้เขารายงานมาหากมีความยุ่งยากเกิดขึ้น

หลักฐานของความไม่เป็นมิตรของเหล่านักบวชได้ทวีมาก ขึ้นเมื่อฮัจจาทได้กลับมาที่เมืองซานจอนอีกครั้ง กระนั้นฮัจจาทได้ ประกาศสนับสนุนศาสนาใหม่ต่อไปโดยไม่เกรงกลัวและมีผู้มาสนับ สนุนเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ความคืบหน้าของกิจกรรมของฮัจจาทได้ ก่อให้เกิดความหวั่นกลัวต่อการสูญเสียอํานาจของเหล่านักบวช เมื่อ ฮัจจาทได้รับสาส์นจากพระบ๊อบมีบัญชาให้เขาเป็นผู้นําการสวดมนต์ ทุกวันศุกร์ เขาได้ปฏิบัติตามคําสั่งนั้นทันทีซึ่งก่อให้เกิดความไม่พอใจ เป็นอย่างมากให้แก่หัวหน้าอิหม่ามเมืองซานจอน พวกเขารายงานไป ยังนายกรัฐมนตรีฮาจี มีร์ซา อาคาซีว่า ฮัจจาทได้แย่งชิงอํานาจและสร้าง ความเดือดร้อนให้แก่พวกเขา ขอให้ย้ายฮัจจาทออกไปจากเมืองซาน จอน นายกรัฐมนตรีได้ยินเรื่องให้กษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์และพระองค์มี คําสั่งให้ย้ายฮัจจาทมาอยู่ที่เมืองเตหะราน นายกรัฐมนตรีมารับเขา แทนกษัตริย์ชาห์และกล่าวกับเขาว่า “ ฉันเศร้าใจที่ได้ยินข่าวว่าผู้ ที่ฉันถือว่าเหนือกว่าซียิด บ๊อบ (พระบ๊อบ) ทั้งด้านความรู้และความ สามารถได้ตัดสินใจเป็นสาวกของเขา” ฮัจจาทตอบว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น มันคือความมั่นใจอันแน่วแน่ของข้าพเจ้าว่าซียิดแห่งเมือง ราชผู้นี้คือศาสนทูตที่ท่านและประชาชนทั้งหลายของโลกกําลังรอ คอยการเสด็จมา” นายกรัฐมนตรีได้รายงานไปยังกษัตริย์ชาห์ว่าฮัจ อาทจะเป็นภัยต่อประเทศอย่างใหญ่หลวงหากปล่อยไว้ กษัตริย์ชาห์ ไม่เชื่อคํากล่าวหานี้และคิดว่ามาจากความประสงค์ร้ายและความอิจฉา ของศัตรู จึงได้เรียกประชุมนักบวชทั่วทั้งเมืองเตหะรานเพื่อพิสูจน์ ข้อเท็จจริงกับฮัจจาท มีการประชุมหลายครั้งซึ่งฮัจจาทได้เอาชนะข้อโต้แย้งได้ทั้งหมดจนในที่สุดฝ่ายนักบวชได้ท้าให้ ฮัจจาทแสดงปาฏิ หาริย์เพื่อพิสูจน์ศาสนาของเขา ฮัจจาทได้โต้ตอบว่า “มีปาฏิหาริย์อะ ไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีกหรือ ที่พระองค์ได้ทรงช่วยให้ข้าลําพังเพียงคน เดียวเอาชนะข้อโต้แย้งทั้งหมดของนักบวชทั่วทั้งเมืองเตหะรานที่ รวมกําลังกัน” ความหลักแหลมของฮัจจาทได้สร้างความโปรดปราน ให้แก่กษัตริย์ชาห์เป็นอันมาก กษัตริย์ชาห์ให้ฮัจจาทอาศัยอยู่ในเมือง เตหะรานและรับรองความปลอดภัยให้ แท้จริงแล้วฮัจจาทได้อาศัยอยู่ ในเมืองเตหะรานคล้ายนักโทษ เขาไม่สามารถออกไปนอกประตูเมือง ได้และไม่สามารถติดต่อกับเพื่อน ๆ ได้อย่างอิสระ เมื่อข่าวการต่อสู้ ที่ป้อมเชค ทาบาซึมาถึงเมืองเตหะราน ฮัจจาทเศร้าใจที่ไม่สามารถ ออกไปช่วยเหลือเพื่อนบาบีที่นั้นได้ สิ่งเดียวที่ช่วยบรรเทาความคับ ข้องใจของเขาคือการติดต่อกับพระบาฮาอุลลาห์ซึ่งทําให้เขาได้รับอํา นาจที่จะทานการต่อสู้อันดุเดือดในภายหลัง – เมื่อกษัตริย์ โมฮัมหมัด ชาห์สิ้นชีวิต กษัตริย์นาเซริดิน ชาห์ ขึ้นครองราชย์พร้อมกับนายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ มีร์ซา ตาคี คาน ฮัจ บาทเมื่อทราบว่ามีร์ซา ตาคี คาน คิดร้ายต่อเขาจึงตัดสินใจแอบหนีออก จากเมืองเตหะรานกลับไปยังบ้านเกิดที่เมืองซานจอน และได้รับการ ต้อนรับอย่างอบอุ่นจากญาติพี่น้องและมิตรสหายมากมายซึ่งทําให้เจ้าเมืองซานจอนเกลียดชังฮัจจาทเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามเขาได้ แสร้งทําเป็นมิตรที่ดีต่อฮัจจาทซึ่งภายในใจแล้วเขาขบคิดวางแผนที่ จะเอาชีวิตฮัจจาทอย่างลับๆ เปลวไฟแห่งความดุร้ายได้ลุกขึ้นด้วย เหตุเพียงเล็กน้อยเมื่อเด็กน้อย 2 คนในเมืองซานจอนทะเลาะกัน เด็ก หนึ่งในสองคนนี้เป็นญาติของฮัจจาทและถูกจับตัวไปขังโดยคําสั่ง ของเจ้าเมือง ฮัจจาทได้ขอร้องให้เจ้าเมืองปล่อยตัวเด็กซึ่งยังไร้เดียงสาเกินไปที่จะต้องรับโทษถึงเพียงนี้ เมื่อพบว่าเจ้าเมืองไม่สนใจคําขอร้อง ฮัจจาทได้ส่งเพื่อนบาบีคนหนึ่งเดินทางไปพบเจ้าเมือง เขาได้ชักดาบ ขึ้นขี่ยามที่ขัดขวางและในที่สุดขู่เจ้าเมืองจนได้เด็กน้อยคืนมา เหตุ การณ์นี้ได้สร้างความเดือดแค้นให้กับบรรดานักบวชทั้งหลาย พวกเขา ขออนุญาตเจ้าเมืองซานจอนให้พวกเขาจับกุมฮัจจาทและได้รวบรวม กลุ่มนักเลงที่เลวทรามที่สุดในเมืองเพื่อทําหน้าที่นี้ ขณะเดียวกันก็ยั่ว ยุประชาชนมาสนับสนุนกองกําลังของพวกเขา ระหว่างทางที่กลุ่ม นักเลงมุ่งไปยังที่พักของฮัจจาทพวกเขาได้พบกับเพื่อนของฮัจจาท คือเมอร์ ซาราพร้อมกับเพื่อนบาบีอีก 7 คน ชาวบาบีตะโกนพร้อม กันว่า “ยา ซาเฮยบูซามอน” พร้อมกับเข้าทําร้ายกลุ่มนักเลงและ ขับไล่พวกเขาหนีกระจัดกระจายออกไป เป็นครั้งแรกที่เสียงร้อง “ยา ซาเฮยบูซามอน” ได้ก้องกังวานในเมืองซานจอน ซึ่งทําให้เจ้าเมือง ตื่นกลัวอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่าเสียงนั้นมาจากเพื่อนของฮัจจาทเป็นการเรียก ขอความช่วยเหลือจากอิหม่ามกาอิมในยามคับขัน

ฝ่ายศัตรูมีโทสะรุนแรงยิ่งขึ้นและตั้งใจจะไม่หยุดพักจนกว่า จะกําจัดฮัจจาทได้ พวกเขาได้ส่งคนไปประกาศทั่วเมืองซานจอนว่า ใครที่เป็นห่วงความผาสุขของตนและครอบครัวก็จงออกมาจากบริ เวณใกล้เคียงที่ฮัจจาทและเพื่อนอาศัยอยู่ คําเตือนนี้ได้แบ่งชาวเมือง ซานจอนออกเป็นสองกลุ่มทันที เป็นการทดสอบอย่างรุนแรงที่แยกผู้ที่หวั่นไหวออกจากผู้ที่มั่นคงในศาสนา มันก่อให้เกิดการพรากจาก กันของพ่อและลูกและญาติพี่น้อง พันธะทางโลกที่เชื่อมครอบครัว และญาติพี่น้องเอาไว้ได้สลายออกในวันนั้น ในวันนั้นเองเจ้าเมือง และบรรดานักบวชได้รวบรวมกองกําลังได้ไม่น้อยกว่า 3,000 คนจาก หมู่บ้านใกล้เคียง ฝ่ายฮัจจาทย้ายเพื่อนบาบีพร้อมกับผู้หญิงและ เด็กไปอยู่ที่ป้อมของอาลี-มาร์ดอน คาน ฝ่ายศัตรูได้โหมตีป้อมหลาย ครั้งแต่ถูกตีพ่ายกลับไปทุกครั้งโดยชาวบาบีจํานวนเพียงเล็กน้อยที่ฮัจ จาทสั่งให้บุกออกมา ฮัจจาทไม่เคยลืมเตือนเพื่อนบาบีทั้งหลายว่ามี ให้มีการหลั่งเลือดโดยไม่จําเป็น ให้ต่อสู้เพียงเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น การต่อสู้ได้ดําเนินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีมีร์ซา ตาคี คาน ได้สั่งให้นายพลซาดรูดยกทัพ 2 กองทหารมาที่เมืองซานจอนและเข้า โจมตีชาวบาบีที่ป้อม การโจมตีและการระดมยิงปืนใหญ่ของฝ่ายศัตรู มิได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ชาวบาบีทั้งหลาย พวกเขาบุกออก มาต่อสู้พร้อมกับเสียงร้องว่า “ยา ซาเฮยบูซามอน” ซึ่งเสียงร้องนี้ดู เหมือนจะสะกดวิญญาณของพวกเขาจนไม่เกรงกลัวสิ่งใดและตลุย ตีกองทหารพ่ายไป การต่อสู้เหล่านี้ดําเนินไปเป็นเวลา 9 เดือนจนนาย พลซาครูดยอมรับความไร้ประสิทธิภาพในความพยายามของเขา กําลัง 2 กองทหารเหลือแค่เพียงทหารที่พิกลพิการอยู่ไม่ถึง 30 คน นายพลซา ครูดถูกกษัตริย์นาเซริดิน ชาห์ตําหนิความไร้สามารถและถูกปลดออกจาก ตําแหน่ง

การต่อสู้ได้ดําเนินไปสู่จุดตึงเครียดยิ่งขึ้นเมื่อกองทหารมาก มายได้ส่งมาอย่างต่อเนื่องจากเมืองเตหะราน ขณะเดียวกันเสบียงอา หารของชาวบาบีในป้อมก็ลดลงอย่างรวดเร็ว บรรดาพ่อค้าในเมือง ซานจอนได้ถือโอกาสกอบโกยผลประโยชน์จากการที่มีกองทหารจํา นวนมากแห่เข้ามาในเมืองซานจอน และลักลอบเข้าไปขายอาหารให้ชาวบาบีที่ป้อมด้วยราคาแพงลิ่ว หลายครั้งที่ศัตรูได้ส่งตัวแทนมา ประกาศให้ชาวบาบีละทิ้งฮัจจาทไปเสียและจะได้รางวัลตอบแทนอย่าง งามแต่ก็ไม่บังเกิดผลอันใด หลักฐานอีกอันหนึ่งของความแข็งแกร่ง ของจิตใจได้แสดงออกโดยความกล้าหาญของสตรีบาบีคนหนึ่งชื่อเซ นับ ผู้ซึ่งปลอมตัวเป็นผู้ชายออกไปสู้รบกับศัตรู เธออดไม่ได้ที่จะ ต้องเข้าไปร่วมชะตากรรมกับเพื่อนบาบีทั้งหลาย ไม่สนใจอาหารหรือ การพักผ่อน ตื่นตัวอยู่เสมอและคอยช่วยเหลือเพื่อนบาบีที่ตกอยู่ใน อันตรายในวงล้อมของศัตรู เธอมีดาบติดตัวอยู่ตลอดเวลาและใน ยามนอนดาบคือหมอนของเธอ ความกล้าหาญของเธอได้กระตุ้น และให้กําลังใจเพื่อนบาบีหลายคน เธอได้ยืนหยัดสู้รบเป็นเวลา 5 เดือน จนพบจุดจบของชีวิต

ต่อมาผู้นําข่าวที่ได้ไปพบพระบ๊อบได้กลับมาพร้อมกับคําสั่ง ของพระบ๊อบว่า ให้ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือวันละ 19 ครั้งใน แต่ละคนว่า “อัลลา-อู-อัคบาร์” “อัลลา-อู-อาแซม” “อัลลา-อู-อัจมัล” “อัลลา-อู-อับฮา” “อัลลา-อู-แอทฮาห์” (แปลว่าพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรง ความยิ่งใหญ่, พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงความยิ่งใหญ่ที่สุด, พระผู้เป็นเจ้าผู้ ทรงความงามที่สุด, พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงความรุ่งโรจน์ที่สุด, พระผู้เป็น ผู้ทรงความบริสุทธิ์ที่สุด) เสียงร้องคืนแรกของชาวบาบีดังสนั่นหวั่น ไหวและทําให้ศัตรูถูกปลุกขึ้นมาด้วยความหวาดกลัวและละทิ้งค่าย เตลิดหนีไปอยู่บริเวณที่พักของเจ้าเมืองซานจอน บางคนถึงกับสะดุ้ง ตกใจตาย ชาวเมืองซานจอนผวาต่อเสียงร้องนี้ของชาวบาบีและคิดว่า เป็นสัญญาณบอกล่วงหน้าถึงการใกล้เข้ามาของวันแห่งการพิพากษา ภายในค่ายทหารเกิดความโกลาหลอย่างรุนแรงในขณะที่บรรยากาศ แห่งการอุทิศตนเต็มเปี่ยมอยู่ในป้อมชาวบาบี ขณะที่ชาวบาบีร้อง ขอความช่วยเหลือและสวดมนต์ถึงพระผู้เป็นเจ้า ฝ่ายศัตรูได้ดื่มสุรามึนเมาเสเพลอยู่ในค่าย หัวเราะอย่างน่าสมเพศและใช้วาจาสาปแช่ง หมิ่นประมาท ในวินาทีที่เสียงร้องของชาวบาบีเปล่งขึ้นอย่างดังสนั่น นายทหารทั้งหลายที่ถือแก้วเหล้าอยู่ตกใจจนแก้วหลุดตกจากมือและ เตลิดออกไปด้วยเท้าเปล่า โต๊ะที่พวกเขาเล่นการพนันอยู่ได้ล้มคว่ํา เพราะความยุ่งเหยิงในค่าย ความตื่นตกใจกลัวทําให้พวกเขาสาปแช่ง กันเองต่อความเลวร้ายที่พวกเขาได้ก่อขึ้น

เมื่อฝ่ายศัตรูรู้ว่าเสียงร้องนั้นเป็นเสียงของชาวบาบี พวกเขา ได้กลับมาประจําตําแหน่งเดิม นายทหารสั่งการให้ระดมยิงไปทิศทาง ที่เสียงร้องนั้นเปล่งออกมา การต่อสู้ยังคงเดือดต่อไปจนฮัจจาทได้ เขียนจดหมายถึงกษัตริย์นาเซริดิน ชาห์ ชี้แจงถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ นํามาจนถึงการต่อสู้ในปัจจุบัน อธิบายว่าความโต้แย้งอยู่ระหว่างเขากับ นักบวชในเมืองซานจอนและไม่ได้มีจุดประสงค์ใดที่จะทําลายรัฐบาล ของประเทศ อ้างถึงกษัตริย์ โมฮัมหมัด ชาห์ที่เรียกเขาไปพบในเมือง เตหะรานและเชื่อในความบริสุทธิ์ของเขา และบอกว่าเขาพร้อมที่จะ พิสูจน์ศาสนาของเขาในเมืองเตหะราน บาบีผู้ที่ถือจดหมายไปให้ กษัตริย์ชาห์ถูกเจ้าเมืองซานจอนจับตัวได้ระหว่างทางและถูกฆ่าตาย ทันที จดหมายของฮัจจาทถูกแก้ไขเป็นถ้อยคํากล่าวร้ายเหยียดหยาม กษัตริย์ชาห์และส่งไปให้กษัตริย์ชาห์ที่เมืองเตหะราน ด้วยความโกรธ อย่างรุนแรงเมื่อได้อ่านจดหมายนั้น กษัตริย์ชาห์ส่ง 2 กองทหารพร้อม เสบียงอาวุธไปยังเมืองซานจอนทันทีและมีคําสั่งว่าอย่าให้พวกฮัจจาท มีชีวิตเหลือแม้แต่คนเดียว ในระหว่างนั้นเองข่าวการถูกประหารชีวิต ของพระบ๊อบมาถึงเมืองซานจอน ฝ่ายศัตรูได้เยาะเย้ยถากถางชาว บาบีทั้งหลายแต่ก็ไม่สามารถทําให้พวกเขาละทิ้งศาสนาหรือยอมจํานน และในเวลาเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมีร์ซา ตาคี คาน ได้เร่งเร้ากษัตริย์ ชาห์ให้ส่งกองกําลังอีก 5 กองทหารพร้อมอาวุธมากมายมาเสริมอีก นายพลทูมานเป็นผู้นํากองกําลังชุดใหม่มาและเริ่มการโจมตีอย่าง เดือดกว่าครั้งก่อน ๆ กองทหาร 17 กองได้ระดมยิงปืนใหญ่ไปที่ ป้อมชาวบาบีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวได้ยินไปไกล 14 ฟาร์แซง1 และ สังหารชาวบาบีไปเป็นจํานวนมาก กระนั้นก็ตามเมื่อการรบดําเนิน ต่อไปกองกําลังของนายพลทูมานซึ่งถึงแม้จะเหนือกว่าทั้งด้านจํานวน อาวุธและผ่านการฝึกหัดมาอย่างดี ก็ไม่สามารถเอาชนะความกล้าหาญ ของชาวบาบีได้และนายทหารคนสําคัญหลายคนต้องเสียชีวิตไป นายก รัฐมนตรีเขียนหนังสือมาถึงนายพลทมานด้วยความเดือดแค้นเป็น การตํานิว่า “ท่านได้ทําความเสื่อมเสียให้กับชื่อเสียงของประเทศ ได้ ทําลายขวัญของกองทัพและทําให้นายทหารคนสําคัญเสียชีวิต…ถ้า หากการร่วมกันของท่านไม่สามารถทําให้พวกบาบียอมจํานนได้ เรา จะไปที่เมืองซานจอนด้วยตนเองและจะสังหารหมู่ชาวเมืองซานจอน โดยไม่คํานึงถึงว่าพวกเขาจะอยู่ในตําแหน่งไหนหรือมีความเชื่อใด เมืองที่นําความอับอายอย่างมากมาให้กับกษัตริย์ชาห์และนําความลํา บากมาให้ประชาชนของพระองค์ไม่คู่ควรที่จะได้รับความปรานี้จาก กษัตริย์ของเรา” ด้วยความตื่นตระหนกอย่างสิ้นหวังนายพลทูมานได้ เรียกหัวหน้าหมู่บ้านทั้งหมดและแสดงหนังสือของนายกรัฐมนตรี ให้ดูพร้อมกับปลุกเร้าพวกเขา ซึ่งวันต่อมาหัวหน้าหมู่บ้านได้พาประ ชาชนมากมายมารวมกําลังกับนายพลทูมานเดินทัพไปที่ป้อมชาวบาบี ชาวบาบิบุกออกมาพร้อมกับเสียง “ยา ซาเฮยบูซามอน” เข้าโจมตีกอง ทัพฝ่ายศัตรู การปะทะครั้งนี้เป็นการปะทะที่ดุร้ายและล่อแหลมที่สุด กว่าครั้งก่อน ๆ ชาวบาบีหลายคนถูกทําร้ายถึงตายด้วยอาวุธชนิดต่าง ๆ ต่อหน้าลูกชาย ต่อหน้าแม่และญาติพี่น้อง สตรีบาบีได้ส่งเสียงร้องให้ กําลังใจแก่พวกเขา บางคนแต่งตัวเป็นผู้ชายออกไปรบแทนผู้ที่เสียชีวิต 1 ระยะทางที่ล่อที่มีของบรรทุกเดินได้ใน 1 ชั่วโมงคือประมาณ 4 ไมล์ สตรีที่เหลือช่วยกันหิ้วน้ำมาช่วยเหลือผู้ที่บาดเจ็บ การต่อสู้ครั้งนี้ชาวบาบีเสียชีวิตไปไม่น้อยกว่า 300 คนแต่กระนั้นก็ขับไล่ศัตรูไปได้

การต่อสู้ยังคงดําเนินไปอย่างไม่ผ่อนคลาย ถึงแม้บาบีหลายคนจะถูกสังหารไปมากมายเพื่อนๆ ที่เหลือก็ไม่หวั่นไหวและตื่นตัวอยู่เสมอ พวกเขาไม่มีเวลาที่จะคิดถึงเรื่องอื่นใดนอกจากรอฟังสัญญาณ ให้บกออกไปพร้อมกับเสียงร้องว่า “ยา ซาเฮยบซามอน” ทั้งบุรุษและ สตรีตรากตรําช่วยกันก่อสร้างและซ่อมแซมป้อมส่วนที่ถูกทําลายด้วย ความแข็งขัน ฝ่ายสตรีมีส่วนช่วยเหลือไม่น้อยไปกว่าฝ่ายชาย พวกเธอ ช่วยกันเตรียมอาหาร ดูแลผู้ที่เจ็บป่วยและได้รับบาดเจ็บ ซ่อมแซมกํา แพงและให้กําลังใจฝ่ายชาย แม้แต่เด็ก ๆ ก็เข้าช่วยเหลือตามความ สามารถของเขาซึ่งดูเหมือนจะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการกระทําของพ่อ แม่ นี่คือดวงจิตแห่งความเป็นปึกแผ่นของชาวบาบีซึ่งทําให้นายพล ทูมานโกรธแค้นต่อความเหนียวแน่นอันไม่ย่อท้อของพวกเขา ประ กอบกับถูกตําหนิจากเจ้าหน้าที่ในเมืองเตหะรานเขาจึงหันมาใช้เล่ห์ กลโดยเขียนสาส์นผนึกติดกับคัมภีร์กุรอ่านไปถึงฮัจจาทด้วยข้อความ ว่า “กษัตริย์ของเราได้ยกโทษให้ท่านแล้ว ข้าพเจ้าขอประกาศว่าท่าน และเพื่อนทั้งหลายอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกษัตริย์ชาห์ พระคัมภีร์ นี้ของพระผู้เป็นเจ้าคือพยานของข้าพเจ้าว่าถ้าท่านตัดสินใจออกมา จากป้อม ท่านจะได้รับความปลอดภัย” คืนนั้นฮัจจาทได้เรียกชุมนุม เพื่อนบาบีคนสําคัญทั้งหลายของเขาและกล่าวถึงความไม่แน่ใจในความ จริงใจของศัตรูว่า “การทรยศหักหลังที่มาซานดารานและเนริซยังคง ฝังอยู่ในใจของพวกเรา…อย่างไรก็ตามด้วยความเคารพในคัมภีร์กุรอ่าน เราจะต้องรับการเชื้อเชิญและจะส่งเพื่อนบาปีจํานวนหนึ่งไปที่ค่าย ของพวกเขาเพื่อว่าความหลอกลวงของฝ่ายศัตรูจะถูกเผยออกมา” ฮัจจาทได้ส่งคนแก่และเด็กจํานวนหนึ่งออกไปพบนายพลทูมานและหนึ่งในจํานวนนั้นได้กล่าวอย่างจับใจต่อนายพลทูมานว่า “พระผู้เป็นเจ้า ทรงรู้ว่าพวกเราซื่อสัตย์และเชื่อฟังกฎหมายของกษัตริย์ชาห์ของเรา โดยมิได้มีความปรารถนาอื่นใดนอกจากที่จะส่งเสริมประโยชน์อัน แท้จริงให้กับรัฐบาลและประชาชนของพระองค์ แต่พวกเราถูกใส่ร้าย ป้ายสีโดยผู้ที่ประสงค์ร้าย ไม่มีผู้แทนคนใดของกษัตริย์ชาห์ที่จะคุ้ม ครองหรือเป็นมิตรกับพวกเรา ไม่มีใครช่วยพูดแก้ตัวให้ศาสนาของเรา ต่อกษัตริย์ชาห์ พวกเราวิงวอนต่อกษัตริย์ชาห์หลายครั้งแต่ไม่ได้รับ ความสนใจ ศัตรูของเราอีกเหิมเพราะความเป็นเฉยของเจ้าหน้าที่ ปกครองและโจมตีเรารอบด้าน ปล้นทรัพย์สมบัติของเท ทําลายเกียรติ ของภรรยาและลูกสาวของเรา จับเด็ก ๆ ของเราไปโดยไม่ได้รับการ ปกป้องจากรัฐบาล พวกเราโดนล้อมรอบโดยศัตรูและถูกบีบบังคับให้ ลุกขึ้นปกป้องชีวิตของพวกเราเอง” คําพูดเหล่านี้ไม่ได้สะกิดหัวใจ ของนายพลทูมาน เขาได้สั่งจับตัวแทนชาวบาบีทั้งหลายไปขังคุก ต่อมาฮัจจาทได้เรียกเพื่อนบาบีทั้งหลายมาพบเขาและกล่าวว่า “มิตร สหายที่รักยิ่งของเรา ข้าพเจ้าพอใจอย่างยิ่งต่อความพยายามอันไม่ย่อ ท้อของพวกท่าน พวกศัตรูได้มุ่งหมายที่จะทําลายพวกเรา พวกเขา ตั้งใจที่จะใช้เล่ห์กลให้พวกท่านออกไปจากป้อมและฆ่าพวกท่านอย่างไร ปรานี เป็นที่ชัดเจนว่าจนกว่าพวกเขาจะเข้ายึดป้อมนี้ได้และขับไล่ ท่าน พวกเขาถึงจะวางมือและหยุดการประหัตประหาร การอยู่ที่ป้อม นี้จะทําให้พวกท่านถูกจับและพวกเขาจะทําลายเกียรติภรรยาและฆ่า ลูกของท่าน ดังนั้นทางที่ดีคืนนี้ขอให้พวกท่านพาภรรยาและลูกหนี้ ไปหาที่ปลอดภัยอาศัยจนกว่าความกดขี่ครั้งนี้จะผ่านพ้นไป ขอให้ ข้าพเจ้าอยู่เผชิญกับศัตรูเพียงลําพัง ความตายของข้าพเจ้าจะระงับความ แค้นของศัตรูได้ดีกว่าที่ท่านจะต้องมาตายทั้งหมด” เพื่อนบาบีทั้ง หลายน้ำตาหลั่งเมื่อได้ฟังฮัจจาทพูด พวกเขาปฏิญาณตนว่าพวกเขาจะไม่ทิ้งฮัจจาทไป เกือบทุกคนสามารถรักษาคําพูดของเขาได้ยกเว้นบางคนที่ทนความโหดร้ายไม่ไหวซึ่งฮัจจาทได้แนะนําให้เขาจากป้อมไป

นายพลทูมานเรียกชายฉกรรจ์ที่มีฝีมือในการรบทั่วทั้งเมือง ซานจอนมารวมกันบริเวณใกล้ ๆ ค่ายของเขา แต่งตั้งนายทหารประ จําหน้าที่ต่าง ๆ และจัดกองทัพใหม่มีจํานวนทั้งหมด 16 กองทหาร ติดอาวุธพร้อมและบุกเข้าโจมตีป้อมชาวบาบีทุกวันช่วงเวลาก่อน เที่ยงจนถึงค่ำ นายพลทูมานเป็นผู้บัญชาการและคอยให้กําลังใจโดย สัญญาพวกเขาถึงรางวัลต่าง ๆ ที่จะได้รับหลังจากประสบชัยชนะ และเตือนพวกเขาถึงการถูกลงโทษถ้าหากพ่ายแพ้ การโจมตีในลักษณะ นี้ดําเนินต่อเนื่องกันไปเป็นเวลาหนึ่งเดือนและบางวันฝ่ายศัตรูได้ เลือกบุกโจมตีในเวลากลางคืนด้วย ความดุร้ายของการเข่นฆ่า จํานวน ทหารอันท่วมท้นและการบุกเข้าตีอย่างต่อเนื่องได้ทําให้ชาวบาบิลด ถอยกําลังลงอย่างมากและตกอยู่ในภาวะลําบากที่สุด กองกําลังและ เสบียงอาหารของฝ่ายศัตรูได้หลั่งไหลเข้ามาเสริมจากทุกทิศทาง ใน ขณะที่ชาวบาบีถูกล้อมอยู่ในป้อมในสภาพอดอยาก นายพลทูมานได้ เร่งการโจมตีให้หนักหน่วงขึ้นโดยระดมกองทหารปืนใหญ่กระหน่ํา ยิ่งเป็นเวลาต่อเนื่องหลายวันทําให้ป้อมชาวบาบีพังทลายลงบางส่วน กระนั้นฝ่ายศัตรูจําต้องยกย่องความกล้าหาญของชาวบาบี วันหนึ่งฮัจ จาทถูกกระสุนยิงเข้าที่แขนขวา เพื่อนบาบีทั้งหลายได้ละทิ้งหน้าที่ ประจําการของตนและหันมาช่วยหัวหน้าของพวกเขา และครั้งนั้น เองฝ่ายศัตรูได้บุกผ่านประตูป้อมเข้ามาได้และจับผู้หญิงและเด็กไป เป็นเชลยกว่า 100 คน เชลยเหล่านี้ถูกนําไปทรมานท่ามกลางความ หนาวและลมอันเยือกเย็นโดยมีเสื้อผ้าใส่เพียงบางๆ พวกเธอต้อง ทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นโดยปราศจากอาหาร ผู้หญิงเมืองซานจอนซึ่ง ส่วนใหญ่มีฐานะต่ํากว่าพวกเธอได้เข้ามารวมกลุ่มกันเต้นรําแสดงความ ยินดีถ่มน้ำลายใส่พวกเธอ พูดจาหยาบคายและเยาะเย้ยว่า “บัดนี้เจ้า ได้พบพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าแล้ว และได้รับรางวัลจากพระองค์อย่าง ล้นเหลือ”

อย่างไรก็ตามความโหดเหี้ยมของศัตรูที่รุนแรงขึ้นกับความ ลดถอยกําลังของชาวบาบีก็ไม่สามารถสร้างความหวาดหวั่นให้แก่จิต ใจอันทรหดของพวกเขาได้ ฮัจจาทได้แบ่งกําลังออกเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 19 คน แต่ละกลุ่มจะผลัดกันออกไปต้านทานกับศัตรูพร้อม กับเสียงตะโกนว่า “ยา ซาเฮยบูซามอน” กองทัพศัตรูต้องถูกตีแตก ไปโดยชาวบาบีเพียง 95 คน เพียงแค่เสียงร้องของชาวบาบีก็เพียง พอที่จะข่มขวัญพวกเขา การต่อสู้ที่ดําเนินต่อไปได้สร้างความวิตก และความลําบากใจให้กับฝ่ายศัตรูเป็นอย่างมากด้วยเหตุที่กองกําลัง ของพวกเขาเสียชีวิตไปมากมาย นายทหารหลายคนเริ่มละทิ้งหน้าที่ ของพวกเขา ผู้บัญชากองทหารปืนใหญ่เริ่มละทิ้งปืนของตน และ พลทหารในกองทัพต่างหมดเรี่ยวแรงและเสียขวัญ นายพลทูมาน เหนื่อยอ่อนอย่างยิ่งที่จะจัดมาตรการให้กองกําลังของเขาให้อยู่ใน วินัย เขาปรึกษากับนายทหารของเขาและตัดสินใจที่จะขุดอุโมงค์ ไปโผล่บริเวณใกล้เคียงป้อมของชาวบาบี พวกเขาทําลายบ้านเรือน ทั้งหลายที่ขวางกั้นระหว่างป้อมชาวบาบีกับค่ายทหาร ที่อาศัยของฮัจ จาทเองถูกพังทลายลง ฮัจจาทได้บอกให้ภรรยาของเขาพาลูกหนีไป ในวันนั้น สักครูลูกปืนใหญ่ได้ยิงมาที่ห้องของเธอทําให้เธอตายทัน ที่และลูกน้อยที่เธออุ้มอยู่ตายในเวลาต่อมา ชาวบาบีทั้งหลายเศร้าโศก อย่างยิ่งที่เห็นหัวหน้าของเขาปวดร้าวใจจากการสูญเสียอันใหญ่หลวง วันต่อมานับได้ 19 วันหลังจากที่เขาถูกปืนยิงเข้าที่แขนขวาฮัจจาท ได้เสียชีวิตลงจากบาดแผล การตายของฮัจจาทสร้างความตกตะลึงให้แก่เพื่อนบาบีทั้งหลาย พวกเขารีบนําฮัจจาทไปฝังซ่อนไว้อย่างดี เพื่อมิให้ศัตรูรู้สถานที่ แม้จะสูญเสียผู้นําไปแล้วชาวบาบีทั้งหลายก็ ไม่ย่อท้อที่จะต้านทานศัตรูต่อไป และถึงเวลานั้นพวกเขาได้เสียชีวิต ไปมากมายและอยู่ในสภาพพิกลพิการเหลือผู้ที่ออกรบได้เพียงประ มาณ 200 คน การตายของฮัจจาทได้ให้กําลังใจฝ่ายศัตรูเป็นอย่าง มากและพวกเขาเริ่มการโจมตีอย่างรุนแรงที่สุดโดยไม่ยั้งและเป็นครั้ง สุดท้ายที่ชาวบาบีร้องพร้อมกันว่า “ยา ซาเฮยบูซามอน” พวกเขาบุก ออกไปต่อสู้กับศัตรูจนกระทั่งตายและถูกจับหมด

หลังจากนั้นฝ่ายศัตรูได้เข้าไปปล้นทรัพย์สมบัติทั้งหลายของ ชาวบาบีที่หลงเหลืออยู่ด้วยความโลภ เหล่านักบวชเมืองซานจอน เดือดพล่านด้วยชัยชนะที่มีต่อชาวบาบีผู้ที่ได้เคยทําความเสื่อมเสีย ชื่อเสียงและเกียรติของพวกเขา พวกเขาพยายามยุยงประชาชนให้ กระทําความป่าเถื่อนกับเชลยบาบีทั้งหลาย ประชาชนมากมายได้เข้า ทําการปล้นทรัพย์สินของชาวบาบีที่เหลือชีวิตอยู่และก่อให้เกิดความ สับสนอลหม่านไปทั่วเมืองซานจอน นายพลทูมานเองหมดความสามารถที่จะระงับความคลั่งของประชาชนเหล่านั้นได้ นายพลทูมานได้รวบรวม เชลยทั้งหมดเข้ามาไว้ในบ้านเดียวกัน เชลยผู้หญิงถูกปลดเสื้อผ้า และของมีค่าทั้งหมดในตัวเธอและได้รับเสื้อผ้าเก่าที่สุดแต่งตัวกลับ ไปหาญาติพี่น้องโดยเงื่อนไขว่าญาติพี่น้องเหล่านั้นต้องรับผิดชอบ ต่อความประพฤติของพวกเธอ เชลยที่บาดเจ็บถูกปล่อยทิ้งไว้ท่าม กลางความหนาวจนไม่กี่วันพวกเขาล้มตายหมด เชลยชาวบาบี 72 คนถูกศัตรูใช้อาวุธรุมเข้าที่มแทงอย่างไร้ปรานี และป่าเถื่อนอย่างไม่ เคยมีมาก่อน ร่างกายพวกเขาถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ โดยที่ฝ่ายศัตรูได้ แข่งกันหาวิธีการฆ่าแบบใหม่ ๆ เชลยบาบีบางคนถูกนําไปยังที่ปากกระบอกปืน บางคนถูกถอดเสื้อผ้าและเอาน้ำแข็งราดและถูกเฆี่ยนตีอย่างหนัก บางคนถูกจับไปปล่อยให้ตายท่ามกลางหิมะ อย่างไรก็ตาม ความอำมหิตของการประหารชีวิตเหล่านี้ไม่สามารถทําให้ชาวบาง ถอนตัวออกจากศาสนาได้สักคน จากนั้นฝ่ายศัตรูได้เริ่มออกค้นหา ศพของฮัจจาทซึ่งพวกเขาได้พยายามบีบคั้นชาวบาบีเหล่านั้นให้ บอกที่ซ่อนแต่ก็ไร้ผล เจ้าเมืองซานจอนได้นําลูกชายวัย 7 ขวบของ ฮัจจาทมาหลอกซักถามถึงที่ซ่อนโดยกล่าวว่าจะทําพิธีศพของฮัจจาท ให้สมเกียรติ หลังจากที่ฝังศพถูกเปิดเผย พวกศัตรูได้ขุดศพฮัจจาท ขึ้นมาและลากไปตามถนนเมืองซานจอนพร้อมกับเสียงกลองเสียง แตรเพื่อเป็นการหยามเกียรติศพของฮัจจาทและทิ้งศพไว้ที่จตุรัสใน เมืองเป็นเวลา 3 วัน ในคืนที่ 3 มีคนกลุ่มหนึ่งขี่ม้ามาเอาศพของฮัจจาท ไปเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย

ในช่วงปีท้าย ๆ ของภาระหน้าที่ของพระบ๊อบ ความหายนะได้แผ่และเดือดพล่านไปทั่วเปอร์เซียทั้งภาคใต้ ภาคตะวันออกและ ภาคตะวันตก ข่าวการถูกทารุณกรรมทั้งหลายของชาวบาบีสร้างความปวดร้าวให้แก่หัวใจของพระบ๊อบอย่างขมขื่นที่สุด 4 เดือนก่อนการ ถูกประหารชีวิตของพระบ๊อบได้เกิดการสังหารหมู่ชาวบาบีที่เมืองเต หะราน ถึงแม้ว่าจะเป็นระดับความรุนแรงที่ด้อยกว่าครั้งก่อน ๆ ก็ได้ สร้างมลทินให้แก่ประเทศเปอร์เซีย ชาวบาบี 14 คนถูกมาฮามุด คาน จับตัวไปกักขังไว้ที่บ้านและพยายามบีบคั้นพวกเขาให้เปิดเผยข้อ มูลบางอย่างโดยการทรมานทุกวิธี เขาใช้ความพยายามอยู่เป็นเวลา 29 วันจนแน่ใจว่าเขาไม่สามารถประสบความสําเร็จจึงส่งชาวบาบีทั้ง 14 คนไปให้นายกรัฐมนตรี มีร์ซา ตาคี คาน ชาวบาบี 7 คนไม่สามารถทน ความกดดันจากนายกรัฐมนตรีได้จึงขอถอนตัวออกจากศาสนา ส่วนที่เหลืออีก 7 คนไม่ยอมซื้อชีวิตด้วยเพียงการปริปากและยอมสละชีวิตในหนทางศาสนาของพระบ๊อบ

คนแรกคือมีร์ซา ซีอิด อาลี ผู้เป็นลุงพระบ๊อบที่เลี้ยงพระบ๊อบมา แต่เด็กและเป็นพ่อค้าที่มีชื่อเสียงแห่งเมืองชีราซ เพื่อนพ่อค้าได้เสนอ เงินมากมายเพื่อเป็นค่าไถ่ชีวิตเขาแต่เขาปฏิเสธและในที่สุดได้ถูกนํา ตัวมาต่อหน้านายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต่อลุงพระบ๊อบว่า “เราไม่เต็มใจที่จะทําร้ายผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากพระศาสดาโมฮัมหมัด แม้แต่น้อย พ่อค้าผู้มีชื่อเสียงมากมายในเมืองชีราซและเมืองเตหะราน เต็มใจที่จะจ่ายเงินค่าไถ่เพื่อเห็นแก่ท่านเพียงถ้อยคําเดียวในการ ถอนตัวออกจากศาสนาก็เพียงพอที่จะทําให้ท่านเป็นอิสระและได้ กลับไปยังเมืองเกิดของท่านอย่างมีเกียรติ” ลุงพระบ๊อบได้ตอบอย่าง กล้าหาญว่า “ท่านนายกรัฐมนตรีชาวบาบีทั้งหลายที่ได้สละชีวิต เพื่อศาสนาก่อนข้าพเจ้าได้ปฏิเสธคําวิงวอนที่ท่านกําลังเสนอให้แก่ ข้าพเจ้าในขณะนี้ จงรู้ไว้ด้วยว่าข้าพเจ้ามีความแน่วแน่ที่จะปฏิเสธไม่ น้อยไปกว่ากัน การปฏิเสธสัจจธรรมอันเป็นที่เทิดทูนของศาสนานี้เท่า กับเป็นการปฏิเสธศาสนาในอดีตทั้งหมด การปฏิเสธฐานะของซียิด บ๊อบ…เป็นการปฏิเสธข่าวสารที่พระโมฮัมหมัด พระเยซู พระโมเสส และพระศาสดาทั้งหมดทรงเปิดเผย พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้ว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ ยินและได้อ่านเกี่ยวกับการกระทําและคําพูดของศาสนทูตเหล่านั้น ข้าพเจ้าได้เป็นพยานต่อสิ่งเดียวกันในตัวหลานชายของข้าพเจ้าคน นี้ตั้งแต่วัยเด็ก…ข้าพเจ้าขอให้ท่านอนุญาตให้ข้าพเจ้าสละชีวิตใน หนทางของหลานชายผู้เป็นที่รักยิ่งของข้าพเจ้า” นายกรัฐมนตรีเดือดจน พูดไม่ออก เขาสั่งให้นําตัวลุงพระบ๊อบไปตัดหัวทันที วินาทีสุดท้ายลุง พระบ๊อบได้กล่าวต่อประชาชนรอบข้างว่า “ดูกร ประชาชนทั้งหลาย จงฟังข้า ข้าได้สละชีวิตของข้าด้วยความเต็มใจในวิถีทางของพระผู้ เป็นเจ้า ทั่วทั้งมณฑลฟาร์และอิรัคยอมรับความประพฤติที่ ซื่อตรง ความเคร่งครัดในศาสนา และเชื้อสายอันสูงเกียรติของข้า เป็นเวลากว่า 1,000 ปีที่พวกเจ้าได้สวดมนต์ครั้งแล้วครั้งเล่าให้อิหม่ามกาอิม มาปรากฏ และบัดนี้พระองค์ได้มาปรากฏแล้ว พวกเจ้าได้ขับไล่พระองค์ไปอยู่สถานที่ห่างไกลในมณฑลอัดเฮอร์เบย์จานและลุกขึ้นทําลายล้างมิตรสหายของพระองค์ หากข้าวิงวอนขอการลงโทษจากพระ ผู้เป็นเจ้า ข้าแน่ใจว่าความกริ้วโกรธของพระองค์จะทําความลําบากให้ แก่พวกเจ้าอย่างสาหัส อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่คําวิงวอนของข้า ด้วย ลมหายใจสุดท้ายข้าขอวิงวอนให้พระผู้ทรงอํานาจช่วยให้พวกเจ้าตื่น จากความไม่เอาใจใส่” ถ้อยคําเหล่านี้ได้ไหวความรู้สึกไปถึงส่วนลึก ของเพชฌฆาต เขาแสร้งทําว่าดาบที่ถืออยู่จําเป็นต้องนําไปลับใหม่ ให้คมขึ้นและในที่สุดเขาหนีออกไปโดยไม่กลับมาอีกเลย

คนที่สองคือมีร์ซา เคอร์แบน-อาลี เป็นชาวเมืองบอร์ฟูรูช เป็น ผู้เคร่งครัดศาสนาและมีศีลธรรมอันประเสริฐ บรรดาผู้มีเกียรติมากมาย ในมณฑลซานดาราน มณฑลคราซอนและในเมืองเตหะรานได้มอบ ความจงรักภักดีให้แก่เขา เขาเป็นที่นิยมนับถือของประชาชนจํานวน มาก ในโอกาสที่เขาไปนมัสการที่เมืองกาบิลา ผู้ที่นิยมเขาได้มารุมล้อม แสดงความเคารพต่อเขา ประชาชนทักทายต้อนรับเขาเป็นอย่างดี ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปที่ไหน หลังจากเดินทางกลับจากเมืองกาบิลา เขาได้พบมุลลา ฮุสเซนและยอมรับศาสนาของพระบ๊อบ เขามีความ ผูกพันกับมุลลา ฮุสเซนและวาฮิดเป็นพิเศษ เขาเสียใจอย่างยิ่งที่ไม่ ได้ไปร่วมกับ มุลลา ฮุสเซนที่ป้อม เชค ทาบาซีเพราะขณะนั้นเขาล้ม ป่วยอยู่ เมื่อฟื้นจากความเจ็บป่วยเขาเตรียมตัวจะเดินทางออกจาก เมืองเตหะรานเพื่อไปร่วมกับวาฮิดแต่ถูกจับตัวเสียก่อน นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวแก่เขาว่า “เมื่อคืนนี้เจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้นจํานวนมากมายได้ มาหาเราและพูดขอร้องเพื่อท่านอย่างแข็งขัน เราได้เรียนรู้ว่าฐานะและ อิทธิพลของถ้อยคําของท่านมิได้ด้อยไปกว่า ซีด บ๊อบเท่าไร มีซา เคอร์แบน-อาลี ตอบกลับไปว่า “ความรู้ที่ข้าพเจ้ามีได้นําให้ข้าพเจ้า น้อมศีรษะด้วยความจงรักภักดีต่อพระบ๊อบผู้ซึ่งข้าพเจ้ายอมรับให้เป็น นายและผู้นําของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ตัดสินพระองค์อย่างเที่ยงธรรม และพบข้อสรุปว่า ถ้าพระบ๊อบผู้ซึ่งทั้งมิตรและศัตรูต่างยอมรับอํานาจ ของพระองค์เป็นผู้หลอกลวง พระศาสดาทั้งหมดในอดีตจนถึงปัจจุบัน ก็ควรถูกประณามว่าเป็นผู้หลอกลวงเช่นกัน ข้าพเจ้าได้รับการยืนยัน โดยความอุทิศตนของประชาชนที่ชื่นชมในตัวข้าพเจ้ากว่า 1,000 คน กระนั้นข้าพเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนหัวใจของพวกเขาได้แม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามพระบ๊อบได้ทรงพิสูจน์แล้วว่าพระองค์ได้ทรงเปลี่ยนวิญ ญาณของประชาชนที่ต่ําต้อยเหล่านี้โดยความรักของพระองค์ โดยลํา พังและมิได้รับความช่วยเหลือ พวกเขาได้ละทิ้งความปรารถนาของ ตนเองและยึดมั่นในพระประสงค์ของพระองค์ ด้วยความสํานึกว่าความ เสียสละที่พวกเขาได้กระทําไปนั้นเป็นสิ่งไม่เพียงพอ พวกเขาต้องการ สละชีวิตเพื่อพระองค์” นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปว่า “ไม่ว่าถ้อยคํา ของท่านจะเป็นของพระผู้เป็นเจ้าหรือไม่ เราไม่เต็มใจที่จะสั่งประหาร ชีวิตท่าน” “ทําไมจึงลังเล” เคอร์แบน-อาลีตอบ “ท่านตัดหัวข้าพเจ้า เร็วเท่าไร ข้าพเจ้าจะขอบคุณท่านมากเท่านั้น” นายกรัฐมนตรีออกคํา สั่งด้วยความโมโหว่า “จงเอาตัวเขาไป ไม่มีอะไรนอกจากดาบที่จะ สงบเสียงประชาชนที่ถูกหลอกลวงเหล่านี้ได้” และเขาหันไปกล่าว กับเพชฌฆาตว่า “ไม่จําเป็นต้องนําพวกนี้มาหาข้าอีก ถ้อยคําทั้งหลายไม่ สามารถเอาชนะความดื้อของพวกนี้ได้ ใครที่เจ้าสามารถทําให้ถอนตัว ออกจากศาสนาได้ก็ให้ปล่อยไป ส่วนที่เหลือให้ตัดหัวให้หมด”

การสังหารชาวบาบี 7 คนนี้ตรงกับคําพยากรณ์ของอิสลาม เกี่ยวกับวันแห่งการพิพากษาว่า “แกะ 7 ตัวเดินนําหน้าอิหม่ามกาอิม” ซึ่งพระบ๊อบได้ทรงอธิบายว่าการตายของชาวบาบี 7 คนนี้จะนําหน้ามาก่อนการตายของพระองค์เอง และอีก 4 เดือนต่อมา พระบ๊อบถูกนําไปประหารชีวิต

บทที่ 6

การถูกประหารชีวิตของพระบ๊อบ

ในขณะที่ความโกลาหลที่มาซานดารานและเนริซกําลังดําเนินวิถีแห่งการหลั่งเลือดอยู่ นายกรัฐมนตรีมีร์ซา ตาคี คานได้ไตร่ตรองด้วยความกังวลเกี่ยวกับความหมายของเหตุการณ์อันน่ากลัวเหล่านี้และหวั่นเกรงต่อผลสะท้อนที่จะบังเกิดแก่ประชาชนร่วมชาติทั้งหลาย บัดนี้เขามั่นใจแล้วว่ามาตรการปราบปรามทั้งหลายที่ใช้ต่อ สาวกของพระบ๊อบ ได้แต่ส่งเสริมจุดไฟแห่งความเร่าร้อนและสร้างความแข็งแกร่งให้กับพวกเขาในศาสนาที่กําลังถูกประหัตประหารความโกลาหลที่มาซานดารานยังไม่สิ้นสุด ก็ได้บังเกิดความโกลาหลลักษณะเดียวกันทางภาคใต้ที่เนริซ และในเวลาใกล้ ๆ กันก็ได้ประทุขึ้นอีก ทางภาคตะวันตกที่ซานจอน นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดที่จะยับยั้ง ความโกลาหลเหล่านี้ได้นอกจากการดับชีวิตของผู้นําศาสนานี้เท่านั้น

ผู้ซึ่งถึงแม้จะถูกตัดขาดจากเหล่าสาวก ก็ได้เป็นศูนย์กลางและแหล่งกําเนิดพลังความศรัทธาอันก่อให้เกิดความหวั่นไหวไปทั่วเปอร์เซีย

นายกรัฐมนตรีได้มีคําสั่งไปถึงเจ้าชายฮัมซีห์ผู้เป็นเจ้าเมือง แห่งมณฑลอัดเฮอร์เบย์จานให้นําพระบ๊อบไปที่เมืองทาบริซโดยไม่บอกจุดประสงค์ที่แท้จริง เจ้าชายฮัมซีห์ผู้ซึ่งแตกต่างจากเจ้าชายกระหายเลือดทั้งหลายด้วยความกรุณาและความประพฤติอันชอบธรรม เข้าใจว่านายกรัฐมนตรีจะปลดปล่อยพระบ๊อบและช่วยส่งกลับบ้าน ได้ปฏิบัติตามคําสั่งโดยออกเดินทางไปที่ชีห์ริค 40 วันก่อนที่เจ้าชายจะเดินทางมาถึงพระบ๊อบได้เก็บเอกสารทั้งหลาย ตราประทับและแหวน ของพระองค์ใส่หีบและมอบให้มุลลา บอเคอร์ (พยัญชนะแห่งการมีชีวิต) นําไปให้เลขานุการคนหนึ่งของพระองค์คือมีร์ซา อาหมัด และ มีคําสั่งให้ มีร์ซา อาหมัด นําหีบนั้นไปให้พระบาฮาอุลลาห์ในเมืองเตหะราน 3 วันหลังจากที่พระบ๊อบมาถึงเมืองทาบริซได้มีจดหมายจาก นายกรัฐมนตรีมาถึงเจ้าชายฮัมซีห์มีคําสั่งให้ประหารชีวิตพระบ๊อบและ สาวกของพระองค์ โดยให้นายพันซอมคอนเป็นผู้ยิงเป้าพระบ๊อบ เจ้าชายตกใจอย่างยิ่งต่อคําสั่งนี้และปฏิเสธอย่างตรงๆ ว่าเขาไม่ยอมปฏิบัติตามคําสั่งนี้ นายกรัฐมนตรีจําต้องมีคําสั่งใหม่ให้น้องชายของตนเองคือมีร์ซา ฮาซัน คานปฏิบัติหน้าที่นี้แทน มีร์ซา ฮาซัน คาน ออกคําสั่งย้ายพระบ๊อบและมิตรสหายของพระองค์ไปกักขังไว้ใน ห้องในโรงทหารและสั่งให้นายพันซอมคอนจัดทหารคุมทางออกไว้ เช้าวันรุ่งขึ้น มีร์ซา ฮาซัน คาน ได้สังเจ้าหน้าที่นําตัวพระบ๊อบไปพบกับนักบวชระดับหัวหน้าของเมืองทาบริซเพื่อให้ออกหมายสั่งประหารชีวิตพระบ๊อบ เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปขัดจังหวะขณะที่พระบ๊อบกําลัง คุยกับซียิด ฮุสเซน พระบ๊อบทรงเตือนเจ้าหน้าที่ผู้นั้นว่า “จนกว่าเรา จะได้พูดกับเขาในสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดที่เราปรารถนา ไม่มีอํานาจทาง โลกใด ๆ สามารถห้ามเราได้ ถึงแม้โลกทั้งหมดจะใช้อาวุธต่อต้านเรา กระนั้นพวกเขาก็จะไม่สามารถยับยั้งเรามิให้พูดคําสุดท้ายตามความตั้งใจของเราได้ เจ้าหน้าที่รู้สึกประหลาดใจต่อคําพูดของพระบ๊อบ แต่กระนั้นเขาก็นําตัวพระบ๊อบออกไปพบนักบวช นักบวชเหล่านั้น ไม่ยอมให้พระบ๊อบเข้าพบ พวกเขาเพียงแต่เขียนหนังสือออกหมาย สั่งประหารให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นไปให้นายพันซอมคอน ในระหว่างนั้น ความประพฤติของพระบ๊อบได้มีผลกระทบต่อนายพันซอมคอนมาก ขึ้นเรื่อย ๆ จนทําให้เขารู้สึกหวั่นกลัวอย่างรุนแรงจนเขากล่าวต่อ พระบ๊อบว่า “ข้าพเจ้านับถือศาสนาคริสต์และมิได้มีเจตนาร้ายต่อท่าน ถ้า ศาสนาของท่านเป็นศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า ขอจงให้ข้าพเจ้าเป็นอิสระจากหน้าที่ในการหลั่งเลือดของท่าน” พระบ๊อบทรงตอบว่า “จงปฏิบัติตามที่เจ้าได้รับคําสั่งและถ้าเจตนาของเจ้ามีความจริงใจ พระผู้ทรงอํานาจสามารถช่วยผ่อนคลายความงงงวยของเจ้าได้แน่นอน” ซอมคอนได้นําพระบ๊อบไปผูกติดไว้ที่กําแพงพร้อมกับสาวกคนหนึ่งที่ ขอมีส่วนร่วมในชะตากรรมครั้งนี้ และจัดกองทหารเป็น 3 แถว แถว ละ 250 คนเล็งปืนไปที่พระบ๊อบ เมื่อได้รับสัญญาณทหาร 750 คน ลั่นปืนออกไปพร้อมกันต่อหน้าคนนับหมื่นที่มุงดูเหตุการณ์ในวัน นั้น ควันจากปืน 750 กระบอกได้ปกคลุมไปทั่วบริเวณนั้นและเมื่อ ควันปืนจางหายไป ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง พระบ๊อบได้หายไปเหลือแต่สาวกของพระองค์ยืนอยู่โดยไม่ได้รับอันตราย ใด ๆ มีเพียงแต่เชือกที่ใช้มัดพระบ๊อบและสาวกถูกกระสุนปืนขาดสะบั้น มีการค้นหาพระบ๊อบอย่างฉุกละหุกและในที่สุดพวกเขาพบ พระบ๊อบอยู่ในห้องขังเดิมโดยไม่ได้รับอันตรายใด ๆ กําลังคุยอยู่กับซียิด ฮุสเซน แล้วพระบ๊อบหันมากล่าวต่อเจ้าหน้าที่คนเดิมที่เข้า มาตามพระองค์ว่า “เราได้เสร็จการสนทนากับซียิด ฮุสเซนแล้ว บัด นี้เจ้าสามารถดําเนินการตามความตั้งใจของเจ้าได้” เจ้าหน้าที่ผู้นั้น สั่นสะท้านและหวั่นกลัวเกินกว่าที่จะปฏิบัติสิ่งที่เขาได้กระทําในครั้ง แรกได้ นายพันซอมคอนตะลึงงันต่ออํานาจการเปิดเผยศาสนาอันยิ่งใหญ่นี้ ได้ปฏิเสธไม่ขอทําหน้าที่ใด ๆ อีกต่อไปที่พัวพันกับการทําร้ายพระบ๊อบ เขาได้สั่งกองทหารของเขาออกไปจากโรงทหารทันที และสาบานจะไม่ทําหน้าที่นี้อีกถึงแม้จะแลกด้วยชีวิต

ในที่สุดพระบ๊อบถูกนําไปแขวนติดกับกําแพงพร้อมกับสาวก อีกครั้ง นายทหารคนใหม่อาสาเข้ามาทําหน้าที่นี้แทน กองทหารชุดใหม่ 750 คนถูกจัดเป็น 3 แถวเช่นเดิมและลั่นไกยิงไปที่พระบ๊อบ เวลานั้น ตรงกับเวลาเที่ยงวันของวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ.1850 คราวนี้ร่างกายของพระบ๊อบและสาวกพรุนไปด้วยลูกกระสุนเว้นแต่ใบหน้าของพระองค์ที่เสียโฉมเพียงเล็กน้อย คํากล่าวสุดท้ายที่พระบ๊อบมีต่อประชาชน ที่นั่นคือ “ดูกร ประชาชนรุ่นดื้อรั้น หากเจ้าได้เชื่อในเรา พวกเจ้าทุกคนคงได้ปฏิบัติตามตัวอย่างของชายหนุ่มผู้นี้ผู้ซึ่งอยู่ในตําแหน่งเหนือกว่าพวกเจ้าเกือบทั้งหมดและเต็มใจที่จะสละตนเองในหนทางของเรา วันนั้นจะมาถึงคือวันที่เจ้าจะยอมรับเราและในวันนั้นเราจะไม่ได้อยู่กับเจ้า” ทันใดที่กองทหารลั่นปืนยิงไปที่พระบ๊อบ พายุอันรุนแรงผิดธรรมดาได้โฉบพัดไปทั่วเมืองทาบริซจนฝุ่นคลุ้งบดบังแสงอาทิตย์ทั่วทั้งเมืองตกอยู่ในความมืดตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงกลางคืนปรากฏการณ์อันประหลาดยิ่งนี้ ความล้มเหลวของกองทหารของนายพันซอมคอนที่ จะทําร้ายพระบ๊อบ ความอกสั่นขวัญหนีของเจ้าหน้าที่ผู้ไปตามตัวพระบ๊อบออกมาจากห้องขัง ใบหน้าพระบ๊อบที่ไม่ได้รับอันตราย ไม่สามารถไหวหัวใจของประชาชนเมืองทาบริซได้หรือทําให้พวกเขาไตร่ตรองความสําคัญของมันไม่มีใครสักคนที่จะไต่ถามถึงความน่าพิศวงเหล่านี้

มิใช่เป็นการพูดเกินความจริงที่จะกล่าวว่าไม่มีการตายของพระศาสดาองค์ไหนของโลกเว้นแต่ของพระเยซูคริสต์ที่สามารถเปรียบได้กับการตายของพระบ๊อบผู้ซึ่งได้ทานต่อการประหัตประหารของนักบวชและรัฐบาลจนกระทั่งมาสิ้นสุดที่ปรากฎการณ์อันน่าพิศวงในชั่วโมงสุดท้ายของพระองค์ ความจริงข้อหนึ่งที่มิควรมองข้ามไปนั่น คือ กองกําลังที่ต่อต้านพระเยซูคริสต์นั้นมาจากเหล่านักบวชชาวยิวใน ขณะที่การต่อต้านพระบ๊อบนั้นมาจากการผนึกกําลังกันทําลายล้าง โดยกองกําลังนักบวชร่วมกับกองกําลังของรัฐบาล เหตุการณ์อันผิดธรรมดาของการถูกประหารชวิตของพระบ๊อบได้ดึงดูดผู้คนมากมาย จากทุกส่วนของโลกให้เดินทางมาสืบสวนเรื่องราวในประเทศเปอร์เซีย มีการกล่าวขวัญถึงพระบ๊อบมากมายโดยนักวิชาการ นักการทูตและผู้เดินทางท่องเที่ยวที่อยู่ในประเทศเปอร์เซียในสมัยนั้น นักวิชาการชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงท่านหนึ่งได้ประกาศถึงการถูกประหารชีวิตของพระบ๊อบว่า “ปาฏิหาริย์ที่เป็นจริง” นักบวชคริสเตียนชาวอังกฤษผู้หนึ่งได้ ตัดสินให้พระบ๊อบเป็น “พระคริสต์แห่งยุคนี้” ในประเทศทางยุโรป และรัสเซียได้มีการแพร่กระจายเรื่องราวของพระบ๊อบในรูปหนังสือ วรรณคดีและการแสดง มีการพิมพ์หนังสือในประเทศรัสเซียในปี ค.ศ.1903 เกี่ยวกับชีวิตของพระบ๊อบโดยใช้ชื่อว่า “พระบ๊อบ” ซึ่งปีต่อมาได้มีการแสดงละครเกี่ยวกับชีวิตของพระองค์ในโรงละครชั้นนําแห่งหนึ่ง การเสด็จมาของพระบ๊อบนั้นมิใช่เป็นเพียงการเปิดเผยศาสนาอีกครั้งหนึ่งดังที่ผ่านมาในอดีต แต่ยังเป็นการสิ้นสุดของวัฏจักรอดัมและเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่วัฏจักรใหม่อีกวัฏจักรหนึ่ง พระองค์คือการเสด็จกลับมาของอิหม่ามกาอิมของมุสลิมชีอะห์ คืออิหม่ามมีห์ดีของมุสลิมซุนนี คือการหวนกลับมาของจอห์นเดอะแนพคิสของคริสเตียน คือการ เสด็จกลับมาของเอลียาของชาวยิว และคืออุชิดา-มาที่พาดพิงถึงไว้ ในคัมภีร์ของศาสนาโซโรแอสเตรียน

พระบาฮาอุลลาห์ ได้ทรงถวายคําสรรเสริญให้แก่พระบ๊อบและสาวกคนสําคัญทั้งหลายไว้ในพระคัมภีร์คีตาบ-อีคานว่า “ถึงแม้ยัง หนุ่มและอายุยังอ่อน และถึงแม้ศาสนาที่พระองค์ได้ทรงเปิดเผยจะขัดกับความปรารถนาของประชาชนทั้งหลายของโลก ทั้งคนชั้นสูง และคนต่ำต้อย คนร่ำรวยและคนยากจน คนประเสริฐและคนต่ำทราม กษัตริย์และข้าแผ่นดิน กระนั้นพระองค์ได้ทรงลูกขึ้นและประกาศศาสนาอย่างไม่หวั่นไหว ทุกคนรู้และได้ยิน พระองค์มิได้เกรงกลัวใคร พระองค์ไม่คํานึงถึงผลที่จะตามมา สิ่งเหล่านี้สามารถแสดงปรากฏได้หรือเว้นแต่โดยอานุภาพของการเปิดเผยศาสนาแห่งสวรรค์และโดยอํานาจอันมิอาจเอาชนะได้ของพระผู้เป็นเจ้า…เราประหลาดใจว่าพวกเขาพิจารณาความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่นี้ว่ามาจากสิ่งใด พวกเขากล่าวหาพระองค์ว่าเป็นบ้าดังเช่นที่พวกเขากล่าวหาพระศาสดาทั้งหลายในอดีตหรือ หรือพวกเขายืนยันว่าแรงจูงใจของพระองค์นั้น มิใช่อื่นใดนอกจากความต้องการเป็นผู้นําแล้วการให้ได้มาซึ่งความรวยทางโลก

พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงกรุณา ในพระคัมภีร์ของพระองค์ที่พระองค์ให้ชื่อว่า “ไคยูมูน-อัสมอร์” อันเป็นคัมภีร์แรกซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุด และทรงอํานาจที่สุดของคัมภีร์ทั้งหมด พระองค์ได้ทรงทํานายถึงการถูกประหารชีวิตของตนเองด้วยข้อความดังนี้ : ข้าแต่พระผู้ทรงเป็นเชื้อสายของพระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้สละชีวิตทั้งหมดของข้าพเจ้าให้แก่พระองค์ ข้าพเจ้าได้ยอมรับภัยพิบัติทั้งหลายเพื่อเห็นแก่พระองค์ และมิปรารถนาสิ่งอื่นใดนอกจากการถูกประหารชีวิตในหนทางแห่งความรักของพระองค์ พยานที่เพียงพอของข้าพเจ้าคือพระผู้เป็นเจ้า พระผู้ทรงประเสริฐ พระผู้ทรงปกป้อง พระผู้ทรงบรมโบราณของยุคทั้งหลาย

ผู้เปิดเผยวจนะดังกล่าวนี้สามารถพิจารณาได้หรือว่าได้เดินอยู่ในหนทางอื่นที่นอกเหนือไปจากหนทางของพระผู้เป็นเจ้าและปรารถนาสิ่งอื่นใดเว้นแต่ความยินดีของพระองค์ ในบทกลอนนี้ได้ซ่อนลมหายใจแห่งการไม่ผูกพันไว้ ซึ่งถ้ามันได้หายใจมายังโลก สิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะสละชีวิตและวิญญานของตน

และบัดนี้จงพิจารณาว่าขณะอยู่ในวัยหนุ่มเต็มที่ พระองค์ได้ทรงลุกขึ้นประกาศศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าอย่างไร จงดูซิว่าความมั่นคงแน่วแน่เช่นใดที่พระองค์ พระผู้ทรงความงามของพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเปิดเผยโลกทั้งหมดได้ลุกขึ้นขัดขวางพระองค์ กระนั้นมันได้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง การประหัตประหารยิ่งรุนแรงเท่าไรที่พวกเขาได้กระทําต่อพระองค์ ความแรงกล้าของพระองค์ยิ่งเพิ่มขึ้นและเปลวไฟแห่งความรักของพระองค์ยิ่งลุกสว่างไสวมากขึ้นทั้งหมด นี้คือหลักฐานและไม่มีใครโต้แย้งความจริงของมันในที่สุดพระองค์สละวิญญาณของพระองค์และทะยานขึ้นไปสู่อาณาจักรเบื้องบน

ทันใดที่พระผู้ทรงความงามนิรันดร์ได้ทรงเปิดเผยพระองค์ ในเมืองชีราซในปี 60 และฉีกม่านกําบังที่ปกปิดอยู่ขาดสะบั้น สัญลักษณ์แห่งอํานาจและอานุภาพที่ฉายออกมาจากสาระของสาระทั้งหลายและทะเลของทะเลทั้งหลาย ได้ปรากฏอยู่ในทุกดินแดน สัญลักษณ์ หลักฐานและพยานของพระศาสดาพระองค์นี้ของพระผู้เป็นเจ้ามีมากมายปรากฏอยู่ในทุกเมือง บรรดาผู้มีหัวใจบริสุทธิ์และมีมิตรภาพจํานวนมากมายเท่าไรที่ได้สะท้อนแสงของดวงอาทิตย์แห่งความเป็นนิรันดร์นี้ด้วยความซื่อสัตย์ ความรู้มากมายหลายหลากเพียงใดที่ได้กําเนิดมาจากมหาสมุทรแห่งความรอบรู้ของพระผู้เป็นเจ้าที่ห้อมล้อมสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ในทุก ๆเมืองนักบวชและขุนนางทั้งหลายได้ ลูกขึ้นขัดขวางและปราบปรามพวกเขาและเตรียมความประสงค์ร้าย ความริษยาและความกดขี่ไว้พร้อมที่จะกําจัดพวกเขา วิญญาณศักดิ์สิทธิ์และผู้เป็นสาระแห่งความยุติธรรมจํานวนมากมายเท่าไรที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กดขี่ได้ถูกปลิดชีวิต ผู้เป็นที่รวมความบริสุทธิ์จํานวนมากเท่าไร ที่มิได้แสดงสิ่งอื่นใดนอกจากความรู้อันแท้จริงและการกระทําอันไม่ด่างพร้อย ได้ทรมานการตายอันเจ็บปวด แม้ทั้งหมดเหล่านี้ก็ตาม แต่ละชีวิตศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ได้หายใจพระนามของพระผู้เป็นเจ้าจนวินาทีสุดท้ายและทะยานอยู่ในอาณาจักรแห่งการยอมจํานน ดังกล่าวนี้คืออานุภาพและอํานาจการเปลี่ยนสภาพที่พระองค์ได้ทรงปฏิบัติการโน้มน้าวพวกเขาอย่างที่พวกเขายุติการยึดมั่นความปรารถนาใด ๆ นอกจากพระประสงค์ของพระองค์ และอุทิศวิญญาณของพวกเขาให้แก่การระลึกถึงพระองค์

จงใตร่ตรองดู : ใครในโลกหรือที่สามารถแสดงอานุภาพเหนือธรรมชาติดังกล่าว แสดงอํานาจอันแผ่ซ่านดังกล่าว หัวใจอันไม่มีด่างพร้อยและวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดเหล่านี้ได้สนองตอบคําบัญชาของพระองค์ด้วยความจํานนอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะคร่ำครวญพวกเขากลับขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า และในท่ามกลางความมืดที่สุดแห่งความทนทุกข์พวกเขามิได้เปิดเผยสิ่งอื่นใดนอกจากการยอมรับพระประสงค์ของพระองค์อย่างมีชีวิตชีวา เป็นที่ทราบกันดีว่าความเกลียดชังอันไม่ผ่อนผันเพียงไร ความประสงค์ร้ายและความเป็นศัตรู อันสาหัสเพียงไร ที่ประชาชนทั้งหมดของโลกได้ต้อนรับมิตรสหาย เหล่านี้ การประหัตประหารและความเจ็บปวดที่พวกเขากระทําต่อชีวิตที่ศักดิ์สิทธิ์และมีศีลธรรมเหล่านี้ ได้รับการพิจารณาว่าเป็นวิธีไป สู่ความรอดพ้น ความเจริญรุ่งเรืองและความสําเร็จอันยั่งยืน ตั้งแต่ ยุคสมัยของอดัมโลกได้เคยเป็นพยานต่อความโกลาหลและความ อีกทึกครึกโครมอย่างรุนแรงดังกล่าวนี้หรือ แม้พวกเขาได้รับการทรมานทั้งหมดและได้ทนทานต่อความลําบากนานัปการ กระนั้นพวกเขาได้กลายเป็นเป้าหมายของการเหยียดหยามและความชิงชังไปทั่วทุกแห่ง เราคิดว่าความอดทนได้รับการเปิดเผยก็เพียงแต่โดยความแข็งแกร่งของพวกเขา และความซื่อสัตย์ได้ก่อขึ้นก็เพียงแต่โดยการกระทําของพวกเขาเท่านั้น

เจ้าจงไตร่ตรองเหตุการณ์สําคัญเหล่านี้ในหัวใจของเจ้า เพื่อว่าเจ้าอาจจะเข้าใจความยิ่งใหญ่ของการเปิดเผยศาสนานี้และมอง เห็นความรุ่งโรจน์อันใหญ่หลวงของมัน”

บทที่ 7

การลอบทำร้ายกษัตริย์ชาห์และผลที่ตามมา

ศาสนาที่ได้ถูกปองร้ายแต่เริ่มต้นกําเนิดในเมืองชีราซ และได้ต้านทานความโหดเหี้ยมทารุณที่ทวีขึ้นเรื่อยมาตามลําดับที่กระหน่ำมายังมันโดยกองกําลังร่วมกันของนักบวชและรัฐบาล และวีรบุรุษนับเป็นพันๆ ได้สละชีวิตเพื่อให้มันได้เติบโต และความโหดร้ายที่ มันได้ทรมานได้มาถึงขีดสุดเมื่อผู้ก่อตั้งศาสนา ได้สละชีวิตของพระองค์เอง ซึ่งยังผลให้พลังชีวิตของมันในสาวกทั้งหลายที่รอดชีวิตเกือบถูกขจัดไปจนหมดสิ้น มาบัดนี้มันต้องประสบกับคลื่นแห่งการทําลายล้างที่ รุนแรงกว่าที่มันได้เคยเป็นพยาน ซึ่งมีเพียงเหตุการณ์ที่เชค ทาบาซี และซานจอนเท่านั้นที่พอจะเปรียบกับมันได้ ประกายไฟแห่งความ โหดเหี้ยมระลอกใหม่นี้ได้ เริ่มต้นในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1852 เมื่อชาวบาบี 2 คน ผู้ซึ่งโกรธแค้นต่อการสูญเสียพระบ๊อบและเพื่อน ร่วมศาสนาทั้งหลาย ได้เข้าไปลอบทําร้ายกษัตริย์นาเซริดิน ชาห์ ด้วย วิธีอย่างที่คนสติฟันเฟือนเท่านั้นที่จะทําได้ และมีผลให้กษัตริย์ชาห์ บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย หนึ่งในสองคนนั้นถูกองครักษ์ของกษัตริย์ชาห์ สังหารทันที และร่างกายของเขาถูกตัดเป็น 2 ท่อนนําไปประจาน อีก คนหนึ่งถูกจับเอาตะกั่วที่เผาจนหลอมเหลวกรอกใส่ปากถึงแก่ความ ตาย ถึงแม้ตั้งแต่เริ่มต้น ศาสนาใหม่นี้ได้พยายามปฏิเสธเจตนาใด ๆ ที่จะบ่อนทําลายสิทธิและอํานาจการปกครองของประเทศรวมทั้งกษัตริย์ ชาห์ สาวกทั้งหลายได้ระมัดระวังต่อการถูกกล่าวหานี้ที่ฝ่ายศัตรูได้พยา ยามป้ายร้ายเสมอมาและถึงแม้จะมีการประหัตประหารอย่างรุนแรงเช่น เหตุการณ์ที่เชค ทาบาซี เนริซและซานจอน พวกเขาก็ได้พิสูจน์ความ บริสุทธิ์ในเจตนาของพวกเขาที่มิได้คิดบ่อนทําลายประเทศชาติ มาบัดนี้ด้วยการกระทําอันน่าอับอายของบาบี 2 คนนี้ได้เปิดโอกาสอีกครั้งให้ศัตรูโหมกระหน่ำความโหดเหี้ยมระลอกใหม่ให้แก่เพื่อนร่วม ศาสนาจํานวนมากมายที่มิได้มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมในการกระทําครั้งนี้

ความสยดสยองได้ตามล้างผลาญชาวบาบีไปทั่วเปอร์เซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองเตหะราน ฝ่ายศัตรูเปิดฉากการล้างแค้นและระบายความกระหายเลือดของพวกเขาอีกครั้ง ชาวบาบีมากมายถูกจับเข้าคุกและสังหารด้วยวิธีการป่าเถื่อน พวกเขาถูกควักลูกตาและถูกบังคับให้กินหูของตัวเองที่ถูกตัด ถูกเลื้อยออกเป็นสองท่อน ถูกสับ ละเอียดเป็นชิ้นๆ ถูกตอกเท้าด้วยเกือกม้า ถูกฟันด้วยขวานร่างขาดออกจากกัน ถูกลอกหนังออกแล้วราดด้วยน้ำมันเดือด ถูกแขวนเอาหัวห้อยลงจากต้นไม้แล้วใช้เป็นเป้ายิง ถูกมีดคว้านเนื้อบนร่างกายเป็นหลุมแล้วจุดเทียนปักเข้าไปในหลุมเหล่านั้น บรรดาเจ้าหน้าที่ผู้ตะกละทั้งหลายได้แข่งกันเข่นฆ่าชาวบาบีเพื่อหวังความดีความชอบจากกษัตริย์ ชาห์ มีการยัดเยียดความเป็นบาปให้กับประชาชนที่ไม่เคยพัวพันกับศาสนาเลยเพื่อหวังจะเรียกเงินค่าไถ่ชีวิตจากบุคคลเหล่านั้น ชาวบาบี 200 คนถูกตัดศีรษะและเสียบไว้กับมีดปลายปืนเดินแห่โห่ร้องอย่างมีชัยในเมืองชีราซ สตรีบาบี 300 คน ถูกฉีกเสื้อผ้าออกจนเกือบหมด และถูกบังคับให้เดินไปในแถวที่สองข้างทางนั้นคือศพที่ไร้ศีรษะของ สามี พ่อ พี่ชาย น้องชาย และลูกชายของเธอ การประหัตประหารอันโหดเหี้ยมทารุณอย่างไม่มีที่เสมอในประวัติศาสตร์ ได้ชะงักปากกาของผู้บันทึกเหตุการณ์เหล่านั้นว่า “ปากกาของข้าพเจ้าหดลงด้วย ความสยดสยองในความพยายามที่จะพรรณนาสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับบุรุษและสตรีผู้กล้าหาญเหล่านั้น…สิ่งที่ข้าพเจ้าได้พยายามบรรยายเกี่ยว กับความสยดสยองที่ล้อมเมืองซานจอน…ได้จางลงเมื่อเปรียบกับความดุร้ายอันบาดตาที่เกิดขึ้นสองปีภายหลังที่เมืองเนริซและชีราซ” ผู้มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศสท่านหนึ่งได้กล่าวถึงลักษณะของการสังหารอันสยดสยองที่เกิดขึ้นในชั่ววันเดียวในเมืองเตหะรานว่า “วันที่อาจจะไม่มีวันไหนเสมออีกแล้วในประวัติศาสตร์ของโลก”

พยัญชนะแห่งการมีชีวิตสองคนถูกกลืนชีวิตไปพร้อมกับคลื่นอันดุเดือดระลอกนี้คือซียิด ฮุสเซน ผู้เป็นเลขานุการคนสนิทของพระบ๊อบทั้งที่ปราสาทมาห์คูและชีห์ริค ผู้ซึ่งปรารถนาจะได้ร่วมชะตากับพระบ๊อบในการถูกประหารชีวิตที่เมืองทาบริซแต่ถูกปฏิเสธโดยพระบ๊อบ หลังจากพระบ๊อบถูกประหารชีวิตเขาถูกนําไปขังคุกใต้ดิน “ชียาห์ชาล” ในเมืองเตหะราน น้ำตาของเขาหลั่งไหลเมื่อนึกถึงช่วงเวลาอันปิติที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพระบ๊อบที่มาห์คูและชีห์ริค เขาเฝ้ารอวันที่จะได้จากโลกนี้ไปหาพระบ๊อบที่รักยิ่งด้วยความกระตือรือร้น เขาปฏิเสธการผ่อนผันที่เจ้าหน้าที่คุกเสนอให้ จนในที่สุดเข้าได้ถูกประหารชีวิตสมปรารถนาจากเหตุการณ์ครั้งนี้ อีกคนหนึ่งคือทอเฮเรย์ผู้ได้ฉายความรุ่งโรจน์อันมิอาจดับสูญให้แก่ศาสนาและเพศของเธอ แท้จริงแล้วเรื่องราวอันน่าพิศวงของเธอได้กระจายแพร่หลายออกไปนอกเปอร์เซียไม่น้อยไปกว่าเรื่องราวของพระบ๊อบ เธอได้รับการสดุดีจาก นักเขียนและนักวิชาการทางโลกตะวันตกมากมายเช่น “ผู้นําแห่งการปลดแอกสตรีของโลกตะวันออก” และ “การเก็บเกี่ยวที่ทอเฮเรย์ ได้หว่านเมล็ดไว้ในดินแดนอิสลามบัดนี้กําลังเริ่มปรากฎ…สตรีผู้ทรงเกียรติผู้นี้ได้เปิดบัญชีการปฏิรูปสังคมในประเทศเปอร์เซีย” มารดาของประธานาธิบดีแห่งออสเตรียได้สรรเสริญเธอว่า “อุดมคติอันเลิศ ที่สุดของความเป็นสตรีอยู่ในตัวทอเฮเรย์…ข้าพเจ้าจะพยายามทําเพื่อสตรีในออสเตรียในสิ่งที่ทอเฮเรย์สละชีวิตของเธอทําเพื่อสตรีในเปอร์เซีย”

พระบาฮาอุลลาห์ถูกฝ่ายศัตรูเพ่งเล็งว่าเป็นต้นกําเนิดในการลอบทําร้ายกษัตริย์ชาห์ครั้งนี้ ได้รับคําแนะนําจากนายกรัฐมนตรีมีร์ซา อาคา คาน ให้หลบซ่อนตัว แต่พระองค์กลับเดินทางไปยังฐานของ กองทัพหลวงด้วยความกล้าหาญและในที่สุดถูกจับกุม ถูกล่ามโซ่และให้เดินเท้าเปล่าท่ามกลางความร้อนของดวงอาทิตย์ไปตามถนนเป็นระยะทาง 15 ไมล์โดยถูกประชาชนข้างทางหัวเราะเยาะและขว้างก้อนหินใส่ จนกระทั่งไปถึงคุกซียาห์-ชาลในเมืองเตหะรานซึ่งเป็นคุกใต้ดินที่เคยเป็นบ่อเก็บน้ำที่เลิกใช้แล้ว ปราศจากแสงสว่างและมีทางระบายอากาศเพียงทางเดียวคือทางเข้าซึ่งเป็นบันได 3 ขั้นลงมาในคุก เป็นคุกที่แออัดไปด้วยนักโทษอาชญากรรมเกือบ 150 คน มีกลิ่นเหม็นอับและเต็มไปด้วยสัตว์เลื้อยคลาน พระองค์ถูกล่ามด้วยปลอกคอเหล็ก หนัก 50 กิโลกรัมซึ่งทําให้พระองค์ต้องตัวงอและทําให้คอของพระองค์เป็นรอยบวมติดตัวไปตลอดชีวิตจากแรงกดของปลอกคอนั้น การนอนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สําหรับพระองค์เพราะปลอกคอนั้น เป็นเวลา 4 เดือนที่พระองค์ได้ทนทรมานอยู่ในคุกใต้ดินนี้ซึ่งเพื่อนบาปจะถูกเรียกออกไปประหารชีวิตวันละคน พระองค์เองได้ทรงเป็นพยานว่า “ไม่มีปากกาด้ามไหนสามารถพรรณนาสถานที่นี้ได้ ไม่มีลิ้นใดสามารถ อธิบายกลิ่นอันน่ารังเกียจของมันได้ ผู้ชายเหล่านั้นเกือบทั้งหมดไม่ มีเสื้อผ้าและไม่มีที่นอน พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับเราในสถานที่อันมีกลิ่นน่าขยะแขยงและมืดมนที่สุด” อีกครั้ง หนึ่งดังเช่นหลายครั้งที่แล้วมาที่อันตรายเกือบจะปลิดชีวิตของพระบาฮาอุลลาห์ แต่ความคุ้มครองของพระผู้เป็นเจ้าได้ช่วยพระองค์ไว้ เนื่องด้วยภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ได้ถูกกําหนดไว้ให้กับพระองค์ เป็นภาระหน้าที่ที่พระศาสดาทั้งหลายในอดีตได้ทรงเน้นทํานายถึงความรุ่งโรจน์ของมันอย่างที่โลกไม่เคยประสบมาก่อน ทูตรัสเซียได้ส่งหนังสือคัดค้านการลงโทษพระบาฮาอุลลาห์ด้วยถ้อยคํารุนแรงไปยังนายกรัฐมนตรี ซึ่งทําให้มีการนําคดีของพระบาฮาอุลลาห์ขึ้นมาพิจารณา บาบีผู้ที่เป็นต้นคิดการลอบสังหารกษัตริย์ชาห์ ได้รับสารภาพและยืนยันว่าพระบาฮาอุลลาห์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในที่สุดพระบาฮาอุลลาห์ได้รับการปลดปล่อยจากคุกแต่มีโทษให้ถูกเนรเทศ ทูตรัสเซียเมื่อทราบกรณีของพระบาฮาอุลลาห์ ได้เชิญให้พระองค์ไปยังประเทศรัสเซีย พระองค์ทรงปฏิเสธและเลือกที่จะไปยังอิรัค วันที่ 12 มกราคม ค.ศ. 1853 พระองค์และครอบครัวได้ออกเดินทางพร้อมกับองครักษ์ของกษัตริย์ชาห์ และตัวแทนของทูตรัสเซียออกจากเตหะรานไปยังเมืองแบกแดด

เราอาจถามตัวเราเองว่าในวิถีของการประหัตประหารอย่างรุนแรงต่อศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า ความกริ้วโกรธของพระองค์ได้ตอบแทนบรรดาผู้ที่ทําลายล้างศาสนาของพระองค์อย่างไร การลงโทษของพระผู้เป็นเจ้าได้ตามเล่นงานอย่างรุนแรงและฉับพลัน ไม่ผ่อนผันไม่ละเว้นสักคนตั้งแต่ผู้มีอํานาจสูงสุดถัดลงมาเป็นลําดับผู้ซึ่งได้มีส่วนร่วมในการกดขี่ศาสนาที่พึ่งเริ่มกําเนิดในระดับความรุนแรงต่างๆ ไม่ว่าจะโดยเจตนา โดยความกลัวหรือโดยการละเลยไม่เอาใจใส่ กษัตริย์ โมฮัมหมัดชาห์ผู้ซึ่งปฏิเสธการต้อนรับพระบ๊อบในเมืองเตหะรานเพื่อจะ ให้พระองค์พิสูจน์สัจจธรรมของศาสนา และได้ยอมรับคํารบเร้าของนายกรัฐมนตรีผู้ประสงค์ร้าย ได้ล้มป่วยและเสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 40 กว่าปี นายกรัฐมนตรีฮาจี มีร์ซา อาคาซี ผู้เป็นบุคคลสําคัญที่ยุยงให้มีการทําร้ายพระบ๊อบและเป็นผู้วางแผนนําพระบ๊อบไปกักขังที่มณฑล

อัคเฮอร์เบย์จาน ประมาณหนึ่งปีครึ่งหลังจากที่เขาได้ขัดขวางการพบกันระหว่างพระบ๊อบและกษัตริย์ชาห์ เขาได้ถูกเหวี่ยงตกลงมาจากตําแหน่ง ถูกขับไล่ไปยังเมืองกาบิลาและตกเป็นเหยื่อของโรคร้าย ความยากจนและความทุกข์ทรมาน นายกรัฐมนตรีมีร์ซา ตาคี คาน ซึ่งปีแรกของการดํารงตําแหน่งได้เปรอะเปื้อนไปด้วยการสังหารอันทารุณที่ป้อมเชค ทาบาซี ผู้ซึ่งสั่งการประหารชีวิตชาวบาบี 7 คน ในเมืองเตหะราน ยินยอมให้มีการโจมตีวาฮิดและเพื่อนบาบีที่เนริซ เร่งการทําลายล้างชาวบาบีที่ซานจอน และมีส่วนรับผิดชอบโดยตรงต่อการประหารชีวิตของพระบ๊อบ ได้ถูกสังหารโดยคําสั่งของกษัตริย์นาเซริดินชาห์ในเวลาต่อมา นายกรัฐมนตรีมีร์ซา อาคา คานผู้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการทารุณกรรมชาวบาบี ภายหลังจากมีการลอบทําร้ายกษัตริย์ชาห์ ได้ ถูกปลดออกจากตําแหน่ง ถูกคุมตัวอยู่ในเมืองยาซด์และพบจุดจบของชีวิตอย่างน่าละอายและสิ้นหวัง ฮุสเซน คานซึ่งเป็นคนแรกที่ทําร้ายพระบ๊อบ ผู้ซึ่งสั่งให้ลูกน้องตบหน้าพระบ๊อบอย่างรุนแรง ความหายนะอันน่ากลัวมิได้เกิดขึ้นแก่เฉพาะเขาเท่านั้นแต่รวมทั้งครอบครัว เมืองและมณฑลของเขา ชีวิตบั้นปลายของเขาอยู่ในความมืดมนและโซเซลงหลุมศพโดยไม่มีใครเหลียวแล ซาอิดุลผู้เป็นนักบวช ผู้บ้าคลั่งและชั่วร้ายแห่งเมืองบอร์ฟูรูช ผู้ซึ่งยุยงชาวเมืองบอร์ฟูรูชให้โจมตีมุลลา ฮุสเซนและเพื่อนบาบี ผู้ยุยงให้เกิดการประชาทัณฑ์คุดดุส หลังจากนั้นไม่นานเขาล้มป่วยเป็นโรคประหลาดมีอาการหนาวสั่นอย่างที่กองไฟไม่สามารถบรรเทาได้และตายในที่สุด มาฮามุด คาน ผู้ซึ่งกักขังชาวบาบี 7 คนไว้ก่อนที่พวกเขาจะถูกสังหารในเมืองเตหะราน และได้กักขังทอเฮเรย์ไว้จนกระทั่งเธอถูกประหารชีวิต 9 ปีต่อมาเขาถูกลงโทษแขวนคอโดยเจ้านายของเขา มีร์ซา อาลีผู้เป็นหัวหน้าศาลศาสนาเมืองทาบริซ ผู้ซึ่งได้ลงมือเฆี่ยนพระบ๊อบด้วยตนเอง ในปีเดียวกันนั้นได้ล้มป่วยเป็นอัมพาตและตายอย่างน่าสมเพช ซึ่งการตายของเขามีผลให้มีการล้มเลิกศาลศาสนาในเมืองทาบริซ มีร์ซา ฮาซัน คานผู้รับคําสั่งจากพี่ชายของเขาและดําเนินการประหารชีวิตพระบ๊อบ สองปีภายหลัง เขาได้ถูกลงโทษจนถึงตายอย่างน่ากลัว มีร์-อาลี คานผู้ได้ประหัตประหารชาวบาบีในเมืองเนริซอย่างป่าเถือนภายหลังมีการลอบทําร้ายกษัตริย์ชาห์ ได้ล้มป่วยและกลายเป็นใบ้จนกระทั่งวันตาย กองทหารที่โอหังอาสาเข้ามาทําการแทนกองทหารของนายพันซอมคอน ทั้งๆ ที่ได้เห็นปาฏิหาริย์ที่ได้สร้างความหวาดผวาให้แก่ซอมคอน ในปีเดียวกันนั้นพวก เขา 250 คนพร้อมกับหัวหน้าของพวกเขาได้ถูกแผ่นดินไหวกลืนชีวิตทหารอีก 500 คนถูกสั่งประหารชีวิตในเมืองทาบริซ อีก 2 ปี ต่อมาด้วยข้อหากบฏ และศพของพวกเขาถูกนํามาเสียบประจานซึ่งทําให้ประชาชนทั้งหลายหวนระลึกถึงวันที่กองทหารนี้ประหารชีวิตพระบ๊อบและอดไม่ได้ที่จะวิจารณ์ว่าเป็นการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า คําวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ของประชาชนสร้างความหวาดผวาให้แก่นักบวช เมืองทาบริซจนพวกเขาต้องประกาศห้ามประชาชนพูดถึงเรื่องนี้สำหรับประชาชนกลุ่มใหญ่ที่เฝ้าดูการประหารชีวิตของพระบ๊อบอย่างเฉยเมยโดยไม่มีท่าที่คัดค้านใดๆ ได้ตกเป็นเหยื่อของความทุกข์ยากอย่างที่ เสบียงทั้งหมดของประเทศไม่สามารถบรรเทาได้ ตั้งแต่วันที่พระบ๊อบถูกประหารชีวิต ความหายนะได้มาเยี่ยมเยียนพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า จนทําให้พวกเขาใกล้ไปสู่จุดของการล้มละลายของประเทศ โรคอหิวาต์ที่มีอยู่แต่ในตําราและไม่มีใครสนใจอ่านได้ระบาดไปทั่ว ทําลายล้างทั้งเจ้าชายและชาวชนบท พืชพันธุ์และสัตว์เลี้ยงถูกทําลายเป็นการซ้ำเติมความทรมานให้แก่ประชาชนทั้งหลายที่กําลังคร่ำครวญ ความอดอยากได้กระจายไปในหมู่พวกเขา ความหวั่นกลัวต่อการตายช้าๆ อย่างทรมานได้หลอกหลอนพวกเขา ทั้งประชาชนและรัฐบาลต่างถอนหายใจอย่างหมดหนทาง

ไม่เคยมีมาก่อนที่โชคชะตาของศาสนาของพระบ๊อบได้จมลงลึกไปกว่าเมื่อครั้งที่พระบาฮาอุลลาห์ถูกเนรเทศไปที่อิรัค ศาสนาที่พระบ๊อบได้ทรงสละชีวิตและพระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงตรากตรําทรมานเพื่อมันดูเหมือนจะถึงจุดดับสูญ พลังของมันดูเหมือนจะถูกใช้ไปหมด และแรงต้านทานของมันดูเหมือนจะแตกสลายอย่างกลับคืนมาไม่ได้ ความหายนะที่ติดตามกันมาและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ได้สูบพลังชีวิต ของมันไปและยังความมืดมนให้แก่ความหวังของสาวกที่แข็งขันที่สุดทั้งหลาย สําหรับผู้ที่อ่านอย่างผิวเผินจะเห็นว่าเรื่องราวตั้งแต่เริ่มต้นล้วนมีแต่ความปราชัย การถูกสังหารหมู่ การลบหลู่และความผิดหวัง จนท้ายที่สุดมาถึงการถูกเนรเทศของพระบาฮาอุลลาห์ไปยังอิรัค สําหรับผู้ที่คลางแคลงสงสัยไม่เต็มใจที่จะยอมรับอํานาจของพระผู้เป็นเจ้าที่ประสิทธิ์ประสาทให้แก่ศาสนานี้ จะรู้สึกว่าความคิดทั้งหมดที่ก่อขึ้นในตัวพระบ๊อบดูเหมือนจะพบกับชะตาแห่งความล้มเหลว ชีวิตการทนทรมานของพระบ๊อบดูเหมือนจะน่าเศร้าที่สุดและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ภาระหน้าที่ช่วงสั้นๆ ของความเป็นวีระบุรุษซึ่งครั้งหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นแสงสว่างแห่งความรอดพ้นให้แก่ประเทศที่ถูกห้อมล้อมด้วยความมืดมน ในที่สุดได้จมลงไปในหุบเหวแห่งความสิ้นหวัง แผนต่างๆที่พระบ๊อบเริ่มดําเนินการมักล้มเหลวและไม่บังเกิดผล โอกาสเพียงครั้งเดียวที่พระบ๊อบจะได้พบกษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์ ก็ถูกทําลายโดยนายกรัฐมนตรีฮาจี มีร์ซา อาคาซี มุลลา อาลีและซาอิด เฮน ดี (พยัญชนะแห่งการมีชีวิต) ที่พระบ๊อบส่งไปประกาศศาสนาที่อิรักและอินเดียได้จบลงด้วยความล้มเหลวอย่างน่าสลด การตายของพระบ๊อบเองดูเหมือนจะกําหนดชะตาความล้มเหลวให้กับงานที่ถึงแม้จะได้ ปลุกเร้าความเป็นวีระบุรุษก็เป็นไปไม่ได้ที่จะบรรลุผลสําเร็จ การสูญเสีย คุดดุสและมุลลา ฮุสเซน ผู้เป็นสองสาวกที่มีความสามารถที่สุดที่เชค ทาบาซี การสูญเสียวาฮิดที่เนริซผู้ซึ่งมีอิทธิพลและประสบความสําเร็จมากที่สุด การต่อสู้ที่ซานจอนภายใต้การนําของฮัจจาทผู้ไม่เกรงกลัว อํานาจของนักบวช เหล่านี้ล้วนนําความเศร้าหมองมาให้แก่พระบ๊อบสาวกที่มีความสามารถที่จะสืบทอดศาสนาของพระองค์เหลืออยู่เพียงคนเดียวคือพระบาฮาอุลลาห์ซึ่งกําลังตกอยู่ฐานะลําบาก มีร์ซา ยาห์ยอ (น้องชายต่างมารดาของพระบาฮาอุลลาห์) ได้หนีเอาตัวรอดไปอยู่บนภูเขาห่างไกล ซีด ฮุสเซน เลขานุการคนสนิทของพระบ๊อบและผู้ร่วมงานของเขาคือ มีร์ซา อาหมัด ซึ่งคุ้นเคยกับคําสั่งสอนของพระบ๊อบเป็นอย่างดี และเป็นที่คาดหวังจะเป็นผู้ให้ความกระจ่างแก่สาวกทั้งหลาย ก็ถูกขังอยู่คุกใต้ดินและถูกประหารชีวิตในที่สุด ทอเฮเรย์ ผู้มีความกล้าหาญอันไม่ย่อท้อ มีความรู้กว้างขวางซึ่งดูเหมือนสามารถจะโน้มน้าวผู้หญิงทั่วเปอร์เซียให้เข้ามาสู่ศาสนาใหม่ได้ และเมื่อชั่วโมงแห่งชัยชนะอยู่เพียงแค่เอื้อมเธอก็ตกเป็นเหยื่อของศัตรู และผลงาน ที่เธอได้สร้างไว้ดูเหมือนจะดับสิ้นไปพร้อมกับชีวิตของเธอ พยัญชนะแห่งการมีชีวิตที่เหลือถูกสังหารและถูกจับเข้าคุกหรือไม่ต่อมาภาย หลังก็ใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนอันห่างไกลธรรมนิพนธ์จํานวนมากมายของพระบ๊อบตกอยู่ในมือของศัตรูและถูกทําลาย ความหวังทั้งหมดที่ชาวบาบีทั้งหลายฝากไว้ให้กับพระบาฮาอุลลาห์เพียงผู้เดียวดูเหมือนจะสูญหายไปสิ้นเมื่อพระองค์ถูกขังคุกและถูกเนรเทศ

ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่ากษัตริย์ นาเซริดิน ชาห์ ได้ภาคภูมิใจที่สามารถกําจัดศาสนาที่เขาได้สู้รบกับมันมาเป็นเวลาหลายปีอย่างต่อเนื่อง สําหรับกษัตริย์ นาเซริดิน ชาห์ แล้ว ความหายนะอันน่ากลัวที่ได้บังเกิดแก่ประชาชนของเขาดูเหมือนจะถูกกวาดล้างออกไปและสถานการณ์ของประเทศกลับคืนมาสู่สภาพปกติ บัดนี้ไม่มีพระบ๊อบอีกต่อไป เสาทั้งหลายที่ค้ำจุนศาสนาของพระบ๊อบถูกบดขยี้ลง พระบาฮาอุลลาห์ผู้เป็นความหวังเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ก็ได้เลือกการถูกเนรเทศของตนเองไปยังดินแดนของมุสลิมที่บ้าคลั่งในแบกแดด ปีศาจที่หลอกหลอนกษัตริย์ชาห์ตั้งแต่เริ่มขึ้นครองราชย์ได้สูญหายไปตลอดกาล เขาคิดว่าเขาไม่ต้องกลัวการเคลื่อนไหวของศาสนานี้อีกต่อไปซึ่งได้ถอยลงไปสู่เงามืดแห่งการปราศจากอํานาจและการถูกลืม เขาตั้งใจที่จะฟื้นประเทศจากผลทําลายล้างของศาสนานี้ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลและสถาบันนักบวชเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้อีก ช่างเป็นความไร้สาระเพียงไรในจินตนาการของกษัตริย์ นาเซริดิน ชาห์ ศาสนาที่เขาได้คิดว่าได้ถูกบดขยี้แท้จริงแล้วยังคงมีชีวิตอยู่และถูกกําหนดให้ผุดขึ้นมาจากความโกลาหลอย่าง แข็งแกร่งกว่า บริสุทธิ์กว่าและมีเกียรติกว่าเดิม มันเพียงอยู่ในระยะของการเปลี่ยนรูปร่าง การวิวัฒนาการของมันกําลังคลออกมาเป็นการเปิดเผยศาสนาครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าศาสนาของพระบ๊อบเอง ซึ่งเมื่อครบกําหนดเวลาจะแผ่ขยายคลุมประชาชนทั้งหมดของโลก

กษัตริย์ นาเซเรดิน ชาห์ มิได้คิดแม้แต่น้อยว่าการที่เขาเนรเทศพระบาฮาอุลลาห์นั้นเป็นการช่วยเหลือการคลออกของพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าอันมิอาจยับยั้งได้ ซึ่งตัวเขาเองเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในขบวนการการเปิดเผยศาสนาของพระองค์ เขาไม่ได้คิดแม้แต่น้อยว่าเมื่อบัลลังก์ของเขาใกล้จะสิ้นสุดลง ศาสนาที่เขาได้พยายามกําจัดด้วยความพากเพียรนั้น พลังชีวิตของมันได้ฟื้นฟูขึ้นมามิเฉพาะเพียงภายในประเทศของเขา แต่ยังกระจายไปสู่อีกหลายประเทศและศูนย์กลางของมันตั้งรากฐานอยู่ในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์

บทที่ 8

สาส์นบางฉบับของพระบ๊อบ

สาส์นฉบับหนึ่งถึงพระบาฮาอุลลาห์ (Selections from the Writings of the Bab,p.3-5) นี้คือสาส์นจากคนรับใช้ผู้ต่ำต้อยถึงพระผู้เป็นนายผู้ทรงความศิริรุ่งโรจน์ พระผู้ทรงดํารงอยู่ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นกาลเวลาและจะถูกแสดงให้ปรากฎหลังจากนี้ไป โดยแท้จริงแล้วพระองค์คือพระผู้ทรงปรากฎชัดที่สุด พระผู้ทรงมหิทธานุภาพ ในนามของพระผู้เป็นนายผู้ทรงอํานาจสูงสุด พระผู้เป็นนายแห่งอานุภาพ

ขอความรุ่งโรจน์จงมีแด่พระองค์ผู้ซึ่งทุกคนที่อาศัยอยู่บนโลก และบนสวรรค์ ได้น้อมศีรษะด้วยความเคารพบูชาและมนุษย์ทุกคน หันมาอ้อนวอน พระองค์คือผู้เดียวที่ควบคุมอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ของทุกสรรพสิ่งที่ถูกสร้างสรรค์ไว้ในกํามือ และทุกคนจะต้องกลับ ไปสู่พระองค์ พระองค์คือผู้เดียวที่เปิดเผยสิ่งที่พระองค์ปรารถนา และ โดยบัญชาของพระองค์ “เจ้าจงเป็น” ทุกสรรพสิ่งได้เกิดขึ้นมา

นี้คือสาส์นจากพยัญชนะทา ถึงพระผู้ซึ่งจะถูกแสดงให้ปรากฏ โดยอานุภาพแห่งสัจธรรม พระผู้ทรงความศิริรุ่งโรจน์ พระผู้ทรงเป็นที่ รักยิ่ง เพื่อที่จะยืนยันว่าสรรพสิ่งทั้งหมดที่ถูกสร้างสรรค์เช่นเดียวกับ ข้าพเจ้าขอเป็นพยานตลอดกาลว่าไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดนอกจาก พระองค์ พระผู้ทรงอํานาจอันไม่มีขีดจํากัด พระผู้ทรงดํารงอยู่ด้วย ตนเอง ขอเป็นพยานว่าไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และ มนุษย์ทุกคนจะถูกปลุกขึ้นมามีชีวิตโดยพระองค์

ขอความสรรเสริญและความรุ่งโรจน์จงมีแด่พระนามของพระองค์ ข้าแต่พระผู้เป็นนาย พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า

จากกาลเวลาอันไม่มีสิ้นสุด แท้จริงแล้วข้าพเจ้าได้ยอมรับพระองค์ และจนถึงกาลเวลาอันไม่มีสิ้นสุดข้าพเจ้าจะคงยอมรับพระองค์ ตลอดไปโดยพระองค์เองและมิใช่โดยใครอื่นใดนอกจากพระองค์ โดยแท้จริงแล้วพระองค์คือแหล่งที่มาของความรู้ทั้งปวง พระผู้ทรงรอบรู้อันไม่มีขีดจํากัด จากนิรันด์กาลข้าพเจ้าได้วิงวอนพระองค์และจนถึงนิรันดร์กาลข้าพเจ้าจะยังคงวิงวอนขออภัยจากพระองค์สําหรับความ เข้าใจอันจํากัดของข้าพเจ้าเกี่ยวกับพระองค์ ข้าพเจ้าตระหนักว่าไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ พระผู้ทรงความศิริรุ่งโรจน์ พระผู้ทรงมหิทธานุภาพ

ขอพระองค์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของข้าพเจ้าทรงอภัยข้าพเจ้า และบรรดาผู้ที่พยายามส่งเสริมศาสนาของพระองค์อย่างกระตือรือร้น แท้จริงแล้วพระองค์คือผู้เดียวที่ทรงอภัยบาปแก่มนุษยชาติทั้งปวง และในปีที่สองของการเปิดเผยศาสนาของข้าพเจ้า เป็นการเปิดเผยศาสนาที่บังเกิดขึ้นโดยโองการของพระองค์ ข้าพเจ้าขอเป็นพยานว่า พระองค์คือพระผู้ทรงปรากฏชัดที่สุด พระผู้ทรงอํานาจอันไม่มีขีดจํากัด พระผู้ทรงความนิรันดร์ ขอเป็นพยานว่าไม่มีสรรพสิ่งใดที่ดํารงอยู่บนโลกและบนสวรรค์สามารถขัดขวางพระประสงค์ของพระองค์ได้ ขอเป็นพยานว่าพระองค์คือพระผู้ทรงรอบรู้ในสรรพสิ่งทั้งปวง พระผู้เป็นนายแห่งอํานาจและความตระหง่าน

โดยแท้จริงแล้วเราได้เชื่อในพระองค์และในสัญลักษณ์ทั้งหลายของพระองค์ก่อนรุ่งอรุณการแสดงปรากฎของพระองค์และเราวางใจในพระองค์ โดยแท้จริงแล้วเราได้เชื่อในพระองค์และในสัญลักษณ์ทั้งหลายของพระองค์หลังจากการบรรลุการแสดงปรากฏของพระองค์และพวกเราทั้งหมดเชื่อในพระองค์ โดยแท้จริงแล้วพวกเราได้เชื่อในพระองค์และในสัญลักษณ์ทั้งหลายของพระองค์ในชั่วโมงแห่งการ แสดงปรากฎของพระองค์ และขอเป็นพยานว่าโดยบัญชาของพระ “เจ้าจงเป็น” ทุกสรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้นมา

การปรากฎของพระศาสดาทั้งหมดเป็นเพียงการเปิดเผยพระองค์เอง ซึ่งโดยแท้จริงแล้วเราได้ปรากฏออกมากับแต่ละพระศาสดาเหล่านั้นและเราขอน้อมบูชาพระองค์ ข้าแต่พระผู้เป็นที่รักยิ่งของข้าพเจ้า พระองค์คือพยานของข้าพเจ้าตลอดยุคสมัยที่ผ่านมาและตลอดยุคทั้งหลายที่จะมาถึง โดยแท้จริงแล้วพระองค์คือพระผู้ทรงอานุภาพ พระผู้ทรงความซื่อสัตย์นิรันดร์กาล พระผู้ทรงอํานาจไม่มีขีดจํากัด

ข้าพเจ้าได้รับรองความเป็นเอกภาพของพระองค์โดยพระองค์เองต่อบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่บนสวรรค์และบนโลก ขอเป็นพยานว่าโดยแท้จริงแล้วพระองค์คือพระผู้ทรงความศิริรุ่งโรจน์ พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง ข้าพเจ้าได้บรรลุการยอมรับพระองค์โดยพระองค์เองต่อบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่บนสวรรค์และบนโลก ขอเป็นพยานว่าโดยแท้จริงแล้วพระองค์คือพระผู้ทรงมหิทธานุภาพ พระผู้ทรงเป็นที่สรรเสริญ ข้าพเจ้าได้สรรเสริญพระนามของพระองค์ โดยพระองค์เองต่อบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่บนสวรรค์และบนโลก ขอเป็นพยานว่าแท้จริงแล้วพระองค์คือพระผู้เป็นนาย แห่งอานุภาพ พระผู้ทรงปรากฏชัดที่สุด ข้าพเจ้าได้ยกย่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์โดยพระองค์เองต่อบรรดาผู้อาศัยอยู่บนสวรรค์และบนโลก ขอเป็นพยานว่าโดยแท้จริงแล้วพระองค์คือพระผู้ทรงเป็นที่เคารพสูงสุด พระผู้ทรงความศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ข้าพเจ้าได้สรรเสริญความเป็นที่น่าเคารพของพระองค์โดยพระองค์เองต่อบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่บนสวรรค์และบนโลก ขอเป็นพยานว่าแท้จริงแล้วพระองค์คือผู้ที่ไม่สามารถอธิบายได้ ไม่สามารถเข้าถึงได้และทรงความรุ่งโรจน์อันมิ อาจวัดได้ ข้าพเจ้าได้ยกย่องความตระหง่านอันมีอํานาจเหนือของพระองค์โดยพระองค์เองต่อบรรดาผู้ที่อาศัยบนสวรรค์และบนโลก ขอเป็นพยานว่าพระองค์และพระองค์เพียงผู้เดียวคือพระผู้เป็นนายแห่งอํานาจ พระผู้ทรงความนิรันดร์ พระผู้ทรงบรมโบราณแห่งยุคทั้งหลาย

พระองค์คือพระผู้ทรงความศักดิ์สิทธิ์และทรงความรุ่งโรจน์ ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และโดยแท้จริงแล้วพวกเราทั้งหมดกลับไปสู่พระองค์

สําหรับบรรดาผู้ที่ได้สังหารญาติพี่น้องของอาลี ในไม่ช้าพวกเขาจะตระหนักว่าพวกเขาได้จมลงไปสู่ความหายนะลึกเพียงไร ข้อความตัดตอนจากสาส์นฉบับหนึ่งถึงกษัตริย์โมฮัมหมัด ชาห์ (Selections from the Writings of the Bab,p. 24-27)

ดูกร กษัตริย์โมฮัมหมัด ประกาศิตของพระผู้เป็นนายของเจ้าได้บรรลุตามพันธะสัญญาแล้วเมื่อสีปีก่อนและตั้งแต่เริ่มต้นศาสนานี้ ของพระผู้เป็นนายของเจ้า เราได้เตือนเจ้าให้เกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้า และจงอย่าเป็นผู้โง่เขลา เราได้ส่งผู้นําสาส์นไปยังเจ้าพร้อมด้วยธรรมจารึกอันงดงามโดยแท้จริงอันหนึ่ง แต่เหล่าสาวกของมารร้ายได้หันเขาออกไปอย่างดูถูกและได้ขวางกั้นเขากับเจ้า พวกเขาได้ขับไล่ผู้นําสาส์นไปจากดินแดนที่เจ้าเป็นประมุขปกครองอยู่ ด้วยเหตุนี้สิ่งที่ดีของโลกนี้และโลกหน้าจึงได้หนีไปจากเจ้านอกจากว่าเจ้าจะยอมจํานนต่อบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า และเป็นเช่นบรรดาผู้ที่ได้รับการนําทางอย่างถูกต้อง

เมื่อเรากลับจากสถานที่สักการะของพระผู้เป็นเจ้า เราได้ส่งข่าวสารฉบับหนึ่งให้เจ้าซึ่งคล้ายกันแต่ยิ่งใหญ่กว่าข่าวสารครั้งก่อน เมืองเมกกะ แท้จริงแล้วพระผู้เป็นเจ้าคือผู้ปกป้องและพยานที่ดีที่สุด เราได้ส่งผู้นําสาส์นพร้อมสาส์นที่เปิดเผยโดยเราไปยังเจ้า เพื่อว่าเจ้าจะได้เชื่อฟัง บัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าและจะได้ไม่เป็นเช่นผู้ที่ได้ปฏิเสธสัจจธรรม อย่างไรก็ตามผู้กดขี่ได้กระทําในสิ่งที่ไม่มีใครทําแม้เขาคนนั้นจะเป็นผู้เลวทรามหรือเป็นผู้กระทําผิดอย่างชั่วช้า

ความทุกข์ยากที่เราได้รับในดินแดนนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครในอดีตได้รับมาก่อน โดยแท้จริงแล้วธุรกิจทั้งหมดจะกลับไปสู่พระผู้เป็นเจ้า และแท้จริงพระองค์คือผู้ปกป้องที่ดีที่สุดและทรงตระหนักในทุกสิ่ง สิ่งทั้งหลายที่ได้เกิดขึ้นกับเราตั้งแต่วันแรกจนบัดนี้โดยน้ำ มือของประชาชนของเจ้า เป็นเพียงการปฏิบัติงานของซาตาน เริ่มแต่ศาสนาของพระผู้เป็นนายของเจ้าได้ปรากฏขึ้น ไม่มีการกระทําใดของเจ้าเป็นที่ยอมรับได้ และเจ้าได้ตกอยู่ในความผิดพลาดอันชัดเจนใน ขณะที่ทุกสิ่งที่เจ้าสามารถเห็นดูเหมือนเป็นการกระทําเพื่อเห็นแก่พระผู้ เป็นนายของเจ้า โดยแท้จริงแล้ววันของเจ้าอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม และเจ้าจะถูกถามเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด และวางใจได้ว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงมิได้วางมือจากการกระทําของคนเลวทราม

หากมิใช่เพราะเจ้า บรรดาผู้สนับสนุนเจ้าคงจะไม่ปฏิเสธเราอย่างดูถูก แม้พวกเขาได้หลงทางไปไกลกว่าผู้ที่โง่เขลา

เจ้านึกหรือว่าผู้ที่เจ้าได้แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรของเจ้าเป็นผู้นําและผู้สนับสนุนที่ดีที่สุด ไม่ เราขอให้สัตย์สาบานต่อพระผู้เป็นนายของเจ้า เขาจะนําเจ้าไปสู่ความยุ่งยากอันสาหัสเพราะว่าซาตานได้ซึมซาบอยู่ในหัวใจของเขา และโดยแท้จริงแล้วตัวเขาเองคือซาตาน เขามิได้เข้าใจแม้อักษรเพียงตัวเดียวในพระคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้าและถูกครอบงําด้วยความกลัวต่อสิ่งที่เขาได้กระทํา เขายินดีจะดับแสงสว่างที่พระผู้เป็นนายของเจ้าได้ทรงจุดขึ้น เพื่อว่าความไร้ความเคารพที่ซ่อนอยู่ในชีวิตภายในของเขาจะไม่ถูกเปิดเผย หากเจ้ามิได้แต่งตั้งเขาให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะไม่มีใครให้ความสนใจเขาแม้แต่น้อย แท้จริงแล้วโดยการประเมินของประชาชน เขามิใช่อื่นใดแต่เป็นความมืดอันชัดเจน

เจ้าจงเกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้าและจงอย่าให้วิญญาณของเจ้า ทรมานการถูกลงโทษเกินไปกว่าที่มันถูกทรมานอยู่ เพราะในไม่ช้าเจ้าจะต้องสิ้นชีวิต และเจ้าจะประจักษ์ความชั่วร้ายของผู้ที่เจ้าได้แต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยกล่าวว่า : ข้าพเจ้าไม่น่าให้มารร้ายมาเป็น นายกรัฐมนตรีของข้าพเจ้าเลย ไม่น่าแต่งตั้งคนหลอกลวงให้เป็นผู้นําทางและที่ปรึกษาของข้าพเจ้าเลย

ทําไมเจ้าจึงสมภาระให้แก่วิญญาณของเจ้าเองด้วยสิ่งที่ต่ำช้า ยิ่งกว่าการกระทําของฟาโรห์ และยังคงเรียกตัวเองว่าเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ซื่อสัตย์ เจ้าอ่านบทกลอนทั้งหลายในพระคัมภีร์กุรได้อย่างไรในเมื่อเจ้าเป็นผู้ที่ไม่มีความยุติธรรม ชาวยิวหรือคริสเตียนหรือประชาชนใดๆ ที่ได้ปฏิเสธสัจจธรรมก็ไม่เคยยินยอมให้มีการประทุษร้าย ลูกชายของลูกสาวของพระศาสดาของพวกเขาเคราะห์ร้ายจงบังเกิดแก่เจ้าเพราะว่าวันแห่งการลงโทษกําลังใกล้เข้ามา เจ้าไม่กลัว ความกริ้วโกรธของพระผู้เป็นนาย พระผู้ทรงมหิทธานุภาพ พระผู้เป็นนายแห่งโลกทั้งหมดหรือ แท้จริงแล้วบทกลอนอันชัดเจนเหล่านี้เป็นพยานที่แน่นอนสําหรับบรรดาผู้ที่แสวงหาการนําทางที่แท้จริง

เรามิได้ปรารถนาที่จะยึดทรัพย์สมบัติของเจ้าแม้เพียงเมล็ดของมัสตาดหรือปรารถนาที่จะครอบครองตําแหน่งของเจ้า หากเจ้าไม่เชื่อเรา สําหรับเจ้าก็คือสิ่งที่เจ้าครอบครองอยู่และสําหรับเราคือดินแดนแห่งความปลอดภัยอันไม่รู้สิ้น หากเจ้าไม่เชื่อฟังเราทําไมเจ้าจึงได้ดูถูกเราและพยายามปฏิบัติต่อเราด้วยความอยุติธรรมอันสาหัส โดยแท้จริงแล้วจงดูที่อาศัยของเราซึ่งเป็นภูเขาสูงตระหง่านที่ไม่มีใครอาศัยอยู่ เคราะห์ร้ายจงบังเกิดแก่บรรดาผู้ที่ปฏิบัติต่อประชาชนอย่างอยุติธรรมและช่วงชิงทรัพย์สมบัติของสาวกทั้งหลายอย่างไม่ยุติธรรม ด้วยการหลอกลวง ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนพระคัมภีร์อันแจ่มแจ้งของพระองค์ ในขณะที่เราซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยพระผู้ทรงเป็นผู้นําอย่างแท้จริงและปฏิเสธไม่ได้ ให้เป็นประมุขโดยชอบธรรมที่แท้จริงของมนุษย์ ทุกคน ไม่เคยละเมิดบูรณภาพของทรัพย์สมบัติของประชาชนแม้เพียงเมล็ดของมัสตาดหรือเคยปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างอยุติธรรม หากแต่เราคบค้ากับพวกเขาเหมือนดั่งเราเป็นหนึ่งในพวกเขา และเราจะเป็นพยานของพวกเขา

หน้าที่ที่ตกทอดมาแก่เราคือเพียงการกล่าวถึงพระคัมภีร์ของพระผู้เป็นนายของเจ้าและการส่งมอบข่าวสารอันชัดเจนนี้ ถ้าเจ้าปรารถนาจะเข้าไปสู่ประตูสวรรค์ ดูซิ ประตูได้เปิดต่อหน้าเจ้าแล้ว และไม่มีภัยจากใครมาถึงเราได้ จนกระทั่งบัดนี้จดหมายทุกฉบับที่เราได้ส่งไปยังเจ้าและไปยังผู้ดูแลธุรกิจทั้งหลายของเจ้าเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งความกรุณาของเราต่อเจ้าทั้งสอง เพื่อว่าเจ้าอาจจะห่วงใยเกี่ยวกับวันที่อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม กระนั้นก็ตามตั้งแต่วินาทีที่เจ้า ทั้งสองแสดงความดูถูกการพิพากษาแห่งสวรรค์ ได้มาถึงเจ้าในพระคัมภีร์ของพระผู้เป็นเจ้า เพราะในความเป็นจริงเจ้าทั้งสองได้ปฏิเสธพระผู้เป็นนายของเจ้าและได้รับการนับรวมกับบรรดาผู้ที่จะต้องสูญเสียไป…แท้จริงแล้วนี้คือจดหมายฉบับสุดท้ายของเราสําหรับเจ้า และเราจะไม่กล่าวถึงเจ้าอีกหลังจากนี้ไปหรือกล่าวคําวิจารณ์ใดๆ นอกจากยืนยันว่าเจ้าเป็นผู้ไม่มีศาสนา

เรามอบธุรกิจของเราและของเจ้าไว้ให้แก่พระผู้เป็นเจ้า และโดยแท้จริงแล้วพระองค์คือผู้พิพากษาที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามหากเจ้าตอบรับเจ้าจะได้รับทรัพย์สมบัติทั้งหลายทางโลกและความปิติอันเหลือ พรรณนาของชีวิตหน้าตามที่เจ้าปรารถนาและเจ้าจะได้รับอํานาจและ ความตระหง่านอันรุ่งโรจน์อย่างที่ในชีวิตนี้สติปัญญาของเจ้าคิดไม่ถึง แต่ถ้าหากเจ้าเพิกเฉยไม่ตอบรับ บาปจะตกอยู่กับเจ้า

เจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่พระผู้ทรงมหิทธานุภาพได้บัญญัติไว้ให้แก่เรา ไม่มีสิ่งใดแตะต้องเราได้นอกจากสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นนายของเราได้ทรงบัญญัติไว้ให้แก่เรา พระองค์คือผู้ที่เรามอบความไว้วางใจให้ทั้งหมดและพระองค์คือผู้ที่ผู้มีความซื่อสัตย์ให้ความเชื่อมั่นอย่างสมบูรณ์ ข้อความตัดตอนจากสาส์นถึงนักบวชมุสลิมคนหนึ่ง (Selections from the Writings of the Bab, P.31-32)

ดูกร อับดุบ-ซอฮิบ โดยแท้จริงแล้วพระผู้เป็นเจ้าและทุกสรรพสิ่งสร้างสรรค์รับรองว่าไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดนอกจากเรา พระผู้ทรงมหิทธานุภาพ พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง

สายตาของเจ้าถูกทําให้มืดมัวโดยความเชื่อว่าการเปิดเผยศาสนาแห่งสวรรค์ได้สิ้นสุดลงที่การเสด็จมาของพระศาสดาโมฮัมหมัด และสิ่งนี้เราได้เป็นพยานอยู่ในสาส์นฉบับแรกของเรา แท้จริงแล้วพระผู้ซึ่งได้ทรงเปิดเผยบทกลอนทั้งหลายให้แก่พระศาสดาโมฮัมหมัดผู้สอนศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเปิดเผยบทกลอนให้แก่ อาลี-โม ฮัมหมัด เช่นกัน เพราะใครอื่นหรือนอกจากพระผู้เป็นเจ้าที่สามารถเปิดเผยบทกลอนทั้งหลายอันชัดเจนให้ชายผู้หนึ่งพิชิตผู้คงแก่เรียนทั้งหมด เนื่องด้วยเจ้าได้ยอมรับการเปิดเผยศาสนาของพระโมฮัมหมัด ผู้สอนศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นไม่มีหนทางอื่นใดเปิดไว้ให้แก่เจ้านอกจากจะรับรองว่าสิ่งที่เปิดเผยโดยพระผู้ทรงเป็นจุดปฐมนี้ได้สืบมาจากพระผู้เป็นเจ้า พระผู้ทรงช่วยเหลือในภยันตราย พระผู้ทรงดํารงอยู่ด้วยตนเอง มิใช่ความจริงหรือว่าพระคัมภีร์กุรอ่านได้ถูกส่งมาจากพระผู้เป็นเจ้าและมนุษย์ทั้งหมดสิ้นอานุภาพต่อการเปิดเผยของมัน ในทํานองเดียวกันวจนะเหล่านี้ได้ถูกเปิดเผยโดยพระ ผู้เป็นเจ้าถ้าเจ้าเพียงแต่แลเห็นอะไรในพระคัมภีร์บายันหรือที่ทําให้ เจ้าไม่ยอมรับบทกลอนเหล่านี้ที่ส่งมาจากพระผู้เป็นเจ้า พระผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ พระผู้ทรงประเสริฐสุด พระผู้ทรงความศิริรุ่งโรจน์

สาระของวจนะเหล่านี้คือ: หากเรานําเจ้ามาคิดบัญชี เจ้าจะ พบว่าตัวเองไม่มีอะไรเลย ในความเป็นจริงแล้วเรารอบรู้ในสรรพสิ่ง ทั้งปวง หากเจ้าได้เอ่ยว่า “ใช่” เมื่อได้ยินพระวจนะของพระผู้เป็น เจ้า เจ้าคงได้รับการพิจารณาว่าได้สักการะพระผู้เป็นเจ้าตั้งแต่การเริ่ม ต้นที่ไม่มีจุดเริ่มต้นจนกระทั่งปัจจุบัน และไม่เคยขัดขึ้นพระองค์ แม้เพียงชั่วพริบตาเดียว แต่ในเวลาเดียวกันการกระทําที่ซื่อตรงทั้ง หลายที่เจ้าได้กระทําตลอดชีวิตของเจ้า หรือความพยายามทั้งหลายที่ เจ้าได้ขับไล่ความคิดทั้งหมดออกไปจากหัวใจของเจ้าเว้นแต่สิ่งอันเป็น ที่ยินดีของพระผู้เป็นเจ้า มิได้เป็นประโยชน์แก่เจ้าเลยแม้เพียงแค่เมล็ดของมัสตาด เนื่องด้วยเจ้าได้ปิดบังตนเองจากพระผู้เป็นเจ้าและยังคงชักช้าเมื่อถึงเวลาการแสดงปรากฏของพระองค์

โดยแท้จริงแล้วนักบวชทั้งหมดในดินแดนแห่งคอฟ (คฟิร์) จะถูกถามเช่นเดียวกับเจ้าโดยพระผู้เป็นเจ้าว่า: “ไม่ใช่สิ่งแปลกหรือที่ศาสนทูตพระองค์หนึ่งได้เสด็จมายังเจ้าพร้อมกับพระคัมภีร์เล่มหนึ่ง และเจ้าในขณะที่สารภาพความไร้ความสามารถของเจ้า กลับปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าที่พระองค์ได้ทรงนํามา และยังคงยืนกรานที่จะไม่ยอมเชื่อด้วยเหตุนี้เจ้าจะได้รับไฟที่กําหนด ไว้ให้สําหรับบรรดาผู้ที่ได้หันหนีไปจากพระผู้เป็นเจ้าในดินแดนนั้น เนื่องด้วยเจ้าเป็นผู้นําของพวกเขา เราปรารถนาว่าเจ้าอาจจะเป็นผู้ที่เอาใจใส่

หากเจ้าได้เชื่อฟังพระผู้เป็นเจ้าอย่างซื่อสัตย์ทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในดินแดนของเจ้าคงได้เชื่อตามเจ้าและคงได้เข้ามาสู่ดินแดนสวรรค์ และพอใจกับความยินดีของพระผู้เป็นเจ้าไปตลอดกาล อย่างไรก็ตามในวันนั้นเจ้าจะปรารถนาว่าพระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงสร้างเจ้าขึ้นมา

เจ้าได้อวดอ้างว่าเป็นหนึ่งในผู้คงแก่เรียนในศาสนาอิสลาม อวดอ้างว่าเจ้าจะช่วยเหลือสาวกทั้งหลายให้รอดพ้น กระนั้นเจ้าได้ทําให้เหล่าสาวกของเจ้าตกลงไปในเพลิงอัคคี เพราะเมื่อบทกลอนของพระผู้เป็นเจ้าได้ถูกส่งมายังเจ้า เจ้าได้ผละไปจากมันและกระนั้นยังถือว่าตัว เจ้าเองเป็นผู้มีธรรม…ไม่ ชีวิตของพระผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าจะแสดงให้ปรากฎทรงเป็นพยาน ไม่ว่าเจ้าหรือคนรับใช้คนใดของพระองค์ก็ไม่สามารถแสดงข้อพิสูจน์แม้เพียงน้อยที่สุด ในขณะที่พระผู้เป็นเจ้าทรงฉายแสงสว่างไสวอยู่เหนือสิ่งมีชีวิตทั้งหลายของพระองค์ และโดยอานุภาพของโองการของพระองค์ พระองค์ทรงอํานวยการสรรพสิ่งทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรสวรรค์และโลกและที่อยู่ระหว่างสองอาณาจักรนี้ โดยแท้จริงแล้วพระองค์ทรงอํานาจเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง

บทที่ 9

การเริ่มต้นยุคของพระบาฮาอุลลาห์

พระบาฮาอุลลาห์มีเชื้อสายอันสูงส่งสืบมาจากทั้งพระอับราฮัม และพระโซราซเตอร์ พระองค์ประสูติในปีค.ศ.1817 ที่เมืองเตหะราน ในครอบครัวของข้าราชการชั้นสูงในราชสํานักรัฐมนตรีของกษัตริย์ฟาห์อาลี ชาห์ ในวัยเด็กพระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงฝันว่าพระองค์อยู่ในสวน แห่งหนึ่ง มีนกยักษ์หลายตัวบินมาเหนือศีรษะและเข้าโจมตีพระองค์ แต่นกเหล่านั้นไม่สามารถทําอันตรายพระองค์ได้ จากนั้นพระองค์ไปเล่นน้ำในทะเล มีปลามากมายเข้ามาทําร้ายพระองค์แต่ปลาเหล่านั้นไม่สามารถทําอันตรายพระองค์ได้ บิดาของพระบาฮาอุลลาห์ได้ให้ โหรทํานายความฝันนี้และได้รับคําตอบว่า ความกว้างใหญ่ของทะเลหมายถึงโลกทั้งหมดนี้ นกและปลาทั้งหลายคือประชาชนของโลกที่เข้ามาโจมตีพระองค์เพราะว่าพระองค์จะเผยแพร่บางสิ่งบางอย่างที่สําคัญมากต่อจิตใจของมนุษย์ทั้งหลาย ประชาชนเหล่านั้นจะไม่สามารถทําอันตรายได้ และพระองค์จะประสบความสําเร็จและมีชัยเหนือพวกเขาทั้งหมด พระบาฮาอุลลาห์เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะเป็นคนเคร่งครัดศาสนา ใจกว้าง มีไมตรีจิตและมีปัญญาฉลาดล้ำลึก ชีวิตช่วงแรกส่วนใหญ่พระองค์มีความผาสุกเสมอมาจนกระทั่งอายุ 27 ปีเมื่อพระองค์ได้รับสาส์นจากพระบ๊อบครั้งแรก ตั้งแต่นั้นมาการเป็นสาวกของพระบ๊อบและการช่วยเผยแพร่ศาสนาของพระบ๊อบอย่างกล้าหาญได้ทําให้ชีวิตของพระองค์ตกอยู่ในความตึงเครียดและอันตรายที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดพระองค์ถูกจับขังอยู่ในคุก ซียาห์-ชาล ในเมืองเตหะราน

ช่วงเวลา 9 ปีที่ทํานายไว้โดยพระบ๊อบก่อนที่ศาสนทูตตามพันธะสัญญาจะถูกแสดงให้ปรากฏภายหลังจากพระองค์ ศาสนาของพระบ๊อบได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว อย่างลึกลับ และไม่สามารถต้านทานได้ พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงปลดภาระของมันออกท่ามกลางความมัวหมอง และความเจ็บปวดในคุก ซียาห์-ชาล เป็นการบรรลุคําพยากรณ์ของพระศาสดาทั้งหลายในอดีตและของพระบ๊อบเอง ดังที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงเป็นพยานว่า “ในความฝันคืนหนึ่ง วจนะอันประเสริฐเหล่านี้ได้ยินมาจากรอบด้าน: โดยแท้จริงแล้วเราจะมอบชัยชนะให้แก่เจ้าโดยตัวเจ้าเองและโดยปากกาของเจ้า เจ้าจงอย่าเศร้าโศกต่อสิ่งที่ได้บังเกิดแก่เจ้าหรือหวั่นกลัวเพราะเจ้าอยู่ในความปลอดภัย ในไม่ช้าพระผู้เป็นเจ้าจะทรงเชิดชูสิ่งล้ำค่าทั้งหลายของโลก คือมนุษย์ทั้งหลายที่จะช่วยเจ้าโดยตัวเจ้าเองและโดยพระนามของเจ้า เนื่องด้วยพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงฟื้นหัวใจทั้งหลายของผู้ที่จําพระองค์ได้..ระหว่างวันที่เราอยู่ในคุกเมืองเตหะราน แม้น้ำหนักของโซ่ที่ทําให้เราเป็นแผล และอากาศที่เหม็นอับทําให้เราหลับได้เพียงชั่วครู่ ในชั่วขณะที่เราอยู่ในภาวะหลับนั้น เรารู้สึกราวกับว่าบางสิ่งได้หลั่งไหลจากกระหม่อมแผ่มาทั่วหน้าอกของเราเหมือนดั่งกระแสอันทรงอํานาจจากยอดภูเขาที่สูงตระหง่าน ไหลลงมาสู่โลกทําให้แขนขาทั้งหมดของเราร้อนรุ่ม ในวินาทีเหล่านั้นลิ้นของเราได้ท่องสิ่งที่ไม่มีมนุษย์คนไหนทนรับฟังได้” และ “ในระหว่างที่เราจมอยู่ในความทุกข์ยาก เราได้ยินเสียงอันหวานและวิเศษสุด มาเรียกอยู่เหนือศีรษะของเรา เมื่อเราหันหน้าไปเราเห็นนางฟ้าผู้ เป็นรูปลักษณ์ของความทรงจําของพระนามของพระผู้เป็นนายของเราลอยอยู่บนอากาศต่อหน้าเรา วิญญาณของเธอปีตียินดีอย่างยิ่งจนสีหน้าของเธอฉายแสงด้วยเครื่องประดับแห่งความยินดีของพระผู้เป็นเจ้า และแก้มของเธอเรื่องด้วยความสดใสของพระผู้ทรงความปรานี ระหว่างโลกและสวรรค์เธอกําลังเปล่งเสียงเรียกร้องที่จับหัวใจและจิตใจมนุษย์ทั้งหลาย เธอกําลังแจ้งข่าวให้แก่ชีวิตภายในและชีวิตภายนอกของเรา ซึ่งยังความปิติให้แก่วิญญาณของเราและวิญญาณของผู้รับใช้ผู้มีเกียรติทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้า เธอชี้นิ้วของเธอมาที่ศีรษะของเราและกล่าวต่อทุกคนที่อยู่ในสวรรค์และทุกคนที่อยู่บนโลกว่า: พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพยาน นี้คือพระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของภพทั้งหลาย และกระนั้นพวกเจ้าหาเข้าใจไม่นี้คือพระผู้ทรงความงามของพระผู้เป็นเจ้าในหมู่พวกเจ้า และอานุภาพของอํานาจการปกครองสูงสุดของพระองค์อยู่ภายในเจ้าหากเจ้าเพียงแต่เข้าใจ นี้ คือพระผู้ทรงความลึกลับของพระผู้เป็นเจ้าและสิ่งล้ำค่าของพระองค์ คือศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าและความรุ่งโรจน์ของพระองค์ต่อทุกคน ที่อยู่ในอาณาจักรทั้งหลายของการเปิดเผยศาสนาและการสร้างสรรค์ หากพวกเจ้าเป็นผู้ที่แลเห็น” ในสาส์นถึงกษัตริย์นาเซริดิน ชาห์ พระ บาฮาอุลลาห์ทรงเปิดเผยไว้ตอนหนึ่งซึ่งช่วยให้ความกระจ่างเกี่ยวกับ ภาระหน้าที่แห่งสวรรค์ของพระองค์ดังนี้ “ดูกร กษัตริย์ เราเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเช่นคนอื่น ๆ หลับอยู่บนที่นอน ดูซิ สายลมของพระผู้ทรงความศริรุ่งโรจน์พัดมายังเรา และสอนความรู้เกี่ยวกับทุกสรรพสิ่งที่ดํารงอยู่แก่เรา สิ่งนี้มิได้มาจากเรา แต่มาจากพระผู้ทรงมหิทธานุภาพ พระผู้ทรงรอบรู้ และพระองค์ได้ทรงบัญชาให้เราเปล่งเสียงระหว่าง โลกและสวรรค์ และเพราะสิ่งนี้ได้มีการบังเกิดแก่เราในสิ่งที่ทําให้น้ำตาของมนุษย์ผู้มีความเข้าใจทุกคนหลั่งไหล” และในพระองค์ทรงยืนยันว่า “โดยชีวิตของเรา มิใช่อํานาจ เราได้เปิดเผยตัวเราเอง แต่เป็นการเลือกของพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงแสดงเราให้ปรากฏ” ดังกล่าวนี้คือสภาพแวดล้อมที่ดวงอาทิตย์

แห่งธรรมได้ผุดขึ้นมาที่เมืองเตหะรานซึ่งรุ่งอรุณของมันได้เริ่มต้นที่เมืองชีราซ เมื่อนั้นเอง “ลอร์ดออฟเดอะโฮสท์ผู้เสด็จมาพร้อมกับ นักบุญนับหมื่น” ของชาวยิว “บุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาในความรุ่งโรจน์ของพระบิดา” ของคริสเตียน “อิหม่ามฮุสเซนของมุสลิมชีอะห์ “ การเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์” ของมุสลิมซุนนี้ “การเสด็จ กลับมาของพระกฤษณะ” ของชาวฮินดู “พระพุทธเจ้าองค์ที่ห้าของพุทธศาสนิกชน และ “ชาห์-บาหรอม” ของชาวโซโรแอสเตรียนได้ บรรลุผลตามพันธะสัญญาที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายของศาสนาในอดีต ภาระหน้าที่ของพระบาฮาอุลลาห์มิใช่อื่นใดนอกจากเป็นผู้พิพากษามวลมนุษยชาติทั้งหมด เป็นผู้จัดระบบทั่วทั้งดาวนพเคราะห์ เป็นผู้ประสานสามัคคีเด็กๆ ทั้งหลายของมนุษย์ เป็นผู้เริ่มต้นยุคอันรุ่งโรจน์ 1,000 ปี ที่ได้เฝ้าคอยกันมานาน เป็นผู้เริ่มต้นวัฏจักรสากลใหม่วัฏจักรหนึ่ง เป็นผู้สถาปนาสันติภาพอันยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นน้ำพุแห่งความยุติธรรมอันยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นผู้ประกาศการมาถึงของวัยสมบูรณ์ของมวลมนุษยชาติทั้งหมด เป็นผู้ก่อสร้างระบบแห่งโลกอันใหม่ เป็นผู้ดลใจและก่อตั้งอารยธรรมของโลก

เลือดของชาวบาบีมีจํานวนมากมายที่ถูกขังรวมอยู่กับพระบาฮาอุลลาห์ในคุกใต้ดินนั้นได้เป็นค่าไถ่ให้กับการได้รับอิสระของพระองค์ เมื่อพระบาฮาอุลลาห์ถูกนําตัวออกจากคุกมาอยู่ต่อหน้าคณะรัฐบาล นายกรัฐมนตรี มีร์ซา อาคา คาน ได้กล่าวต่อพระองค์ว่า “หากท่านได้ปฏิบัติตามคําแนะนําของเราและแยกตัวเองออกจากศาสนาของ ซีผิด บ๊อบ ท่านคงมิต้องทนทรมานความเจ็บปวดและความอับอายทั้งหลายที่ได้บังเกิดแก่ท่าน” พระบาฮาอุลลาห์ทรงตอบกลับไปว่า “หากท่านได้เชื่อคําปรึกษาของเรา ธุรกิจทั้งหลายของรัฐบาลคงไม่มาสู่ภาวะวิกฤตยิ่ง” นายกรัฐมนตรีได้ถามต่อว่า “ท่านจะแนะนํา อะไรให้เราทําในตอนนี้” พระบาฮาอุลลาห์ตอบโดยทันที “จงบัญชาเจ้าเมืองทั้งหลายของราชอาณาจักรให้หยุดหลั่งเลือดของผู้บริสุทธิ์ หยุดปล้นทรัพย์สินของพวกเขา หยุดหยามเกียรติสตรีของพวกเขา และหยุดทําร้ายเด็กๆ ของพวกเขา” ในวันเดียวกันนั้นนายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติตามคําแนะนําของพระบาฮาอุลลาห์แต่มันเป็นเพียงการกระทําชั่วคราวและถูกละเลยไปในที่สุด

ของซีผิด บ๊อบ ท่านคงมีต้องทนทรมานความเจ็บปวดและความอับอายทั้งหลายที่ได้บังเกิดแก่ท่าน” พระบาฮาอุลลาห์ทรงตอบกลับไปว่า “หากท่านได้เชื่อคําปรึกษาของเรา ธุรกิจทั้งหลายของรัฐบาลคงไม่มาสู่ภาวะวิกฤตยิ่ง” นายกรัฐมนตรีได้ถามต่อว่า “ท่านจะแนะนํา อะไรให้เราทําในตอนนี้” พระบาฮาอุลลาห์ตอบโดยทันที “จงบัญชาเจ้าเมืองทั้งหลายของราชอาณาจักรให้หยุดหลั่งเลือดของผู้บริสุทธิ์ หยุดปล้นทรัพย์สินของพวกเขา หยุดหยามเกียรติสตรีของพวกเขา และหยุดทําร้ายเด็กๆ ของพวกเขา” ในวันเดียวกันนั้นนายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติตามคําแนะนําของพระบาฮาอุลลาห์แต่มันเป็นเพียงการกระทํา ชั่วคราวและถูกละเลยไปในที่สุด

พระบาฮาอุลลาห์เดินทางออกจากเมืองเตหะรานวันที่ 12 มกรา คม ค.ศ.1853 พร้อมกับครอบครัวของพระองค์ซึ่งในจํานวนเหล่านี้ ได้แก่ อาซียห์ คาห์นูม (ใบไม้ที่ประเสริฐสุด) ภรรยาผู้มีความอดทน และอุทิศต่อพระองค์เป็นเวลาตลอดเกือบ 40 ปีซึ่งพระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงสรรเสริญเธอว่าเป็น “ชายาของพระองค์ในทุกภพของพระผู้เป็นเจ้า” พระอับดุลบาฮา (กิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด) ลูกชายวัย 9 ขวบของพระองค์ผู้ถูกกําหนดให้เป็นศูนย์กลางแห่งพระกติกาสืบต่อจากพระองค์ บาฮียีห์ คาห์นูม (ใบไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด) ลูกสาววัย 7 ขวบซึ่งการรับใช้ของเธอจนถึงอายุ 86 ปีทําให้เธอได้รับการพิจารณาเป็นสตรีที่มีฐานะสูงสุดในเพศของเธอในศาสนาบาไฮ เธอได้สละความคิดของการแต่งงานเพื่อที่จะรับใช้และบรรเทาความยากลําบากของบิดาและครอบครัวของเธอได้อย่างอิสระ และเมื่อพระอับดุลบาฮาถึงแก่มรณภาพ เธอคือผู้ที่คุมบังเหียนศาสนาไว้ช่วงระยะเวลาสั้นๆ และเป็นผู้รวบรวมบาไฮศาสนิกชนมารวมกันที่ท่านโชกิ เอฟเฟนดิ มิร์ซา มูซา (ออคอเยากาลิม) น้องชายผู้ซื่อสัตย์และมีความสามารถที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหลายของพระองค์ เป็นผู้ที่คอยปกป้องพระบาฮาอลลามาตลอดอย่างไม่เหนื่อยอ่อน ชีวิตการรับใช้และความอุทิศของเขาได้ยกเขาให้เป็นสาวกที่มีฐานะสูงสุดของพระบาฮาอุลลาห์ในบรรดาสาวกทั้งหมด มีร์ซา โมฮัมหมัด-คลี น้องชายต่างมารดาของพระบาฮาอุลลาห์ที่อายุน้อยที่สุด เขามีอายุแก่กว่าพระอับดุลบาฮาเพียงประมาณ 7 ปี เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อศาสนามาตลอดจนลมหายใจสุดท้าย ถึงแม้ญาติพี่น้องมากมายของเขาได้ทรยศต่อศาสนา ส่วนมีร์ซา มีห์ดี (กิ่งที่บริสุทธิ์ที่สุด) น้องชายของพระอับดุลบาฮาซึ่งในขณะนั้นยังเล็กอยู่มาก ถูกทิ้งไว้กับญาติพี่น้องและภายหลังจึงได้เดินทางไปร่วมกับพระบาฮาอุลลาห์

ในบรรดาพี่ชายและน้องชายอีก 8 คนของพระบาฮาอุลลาห์ มีร์ซา โมฮัมหมัด-ฮาซัน ซึ่งแก่กว่าพระบาฮาอุลลาห์ ได้เป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ของพระองค์ มีร์ซา ยาห์ยอ ได้กลายเป็นผู้ฝ่าฝืนพระกติกาของพระบ๊อบและเป็นศัตรูตัวสําคัญของพระบาฮาอุลลาห์ ส่วนที่เหลือ อีก 6 คนได้ตายไปก่อนการเปิดเผยศาสนาหรือไม่ก็มิได้เข้ามานับถือศาสนา ส่วนพี่สาวและน้องสาวของพระบาฮาอุลลาห์ทั้งหมด 6 คน ซอรีห์ คาห์นูม และ ทาลอน คาห์นูม ได้เป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ของพระองค์ อีกสองคนได้เป็นผู้สนับสนุน มีร์ซา ยาห์ยอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คาห์นูม บูซู ได้ลุกขึ้นต่อต้านพระองค์และสร้างความทุกข์ทรมานให้แก่พระองค์เป็นอย่างมาก ที่เหลืออีกสองคนมิได้เข้ามานับถือศาสนา

การเดินทาง 3 เดือนจากเมืองเตหะรานผ่านที่ราบสูงอันเยือกเย็นท่ามกลางฤดูหนาวไปยังแบกแดด ได้สร้างความทุกข์ทรมานอย่างมากให้แก่คณะผู้ถูกเนรเทศผู้ซึ่งขาดแคลนอุปกรณ์และสัมภาระในการเดินทาง พระบาฮาอุลลาห์ภายหลังจากที่พระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าได้ถ่ายทอดมายังพระองค์ในคุกใต้ดินเมืองเตหะราน ได้ทรงเปิดเผยบทกลอนครั้งแรกซึ่งกล่าวล่วงหน้าถึงความลําบากในการเดินทางพระองค์จะต้องได้รับในครั้งนี้ว่า “ประกาศิตของพระองค์ได้กําหนดไว้อย่างลบล้างไม่ได้ โองการของพระองค์ได้เรียกคนรับใช้ผู้นี้ให้ออกจากประเทศเปอร์เซียพร้อมกับบรรดาผู้ที่มีร่างกายเปราะบางและเด็กๆ ผู้เยาว์วัย ในช่วงเวลานี้ความหนาวช่างรุนแรงอย่างที่ไม่มีใครสามารถแม้เพียงจะพูด น้ำแข็งและหิมะนั้นล้นเหลือจนเป็นไปไม่ได้ที่จะขยับเขยื้อน” พระองค์เดินทางมาถึงแบกแดดในวันที่ 8 เมษายน ค.ศ.1853 ไม่กี่วันหลังจากนั้นพระองค์ได้เดินทางไปที่เมืองคอเซไมน์ประมาณ 3 ไมล์ทางเหนือของแบกแดดซึ่งเป็นเมืองที่มีสุสานของอิหม่ามที่เจ็ด และอิหม่ามที่เก้า ตัวแทนของกษัตริย์ชาห์ที่นั่นแนะนําให้พระองค์ไปอาศัยอยู่ที่ตัวเมืองเก่าของแบกแดดเพราะที่เมืองคอเซไมน์มีผู้มานมัสการมากมาย พระองค์ทรงปฏิบัติตามคําแนะนํา และในที่สุดพระองค์ย้ายมาอยู่ที่บ้านเช่าของฮาจี อาลี มาดัด บริเวณตัวเมืองเก่าของแบกแดด

การถูกเนรเทศอย่างรีบด่วนจากบ้านเกิดครั้งนี้ของพระบาฮาอุลลาห์พร้อมกับครอบครัวของพระองค์ทําให้หวนระลึกถึงลักษณะบางอย่างของมันคือ การหนีของโจเซฟและมาเรียไปยังอียิปต์ การอพยพอย่างทันใดของพระโมฮัมหมัดจากเมืองเมกกะไปยังเมืองเมดินาภายหลังจากที่พระองค์ดํารงฐานะศาสนทูต การออกจากดินแดนบ้านเกิดของพระโมเสสพร้อมกับสาวกทั้งหลายของพระองค์ และเหนืออื่นใด คือการถูกเนรเทศของพระอับราฮัมจากเมืองเออร์ในแคลดไปยังดินาเคนตามพันธะสัญญา ใครจะคาดคิดถึงว่านักโทษผู้ถูกเนรเทศซึ่งตามปกติแล้วย่อมจะพบจุดจบของชีวิตอย่างน่าสมเพช กลับมีอํานาจรุ่งเรืองบนและสถาปนาศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า ณ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตาม พันธะสัญญาในประเทศอิสราเอล (ปาเลสไตน์)

บทที่ 10

ชีวิตในแบกแดด

ศาสนาที่ถูกตามทําลายล้างมาตลอดด้วยความรุนแรงที่ทวีขึ้นเป็นลําดับ โดยศัตรูผู้กระหายเลือดทั้งหลาย มาบัดนี้ศัตรูเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือรัฐบาลได้เริ่มผ่อนผันการโจมตี แต่ในขณะเดียวกัน ศาสนาใหม่นี้ของพระผู้เป็นเจ้าต้องเผชิญกับมรสุมระลอกใหม่ที่มา จากศัตรูภายในของมันเอง ชาวบาบีที่ไร้ที่พึ่งทั้งหลายได้เริ่มหันมายึดเหนี่ยวพระบาฮาอุลลาห์เป็นหลักที่เมืองแบกแดด ถึงแม้พระองค์จะมิได้เปิดเผยความเป็นศาสนทูตของพระองค์ อย่างไรก็ตามพวกเขาบางคนได้รับอภิสิทธิ์ที่ได้ล่วงรู้ฐานะของพระบาฮาอุลลาห์ มีร์ซา อาคา จอน ชาวบาบีแห่งเมืองคาชัน หลังจากที่พระบ๊อบได้ทรงปรากฏพระองค์ต่อเขาในฝัน และเขาได้อ่านธรรมนิพนธ์บางตอนของพระบาฮาอุลลาห์ ได้รีบเดินทางมาพบพระบาฮาอุลลาห์และยอมรับพระองค์ เขาเป็นบาบีคนแรกที่เชื่อพระองค์และเป็นเลขานุการรับใช้พระองค์ไปตลอด 40 ปี อีกคนหนึ่งคือ ฮาจี มีร์ซา คามา ลูดิน ผู้เป็นบาบีที่มีความรู้สูงคนหนึ่ง เขาเดินทางมาที่แบกแดด และต้องการให้ มีร์ซา ยาห์ยอ อธิบายบทกลอนตอนหนึ่งในพระคัมภีร์กรุอ่าน: “อาหารทั้งหมดอนุญาตให้แก่ เด็ก ๆ ทั้งหลายของอิสราเอล” เนื่องด้วยมีร์ซา ยาห์ยอ หลบซ่อนตัวอยู่ เขาจึงต้องส่งคําถามนี้ฝากผ่าน ออคอเย-กาลิม มีร์ซา ยาห์ยอ ได้ดันทุรังอธิบายให้คําตอบแก่คามาลูดินทั้งที่ตนเองไม่เข้าใจ หลังจากที่คามาลูดินได้อ่านคําอธิบายของ มีร์ซา ยาห์ยอ แล้ว เขาทราบทันทีถึง ความไร้ความสามารถของ มีร์ซา ยาห์ยอ จากนั้นเขาจึงหันไปหาพระบาฮาอุลลาห์เพื่อขอความกระจ่างจากพระองค์ พระบาฮาอุลลาห์ ได้ทรงเปิดเผยธรรมนิพนธ์ โคโลท-ทาเอมเป็นการตอบคําถามของ คามา ลูดิน ซึ่งทําให้เขาเชื่อพระองค์ในทันที พระบาฮาอุลลาห์ทรงกําชับเขา มิให้เปิดเผยความลับในตัวพระองค์และให้เขากลับไปยังบ้านเกิดพร้อมกับ โคโลท-ทาเอม เพื่อแบ่งให้เพื่อนบาบีคนอื่นๆ อ่าน ชื่อเสียงของ โคโลท-ทาเอม นี้ได้เพิ่มความอิจฉาชิงชังให้แก่ มีร์ซา ยาห์ยอ มากยิ่งขึ้น

มีร์ซา ยาห์ยอ (น้องชายต่างมารดาของพระบาฮาอุลลาห์) เป็นบาบีผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งมิใช่เพราะคุณลักษณะเด่นของเขา แต่เป็นเพราะเขามีความใกล้ชิดกับพระบาฮาอุลลาห์ ในสมัยที่พระบ๊อบยังมีชีวิต พระบาฮาอุลลาห์เป็นสาวกที่มีบทบาทเด่นและมีความสามารถที่สุด พระบ๊อบได้ทรงแต่งตั้งให้ มีร์ซา ยาห์ยอ เป็นผู้นําของชุมชนบาบี เพื่อที่จะหันความสนใจของศัตรูออกไปจากพระบาฮาอุลลาห์ ซึ่งแผนการนี้เป็นที่ทราบของพระบาฮาอุลลาห์ ออคอเย-กาลิม และ มุลลา อับดุล-กาลิม อย่างไรก็ตามชาวบาบีที่มีไหวพริบทั้งหลายก็ตระหนักดีว่า มีร์ซา ยาห์ยอ เป็นเพียงหุ่นเชิด และผู้ที่ควบคุมธุรกิจทั้งหลายของศาสนา โดยแท้จริงแล้วคือพระบาฮาอุลลาห์ เมื่อข่าวการถูกประหารชีวิตของพระบ๊อบมาถึงเมืองเตหะราน ด้วยความตกใจและหวาดผวา มีร์ซา ยาห์ยอ ได้ปลอมตัวหนีไปอยู่บนภูเขาในมณฑลมาซานดาราน และ ต่อมาจึงตามมาร่วมกับคณะผู้ถูกเนรเทศ เมื่อพระบาฮาอุลลาห์มาถึงแบกแดดได้ประมาณ 2 เดือน กระนั้นก็ตามความหวาดกลัวยังครอบงําเขาอยู่ และเขาไม่กล้าเปิดเผยตัวเองหรือแสดงตนเป็นบาบี เขาใช้ชีวิตอยู่ ในแบกแดดโดยการปลอมตัวและข่มขู่ชาวบาบีทั้งหลายไม่ให้แนะนําหรือทักทายว่าเขาเป็นบาบีเวลาที่เขาอยู่ในตลาด บนถนน หรือในที่สาธารณะ พระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงแนะนําให้ มีร์ซา ยาห์ยอ กลับไปรับใช้ศาสนาในเปอร์เซียเพราะเขาไม่ได้มีชื่อรวมอยู่ในผู้ถูกเนรเทศ ซึ่งเขามิได้ปฏิบัติตามและก่อความยุ่งยากมากมายให้กับชุมชนบาบีในแบกแดด

ซียิด โมฮัมหมัดผู้เป็นบาปีอยู่ที่เมืองกาบิลา ภายหลังจากที่พระบ๊อบถูกประหารชีวิต เขาเริ่มเกิดความหวั่นไหว และความอ่อนแอของเขาถูกเผยออกมา ในขณะเดียวกันนั้นการไปเยี่ยมกาบิลาของพระบาฮาอุลลาห์ ได้ทําให้ผู้คนมีความศรัทธาและแสดงความนับถือพระองค์มากมาย ซึ่งในบรรดาบุคคลเหล่านี้มีลูกศิษย์และมิตรสหายของ ซียิด กาซิม รวมอยู่ด้วย เหตุการณ์นี้ได้สุมความริษยาไว้ในหัวใจของ ซียิด โมฮัมหมัด ตั้งแต่นั้นมา โดยการร่วมมือวางแผนกับ ซียิด โมฮัมหมัด มีร์ซา ยาห์ยอ ได้ประกาศตัวเป็นผู้สืบทอดศาสนาต่อจากพระบ๊อบ ทั้งที่เขาไม่เคยลุกขึ้นปกป้องศาสนาของพระบ๊อบเลย และในทางตรงข้ามกลับหลบซ่อนตัวเพราะกลัวอันตราย ซียิด โมฮัมหมัด ได้ช่วยยกย่องให้เขาเป็นสาวกคนสําคัญที่สุดของพระบ๊อบ และทั้งสองได้ร่วมกันก่อกวนชุมชนบาบีและขัดขวางความพยายามทุกอย่างของพระบาฮาอุลลาห์ที่จะฟื้นฟูความแข็งแรงให้แก่จิตใจชาวบาบีทั้งหลาย ทั้งสองได้สร้างความระแวงสงสัยให้แก่ชุมชนบาบีและช่วยกันปลูกฝังความเชื่อว่าพระบาฮาอุลลาห์เป็นผู้แย่งชิงอํานาจ เป็นผู้บ่อนทําลายกฎที่ก่อตั้งโดยพระบ๊อบและเป็นผู้ทําลายศาสนาของพระบ๊อบ ธรรมนิพนธ์ทั้งหลายที่พระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงเปิดเผยได้ถูกพวกเขาแปลความหมายไปในทางร้าย ในช่วงระหว่างที่เงามืดเหล่านี้ที่เข้มข้นขึ้น และคืบคลานเข้ามารอบๆ พระบาฮาอุลลาห์และชุมชนบาบี ปากกาของพระองค์ได้จารึกเป็นการเตือนว่า “บัดนี้วันแห่งการทดสอบมาถึงแล้ว มหาสมุทรแห่งความแตกร้าวและความทุกข์ยากกําลังซัด สาดคลื่น และในทุกซอกมุม ธงแห่งความสงสัยได้กระพือความชั่วร้าย และนํามนุษย์ไปสู่ความหายนะ…จงอย่าทนทรมานเสียงของผู้ปฏิเสธ บางคนที่ทอดความสงสัยมาในหมู่พวกเจ้าหรือยอมให้ตัวเจ้าเองไม่เอาใจ ใส่ต่อพระผู้เป็นสัจจธรรม เนื่องด้วยในทุกศาสนาได้มีข้อโต้แย้งดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างไรก็ตามพระผู้เป็นเจ้าจะทรงสถาปนาศาสนาของพระองค์และแสดงประทีปของพระองค์ ถึงแม้ว่าผู้ปลุกปั่นความไม่สงบจะรังเกียจมัน….พวกเจ้าจงเฝ้าสังเกตศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าทุกวัน….ทุกคนคือเชลยอยู่ในเงื้อมมือของพระองค์ ไม่มีสถานที่ใดที่จะหนีไปหา จงอย่าคิดว่าศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่งที่ใครจะสามารถทําตามอําเภอใจได้ ขณะนี้มีผู้คนจํานวนหนึ่งกล่าวอ้างสิ่งเดียวกันนี้ในย่านต่างๆ เวลานั้นกําลังใกล้เข้ามา…คือพวกเขา ทุกคนจะสูญสิ้นและสูญเสีย ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขาจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าและจะไม่ได้รับการจดจําดังเช่นฝุ่น” ความเศร้าโศกอันท่วมท้นของพระบาฮาอุลลาห์ที่ได้เห็นความระส่ำระสาย ความตกต่ำ และ ความแตกแยกของชุมชนบาบีในครั้งนี้ได้ปรากฏอยู่ในธรรมนิพนธ์ ตอนหนึ่ง “น้ำท่วมของโนอาห์เป็นเพียงหน่วยวัดน้ำตาที่เราได้หลั่ง ไฟของพระอับราฮัมเป็นเพียงการเดือดพล่านของวิญญาณเรา ความทุกข์โศกของจาคอบเป็นเพียงการสะท้อนความโทมนัสของเรา และความทรมานของจอบเป็นเพียงเศษของความหายนะของเรา” เมื่อความ พยายามทั้งหมดของพระองค์ที่จะแก้ไขสถานการณ์เหล่านี้ได้กลาย เป็นสิ่งไร้ผล พระองค์ได้ตัดสินใจแยกตัวออกไปจากชุมชนบาบีดังที่ พระองค์ได้ทรงจารึกไว้ในพระคัมภีร์คีตาบี-อีคานว่า “วัตถุประสงค์หนึ่งของการแยกตัวเราเองออกไปคือเพื่อที่จะเลี่ยงการเป็นสาเหตุของความบาดหมางในหมู่ผู้ที่ซื่อสัตย์ เลี่ยงการเป็นแหล่งของความโกลาหลของมิตรสหายของเรา เลี่ยงการเป็นเครื่องมือของการทําร้ายบุคคลใดหรือเป็นสาเหตุของความทุกข์โศกให้แก่หัวใจของใคร.. การแยกตัวของเราเพ่งพิจารณาที่จะไม่กลับมา และการแยกออกของเรามิได้หวังจะกลับมาประสานกันใหม่”

โดยทันใดและมิได้บอกใครแม้แต่ครอบครัว ในวันที่ 10 เม ษายน ค.ศ.1854 พระบาฮาอุลลาห์ ได้ทรงเดินทางออกจากแบกแดดไปทางเหนือไปที่เมืองสุเลมานนิเยห์ ในเคอร์ดิสทอน ห่างจากแบกแดดประมาณ 200 ไมล์พร้อมกับ อาคา อาบูล กาซิม ผู้คอยรับใช้พระองค์ พระองค์แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ และมีเสื้อผ้าอีกชุดหนึ่งสําหรับเปลี่ยน และใช้ชื่อว่า ดาวิช โมฮัมหมัด อาศัยอยู่ในถ้ำบนภูเขาอันห่างไกลจากตัวเมือง อาคา อาบูล กาซิม เป็นผู้คอยจัดหาเครื่องใช้ให้แก่พระองค์ ซึ่งต่อมาเขาพบกับเคราะห์ร้ายและถูกโจรฆ่าชิงทรัพย์ พระองค์ทรงอาศัยอยู่โดยลําพังบนภูเขาซึ่งที่นั้นความเศร้าโศกของพระองค์ได้หลั่งไหลออกมาเป็นบทกลอนทั้งภาษาอาหรับและเปอร์เซีย เป็นการสดุดีพระผู้เป็นเจ้า ยกย่องความรุ่งโรจน์และความลึกลับของการเปิดเผยศาสนาของพระองค์เอง สาธยายความโดดเดี่ยวของพระองค์ ความทุกข์ในอดีตและในอนาคต สาธกเกี่ยวกับความตาบอดของประชาชนในรุ่นของพระองค์ ความทรยศของมิตรสหายและความวิปริตของศัตรูในพระคัมภีร์คีตาบี-อีคาน พระองค์ได้ทรงกล่าวถึงความปวดร้าวในครั้งนี้ว่า “จากตาทั้งสองของเรา น้ำตาแห่งความทนทุกข์ได้หลั่งไหลออกมา และคลื่นของมหาสมุทรแห่งความเจ็บปวดได้ซัดอยู่ในหัวใจที่โชกเลือดของเรา เป็นเวลาหลายคืนที่เราไม่มีอาหารประทังชีวิต เป็นเวลาหลายวันร่างกายของเรามิได้พักผ่อน…โดยลําพังเราสนทนากับดวงจิตของเรา ลืมโลกและทุกสิ่งทุกอย่าง” ต่อมานักบวชมุสลิมที่อาศัยอยู่ในเมืองสุเลมานนิเยห์ ได้ออกไปตามพระบาฮาอุลลาห์ตามคําสั่งที่พระโมฮัมหมัดบอกกับเขาในฝัน เมื่อพระบาฮาอุลลาห์ ด้ย้ายมาอยู่ในเมืองใหม่ๆ ไม่มีใครคิดว่าพระองค์เป็นผู้มีความรู้จนกระทั่งวันหนึ่งลูกศิษย์ของ เชค อิสมาอิล ผู้เป็นหัวหน้านิกายหนึ่งของซุนนีอิสลามได้พบธรรมนิพนธ์ของพระบาฮาอุลลาห์โดยบังเอิญ หลังจากที่ เชค อิสมาอิล และลูกศิษย์ทั้งหลายอ่านธรรมนิพนธ์นั้นแล้วได้เกิดความอยากรู้อยากเห็น และรีบไปพบพระบาฮาอุลลาห์พร้อมกับผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย พวกเขาพบว่าพระบาฮาอุลลาห์เต็มใจที่จะตอบปริศนาธรรมทุกอย่างที่พวกเขาถาม วันหนึ่งพวกเขาขอให้พระบาฮาอุลลาห์ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับบทความลึกลับที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ ฟุตฮาที-มัคเคยีห์ ที่เขียน ไว้โดยนักบวชผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งคือ เชค มห์เยดิน พระบาฮาอุลลาห์ให้พวกเขาอ่านหนังสือนั้นให้พระองค์ฟังวันละหน้าและพระองค์ได้ไขปริศนาทั้งหมดให้พวกเขาจนเป็นที่พอใจ ไม่เพียงแต่อธิบายความหมายของบทความเหล่านั้น พระองค์ยังทรงอธิบายต่อไปถึงจิตใจและจุดมุ่งหมายของผู้ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ นอกจากนั้นพระองค์ยังแก้ไขความเข้าใจผิดของพวกเขาที่มีอยู่เดิมด้วยข้อพิสูจน์และหลักฐานต่างๆ จนทําให้พวกเขามั่นใจและยกย่องพระองค์เป็นอย่างมาก ด้วยความ ตื่นตะลึงในความรู้อันล้ำลึกของพระองค์ พวกเขาขอให้พระองค์เปิดเผยบทกลอนที่มีท่วงทํานองเช่นบทประพันธ์หนึ่งของ อิบนี-ฟาริด ซึ่งไม่เคยมีผู้คงแก่เรียนหรือนักบวชผู้ชาญฉลาดคนไหนสามารถทําได้ พระองค์ทรงยินยอมตามคําขอและได้เปิดเผยบทกลอนจํานวนไม่น้อยกว่า 2,000 บทเป็นภาษาอาหรับ และทรงเลือกบทกลอนเหล่านี้เพียง 127 บทไว้ให้เขาพวกเขาศึกษาตามความเหมาะสมของกาลเวลาโดยให้ชื่อธรรมนิพนธ์นี้ว่า คาซีดีย-วาร์คออียีห์ ธรรมนิพนธ์นี้เป็นที่รู้จักกันดีและมีชื่อเสียงในหมู่สาวกชาวอาหรับทั้งหลายของพระองค์ และเป็นข้อพิสูจน์หนึ่งถึงอํานาจของพระผู้เป็นเจ้าที่ประทานมาให้แก่พระองค์ใน การเปิดเผยบทกลอนเหล่านี้ เนื่องด้วยเป็นที่ทราบกันดีว่าพระบาฮาอุลลาห์เป็นชาวเปอร์เซียและไม่เคยเข้าเรียนภาษาอาหรับในโรงเรียน นักบวชมุสลิม นักวิชาการและเจ้าชายจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้แห่กันมาพบพระบาฮาอุลลาห์และคอยติดตามกิจกรรมต่างๆ ของพระองค์ การปาฐกถาของพระองค์ได้เปิดเผยความใหม่ ไขความงงงวยทั้งหลายที่ก่อกวนจิตใจพวกเขา เปิดเผยความหมายบทกลอนอันลึกลับต่างๆ ที่พวกเขายังไม่เข้าใจ ชาวเคริด ชาวอาหรับ ชาวเปอร์เซีย ทั้งคนมีความรู้และคนไม่รู้หนังสือ คนชั้นสูงและคนต่ำต้อย คนหนุ่มและคนแก่ที่ได้มาพบพระองค์ต่างยกย่องและชื่นชมพระองค์อย่างมาก ดังที่พระอับดุลบาฮาได้ทรงเป็นพยานว่า “เคอร์ดิสทอนถูกดึงดูดด้วยความรักของพระองค์ภายในระยะเวลาอันสั้น ในช่วงระหว่างนี้พระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงดํารงชีวิตอยู่อย่างยากจน เสื้อผ้าของพระองค์เหมือนกับของผู้ยากจนและขัดสน อาหารของพระองค์เหมือนของผู้ที่อดอยากและต่ำต้อย บรรยากาศของความตระหง่านส่องรัศมีมายังพระองค์ดังเช่น ดวงอาทิตย์เวลาเที่ยงวัน ทุกแห่งหนพระองค์เป็นที่รักและนับถืออย่างยิ่ง” ชื่อเสียงของดาวิช โมฮัมหมัดเริ่มแผ่ขยายออกไปกว้างไกล ครอบครัวของพระบาฮาอุลลาห์เมื่อได้ทราบข่าวนี้มีความแน่ใจทันทีว่า ดาวิช โมฮัมหมัด ผู้นี้ต้องมิใช่ใครอื่นใดนอกจากพระบาฮาอุลลาห์ จากนั้น เชค สุลตาน (พ่อตาของออคอเย-กาลิม) ได้เดินทางออกไปตามพระองค์ เขาได้เล่าประสบการณ์และบรรยากาศแห่งความรักของประชาชนที่นั่นที่มีต่อพระบาฮาอุลลาห์ เมื่อเขาได้ไปถึงที่นั่นว่า “ข้าพเจ้าพบว่า ทุกคนที่อาศัยอยู่กับพระองค์ที่นั่นนับแต่อาจารย์จนถึงลูกศิษย์ใหม่ หลงรักและเคลิบเคลิ้มในพระบาฮาอุลลาห์เป็นอย่างยิ่ง และมิได้เตรียมเพ่งพิจารณาว่าวันหนึ่งพระองค์จะต้องจากไป ข้าพเจ้ามั่นใจว่าหากข้าพเจ้าบอกพวกเขาถึงจุดมุ่งหมายที่ข้าพเจ้ามาที่นี่ พวกเขาคงไม่ลังเลที่จะจบชีวิตข้าพเจ้า”

ในขณะที่อํานาจและความรักของพระบาฮาอุลลาห์แผ่ไปทั่วเคอร์ดิสทอน สถานการณ์ของชุมชนบาบีกลับตกต่ำลงเรื่อยๆ มีร์ซา ยาห์ยอ ครุ่นคิดวางแผนคอยแต่จะทําให้ชื่อเสียงพระบาฮาอุลลาห์เสื่อมเสีย ซียิด โมฮัมหมัดได้พาพวกนักเลงอันธพาลไปดักปล้นบรรดาผู้ที่มานมัสการสุสานอิหม่ามฮุสเซนที่เมืองกาบิลายังความเสื่อมเสียให้กับศาสนาของพระบ๊อบเป็นอันมาก ความเสื่อมทรามของการกระทําของเขาได้สร้างมลทินให้แก่เกียรติยศที่วีรบุรุษในอดีตเคยสร้างไว้ มุลลา ฮุสเซน และเพื่อนบาบีทั้งหลายได้สละทรัพย์สมบัติทั้งหมดยกเว้นดาบและม้า วาฮิดได้ละทิ้งบ้านอันหรูหราในเมืองยาซัดและปล่อยให้ศัตรูมาปล้น ฮัทจาทห้ามเพื่อนบาปหาผลประโยชน์จากทรัพย์สมบัติของผู้อื่นถึงแม้จะอยู่ในภาวะอดอยาก เนื่องด้วยพระบ๊อบได้เคยแต่งตั้ง มีร์ซา ยาห์ยอ ให้เป็นผู้นําของชุมชนบาบี ดังนั้นชาวบาบีหลายคนได้พยายามหาตัว มีร์ซา ยาห์ยอ เพื่อแสวงหาการนําทางจากเขา การประพฤติและความรู้ที่ มีร์ซา ยาห์ยอ แสดงต่อชาวบาบี ได้ทําให้พวกเขาหมดความศรัทธาในตัว มีร์ซา ยาห์ยอ ไปตามๆกัน มีร์ซา ยาห์ยอ เองถึงกับสั่งการฆ่าชาวบาบีที่มีชื่อบางคน หนึ่งในจํานวนเหล่านี้คือเดยัน ผู้ซึ่งพระบ๊อบได้ทรงสัญญาเขาไว้ว่าเขาจะได้พบกับ “พระผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าจะแสดงให้ปรากฏ” เป็นคนที่สาม เดยันได้เขียนจดหมายจากอัดเฮอร์เบย์จานมาถึง มีร์ซา ยาห์ยอ เพื่อถามคําถามบางข้อ คําตอบที่ได้รับจาก มีร์ซา ยาห์ยอ ทําให้เดยันมั่นใจทันทีว่า มีร์ซา ยาห์ยอ ไม่มีความรู้ และไม่มีคุณธรรมอะไรเลย จากนั้นเดยันได้เขียนสาส์นเป็นการแฉความโง่เขลาของ มีร์ซา ยาห์ยอ และคัดข้อความจากธรรมนิพนธ์ของพระบ๊อบบางตอนมาลบล้างคํากล่าวอ้างที่ มีร์ซา ยาห์ยอประกาศตนว่าเป็นผู้สืบทอดศาสนาของพระบ๊อบ มีร์ซา ยาห์ยอ โกรธแค้นมากและส่งลูกน้องไปที่อัดเฮอร์เบย์จานเพื่อสังหารเดยัน เมื่อลูกน้องเขาเดินทางไปถึงอัดเฮอร์เบย์จาน ปรากฏว่าเดยันได้ออกเดินทางไปแบกแดด แล้วและได้พบกับพระบาฮาอุลลาห์พอดีที่พระองค์กลับมาจากเคอร์ดิสทอน สัญญาของพระบ๊อบที่ให้ไว้แก่เดยันได้เป็นจริงแล้วเมื่อเขาได้พบพระบาฮาอุลลาห์และทราบถึงฐานะความเป็นศาสนทูตของพระองค์ อย่างไรก็ตามในที่สุดเขาก็ถูกสังหารโดยฝีมือของมีร์ซา ยาห์ยอ ดังกล่าว นี้คือความตกต่ําสุดขีดของชุมชนบาบีในระหว่างที่พระบาฮาอุลลาห์ แยกตัวออกไป 2 ปี จนประชาชนทั้งหลายที่พบพวกเขาตามถนนได้ ใช้วาจาหยาบคายดูถูกพวกเขาและศาสนาที่พวกเขานับถืออยู่ ภาวะ เสื่อมโทรมของชุมชนบาบีที่ไร้ผู้นํานี้ทําให้มีผู้คนไม่น้อยกว่า 25 คน ถึงกับประกาศตนว่าเป็น “พระผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าจะแสดงให้ปรากฏ” สถานการณ์อันน่าเศร้าที่เกิดขึ้นในระหว่าง 2 ปีที่พระบาฮาอุลลาห์หายไป จําเป็นต้องเรียกร้องการกลับมาของพระองค์ดังที่พระบาฮาอุลลาห์ ได้ทรงจารึกไว้ในพระคัมภีร์คีตาบี-อีคานว่า “จากแหล่งอันลึกลับได้ มีเสียงสั่งให้เรากลับไปยังที่ที่เรามา เราละทิ้งความปรารถนาของเรา เพื่อความปรารถนาของพระองค์ และยอมจํานนต่อคําสั่งของพระองค์” มีร์ซา ยาห์ยอ เองตระหนักดีในสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้การเป็นผู้นําของ เขาได้ถึงกับเขียนจดหมายขอร้องให้พระบาฮาอุลลาห์กลับมา ญาติ พี่น้องและมิตรสหายของพระบาฮาอุลลาห์ต่างวิงวอนเรียกร้องการ กลับมาของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกชายวัย 12 ขวบของพระ องค์คือพระอับดุลบาฮา ความทุกข์โศกและความเปล่าเปลี่ยวได้ กลืนวิญญาณของพระอับดุลบาฮาตั้งแต่การจากไปของพระบาฮาอุล ลาห์จนวัยเด็กของพระองค์ได้กลายเป็นความชรา ในที่สุดพระบาฮา อลลาห์ ได้อําลานักบวชมุสลิมและมิตรสหายทั้งหลายที่สเลมานิเยห์ และเดินทางมาตามริมฝั่งแม่น้ำไทกริสพร้อมกับเชค สุลต่าน กลับมา ถึงแบกแดดในวันที่ 19 มีนาคม ค.ศ.1856

การกลับมาครั้งนี้ของพระบาฮาอุลลาห์ ได้บ่งบอกถึงการเปลี่ยน แปลงอันยิ่งใหญ่ในศตวรรษแรกของศาสนาบาไฮ โชคชะตาคะ ที่แห้งงวดลงไปสุดขีดได้สาดเคลื่อนกลับขึ้นมาใหม่ ถึงแม้พระบาฮาอุลลาห์มิได้เปิดเผยฐานะของพระองค์ กระนั้นชาวบาบีทั้งหลายได้ หันมายึดมั่นอยู่กับพระองค์ พวกเขาเชื่อว่าพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่สามารถค้ําจุนความมั่นคงและบูรณภาพของศาสนาไว้ได้ ช่วงเวลาอีก 7 ปในแบกแดดนี้ชุมชนบาบีได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่และค่อย ๆ เติบโต ขึ้น และเป็นช่วงเวลาที่มีร์ซา ยาหยอหมดอิทธิพลโดยสิ้นเชิง เป็นช่วง เวลาที่บารมีของศาสนาประเทืองขึ้นอย่างมากมาย หลักศีลธรรมของ ศาสนาได้รับการปฏิรูปใหม่ ธรรมนิพนธ์ของศาสนาได้รับการส่งเสริม อย่างมหาศาล และชัยชนะของศาสนาที่มีต่อศัตรูเป็นที่ยอมรับอย่าง กว้างขวาง บรรดาผู้ที่นิยมนับถือพระองค์มากมายจากสุเลมานนิเยห์ ได้ตามมาพบพระบาฮาอุลลาห์ที่แบกแดด ผู้นําศาสนาจํานวนมากใน แบกแดดได้ขอเข้าพบพระองค์พร้อมกับปริศนาธรรมต่าง ๆ พวกเขา ได้รับคําอธิบายอันเป็นที่พอใจและสมัครเป็นสาวกของพระองค์ กิตติ คุณและความประพฤติของพระองค์ที่ได้รับการรับรองโดยผู้นําศาสนา ที่มีชื่อเสียงเหล่านี้ ได้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นให้กับข้าราชการชั้น สูง นักประพันธ์ ผู้มีชื่อเสียงต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในแบกแดดหรือเดิน ทางผ่านมา หลังจากที่ได้ติดต่อกับพระองค์พวกเขาได้ช่วยกันกระจายชื่อ เสียงของพระองค์ออกไปกว้างไกล ประชาชนที่เคยดูถูกชาวบาบีใน ช่วง 2 ปีที่พระบาฮาอุลลาห์ ไม่อยู่ได้เริ่มเงียบสงบลง พวกเขาบางคน แสร้งทําเป็นว่ามีความเคารพพระองค์ ในขณะที่บางคนได้เข้ามาเป็น สาวกของพระองค์ และหนึ่งในจํานวนเหล่านี้ได้ถึงกับอวดโม้ว่าเขา ได้เป็นสาวกของพระองค์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1834 (ก่อนพระบ๊อบประกาศ ศาสนา 10 ปี) ภายในเวลาไม่กี่ปีหลังจากที่พระบาฮาอุลลาห์ ได้กลับ มาจากสุเลมานนิเยห์สถานการณ์ ได้เปลี่ยนแปลงโดยสมบูรณ์ บ้านของพระองค์ได้กลายเป็นศูนย์รวมของบรรดาผู้แสวงหา ผู้เยี่ยมเยียน และผู้นมัสการจํานวนมากมายมีทั้งชาวเคริด ชาวอาหรับ ชาวเปอร์เซีย ชาวเติร์ค ทั้งมุสลิม คริสเตียนและชาวยิว ยิ่งไปกว่านั้นบ้านของพระองค์ ยังเป็นที่พึ่งสําหรับข้าราชการต่าง ๆ ที่ถูกกดขี่โดยความอยุติธรรมผู้ ซึ่งเข้ามาแสวงหาความช่วยเหลือจากพระองค์ ในเวลาเดียวกันชาวบาบี ในเปอร์เซียได้หลั่งไหลกันมามากมายเพื่อที่จะพบพระองค์ จํานวน หนึ่งเหล่านี้ได้แก่ลูกพี่ลูกน้องของพระบ๊อบ 4 คน, ฮาจี มีร์ซา ซีผิด โมฮัมหมัด (ลุงอีกคนหนึ่งของพระบ๊อบ), หลานสาวของกษัตริย์ฟาห์อาลี ชาห์ ผู้ที่เคยมีความชื่นชมในตัวทอเฮเรย์, นาบิล อัคบาร์ผู้มีความ รู้สง, มุลลา ซาดิคผู้ที่ถูกทรมานในเมืองชีราซพร้อมกับคุดดุส, มุลลา บอเคอร์ (พยัญชนะแห่งการมีชีวิต), ซียิด อัสซาดุลลา (เดยัน), มีร์ซา โมฮัมหมัด อาลียี เนรี ซึ่งลูกสาวของเขาได้แต่งงานกับพระอับดุลบา ฮา ภายหลัง, ซียิด อิสมาอิล ซาวอรีย์, ฮาจี โมฮัมหมัด-ตาดี ผู้รอดชีวิต จากการต่อสู้ที่เนริซและถูกทรมานจนกระทั่งภรรยาของ เซนูล ฮาบิดิน คานทนไม่ได้และช่วยเหลือให้เขาหนีไป บรรดาผู้ที่อวดอ้างตนว่า เป็น “พระผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าจะแสดงให้ปรากฏ” ได้มาขอเข้าพบพระบา ฮาอุลลาห์เพื่อสารภาพผิดและขออภัยจากพระองค์ เจ้าชายผู้มีชื่อเสียงแห่งเปอร์เซียทั้งหลายที่ถูกเนรเทศได้มานั่งที่แทบเท้าของพระองค์ เศรษฐีชาวเปอร์เซียสองคนที่อยู่ในแบกแดดได้มอบสิทธิให้แก่พระ

บาฮาอุลลาห์ใช้จ่ายทรัพย์สินของพวกเขาตามต้องการแต่พระองค์ม “ได้สนใจสมบัติเหล่านั้น พระองค์ใช้ชีวิตอย่างธรรมดาและง่าย ๆ ที่สุด ครั้งหนึ่งพระองค์ ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าจะเปลี่ยน พระองค์นําเสื้อผ้าไปซัก รอให้แห้งและนํามาใส่ใหม่ กงศุลอังกฤษประจําเมืองแบกแดดผู้ ซึ่งไม่ทราบฐานะของพระบาฮาอุลลาห์ ได้มีจดหมายติดต่อกับพระองค์ อย่างสนิทสนม มาเยี่ยมพระองค์ด้วยตนเองและเสนอให้พระองค์เปลี่ยน สัญชาติเป็นคนอังกฤษเพื่อจะได้ปลอดภัยจากศัตรู เขายินดีที่จะส่ง ข่าวสารทุกอย่างที่พระองค์ต้องการติดต่อกับพระราชินีวิคตอเรีย เขา เสนอย้ายที่อยู่ให้พระองค์ไปที่ประเทศอินเดียหรือประเทศอื่น ๆ ตามที่ พระองค์ปรารถนา อย่างไรก็ตามพระบาฮาอุลลาห์ทรงปฏิเสธข้อเสนอทั้ง หมด เหล่านี้คือพลังแห่งความศรัทธาที่ประชาชนจากทุกชนชั้น ทุกสังคม ให้การต้อนรับศาสนาใหม่นี้อย่างไม่เคยมีมาก่อนแม้แต่ในครั้งที่พระ บ๊อบอยู่ที่เมืองอิสฟาฮัน ที่ทาบริซหรือชีห์ริค

ไม่มีการสาธิตอํานาจของพระบาฮาอุลลาห์อันใดได้ดีไปกว่า การที่พระองค์ได้เปลี่ยนแปลงรูปโฉมของชุมชนของพระองค์ ถึง แม้พระองค์จะเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นบาบีคนหนึ่งและถึงแม้บัญญัติ ทั้งหลายในพระคัมภีร์บายันยังถือว่ามีผลบังคับและละเมิดไม่ได้ กระ นั้นพระองค์สามารถพร่ําสอนมาตรฐานศีลธรรมใหม่ที่ไม่ลงรอยกับพระ คัมภีร์บายันแต่เป็นหลักธรรมที่ประเสริฐกว่า หลักธรรมมูลฐานของ พระบ๊อบที่ถูกทําให้มืดมน ถูกละเลยหรือแสดงออกอย่างผิด ๆ ได้รับ การชี้แจงอย่างแจ่มแจ้งโดยพระบาฮาอุลลาห์ การแยกศาสนาออกจาก ทุกรูปแบบของกิจกรรมการเมืองและการสมาคมอย่างลับ ๆ การเน้นหลักธรรมเกี่ยวกับการไม่ใช้ความรุนแรง การห้ามการปลุกปั่นความไม่ สงบทุกรูปแบบ ห้ามนินทา ห้ามการล้างแค้นและการถกเถียงโต้แย้ง การเน้นความเมตตา การถ่อมตัว ความเคร่งครัดศาสนา ความซื่อสัตย์ ความบริสุทธิ์ ความยุติธรรม ความอดทน ความมีไมตรีจิต การศึกษา ศิลปะและวิทยาศาสตร์ การเสียสละ ความมั่นคงแน่วแน่และยอมจํานน ต่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า นี้คือลักษณะสําคัญของจริยธรรม ที่เปิดเผยโดยปากกาของพระบาฮาอุลลาห์ในปีเหล่านี้ พระอับดุลบาฮา ได้ทรงยืนยันว่า “หลังจากที่พระบาฮาอุลลาห์ ได้เสด็จกลับมา พระองค์ ทรงใช้ความพยายามอย่างพากเพียรยิ่งในการให้การศึกษาและอบรม ชุมชนนี้ ในการปฏิรูปกริยามารยาท ในการควบคุมธุรกิจทั้งหลายและกู้ โชคชะตาของชุมชน ภายในเวลาไม่นานความยุ่งยากและความชั่วร้าย เหล่านั้นได้ถูกดับไป ความสันติและความสงบได้ครอบงําหัวใจของ มนุษย์ทั้งหลาย…เมื่อหลักธรรมมูลฐานได้รับการสถาปนาในหัวใจของ ประชาชนเหล่านี้ ในทุกแห่งหนพวกเขาปฏิบัติด้วยความสุขุมอย่างที่ โดยการประเมินของเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย พวกเขาเป็นผู้มีชื่อเสียงเกี่ยว กับความสมบูรณ์ของกิตติคุณ ความมั่นคงของหัวใจ ความบริสุทธิ์ ของแรงจูงใจ ความน่าสรรเสริญของการกระทําและความเป็นเลิศของ ความประพฤติของพวกเขา” ความประเสริฐในคําสั่งสอนของพระบาฮา อุลลาห์อาจแสดงให้เห็นได้ดีที่สุดเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งได้รายงานพระ องค์ว่า เขามีความลังเลที่จะลงโทษอาชญากรคนหนึ่งที่มีความอุทิศต่อ พระองค์และได้รับคําตอบว่า “จงบอกเขาว่าไม่มีใครในโลกนี้สามารถ อ้างว่ามีความสัมพันธ์กับเรา เว้นแต่บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามตัวอย่างเรา ทั้งในการกระทําและความประพฤติทั้งหมดของพวกเขา อย่างที่ประ ชาชนทั้งหมดบนโลกไม่สามารถห้ามพวกเขาจากการกระทําหรือการ พูดที่เหมาะสมและบังควร” ชาวบาบีทั้งหลายได้ระวังความประพฤติปฏิบัติของพวกเขาเป็นอย่างยิ่งเพื่อชําระจิตใจของพวกเขาให้บริสุทธิ์ และเมื่อใครปฏิบัติสิ่งที่ผิดไปจากมาตรฐานที่พระบาฮาอุลลาห์สั่งสอน พวกเขาจะว่ากล่าวตักเตือนกัน และในกรณีจําเป็นพวกเขาถึงกับเฆี่ยน ตีกันเองตามระดับความรุนแรงที่กระทําผิด ในช่วงเวลาเหล่านี้พวกเขามี ความปิติอย่างท่วมท้นและจมลึกลงไปในความรักของพระบาฮาอุล ลาห์จนพวกเขาลืมแม้แต่ชื่อตัวเอง รองเท้า เสื้อคลุมและเครื่องใช้ ต่าง ๆ พวกเขาจําไม่ได้ว่าอันไหนเป็นของใคร ความปิติต่อความรัก ของพระบาฮาอุลลาห์นี้ได้ท่วมท้นหัวใจของชาวบาบีคนหนึ่งชื่อซียิด อิสมาอิล ซาวอรอย่างสุดขีด เขาได้รับใช้พระบาฮาอุลลาห์ โดยทํา หน้าที่ปัดกวาดทางเดินเข้าบ้านของพระองค์ แทนที่จะใช้ไม้กวาดเขา กลับใช้ผ้าโพกศีรษะของเขาที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่สืบเชื้อสายมา จากพระโมฮัมหมัดปัดกวาดทางเดินและเก็บฝุ่นที่พระบาฮาอุลลาห์ ห่อไว้ในเสื้อคลุมของเขา ด้วยกลัวว่าฝันอันศักดิ์สิทธิ์นี้จะถูกผู้อื่นเหยียบย่ํา เขาได้นําฝุ่นนั้นไปทิ้งที่ริมแม่น้ำ มหาสมุทรแห่งความรักได้ซัดอยู่ ในวิญญาณของเขาจนมาถึงจุดหนึ่งที่เขาไม่กินอาหารและไม่หลับ นอนเป็นเวลา 40 วัน จนในที่สุดด้วยความไม่สามารถเหนี่ยวรั้งความรัก นั้นไว้ได้ เขาได้ไปที่ริมฝั่งแม่น้ำไทกริส หันหน้าไปสู่บ้านของพระบา ฮาอุลลาห์และเชือดคอตัวเองถึงแก่ความตาย

ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งในช่วงเวลาเหล่านี้คือธรรมนิพนธ์อันท่วมท้นที่พระบาฮาอุลลาห์ ได้ทรงเปิดเผย ช่วงสองปีแรกที่พระองค์กลับมาจากสุเลมานิเยห์ บทกลอนที่มิได้รับการบันทึกได้หลั่งไหล ออกมาจากริมฝีปากของพระองค์ โดยเฉลี่ยแล้วภายในชั่วเวลาหนึ่งวัน กับหนึ่งคืนมีจํานวนเท่ากับบทกลอนในพระคัมภีร์กุรอ่านทั้งเล่ม สํา หรับบทกลอนทั้งหลายที่พระองค์ทรงจารึกเองหรือเลขานุการเป็นผู้ บันทึกได้ครอบคลุมความรู้สาขาวิชามากมาย แต่อนิจจาบทกลอนส่วน ใหญ่เหล่านี้ได้สูญเสียไปอย่างเรียกคืนมาไม่ได้ บทกลอนจํานวนนับ แสนบทซึ่งส่วนใหญ่จารึกโดยมือของพระองค์เองถูกโยนทิ้งลงไป ในแม่น้ำโดยคําสั่งของพระองค์โดยพระองค์ทรงกล่าวว่า “ในเวลานี้ ไม่มีใครคู่ควรที่จะได้ยินบทเพลงเหล่านี้” มิใช่เพียงครั้งหรือสองครั้ง แต่เป็นจํานวนนับครั้งไม่ถ้วนที่มีร์ซา อาคา จอนได้รับคําสั่งจากพระบาฮา อุลลาห์ให้โยนบทกลอนเหล่านั้นทิ้งลงไปในแม่น้ำ โมฮัมหมัด กาลิม ชาวเมืองชีราซซึ่งเคยเห็นพระบ๊อบเปิดเผยบทกลอน หลังจากที่ได้เห็น การเปิดเผยบทกลอนของพระบาฮาอุลลาห์ด้วยตนเอง ได้พิจารณาว่า สิ่งนี้คือข้อพิสูจน์อย่างเพียงพอในความเป็นศาสนทูตของพระองค์ และไม่จําเป็นต้องมีข้อพิสูจน์อื่นใดอีก และเป็นพยานว่าบทกลอนที่ เปิดเผยโดยพระบาฮาอุลลาห์เหนือกว่าของพระบ๊อบทั้งในด้านความ รวดเร็วของการเขียน ความคล่องที่บทกลอนหลั่งไหล ความแจ่มแจ้ง ความลึกซึ้ง และความหวานของบทกลอน พระบาฮาอุลลาห์ทรงเน้นถึง ฐานะอันสูงสุดของการเปิดเผยศาสนาของพระองค์เมื่อเปรียบเทียบ กับศาสนาที่นํามาก่อนและยืนยันว่า2 “ถ้าประชาชนทั้งหมดของโลก ได้รับการประสิทธิ์ประสาทด้วยอํานาจและคุณลักษณะที่กําหนดไว้ให้ พยัญชนะแห่งการมีชีวิตทั้งหลายผู้เป็นสาวกที่ได้รับเลือกของพระบ๊อบ ซึ่งฐานะของพวกเขารุ่งโรจน์กว่าฐานะที่บรรลุถึงโดยสาวกทั้ง หลายในอดีต 10,000 เท่า และถ้าหากประชาชนเหล่านั้นลังเลแม้เพียง ชั่วพริบตาเดียวที่จะยอมรับแสงสว่างแห่งการเปิดเผยศาสนาของเรา ความศรัทธาของพวกเขาจะไม่มีประโยชน์อันใดเลยและพวกเขาจะ ได้รับการพิจารณาเป็นพวกไม่มีศาสนา” “การหลั่งไหลของพระกรุณา ของพระผู้เป็นเจ้าในศาสนานี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ ถ้ามือของมนุษย์ ไวพอที่จะบันทึกมันได้ ภายในชั่วเวลาหนึ่งวันและหนึ่งคืนจะมีบท กลอนหลั่งไหลออกมาเท่ากับพระคัมภีร์บายันทั้งเล่ม” พระคัมภีร์ที่สําคัญ ที่สุดของพระองค์ที่เปิดเผยในแบกแดดซึ่งแท้จริงแล้วเป็นพระคัมภีร์ ที่สําคัญที่สุดกว่าพระคัมภีร์ทั้งหมดยกเว้นพระคัมภีร์คีตาบี-อัคคัส นั่นคือ พระคัมภีร์คีตาบี-อีคาน (พระคัมภีร์แห่งความมั่นใจ) ซึ่งพระองค์ใช้เวลา สองวันสองคืนเปิดเผยเป็นจํานวน 200 หน้า ในพระคัมภีร์นี้ได้วาดโครง ร่างแผนของการไถ่บาปของพระผู้เป็นเจ้า ประกาศอย่างชัดเจนถึงความ เป็นอันหนึ่งเดียวกันของพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นแหล่งของการเปิด เผยศาสนาทั้งหมด เป็นพระผู้ทรงอํานาจ พระผู้ทรงรอบรู้อันไม่มีขีด จํากัด พระผู้มีอาจเป็นที่หยั่งรู้ได้ ยืนยันถึงความสัมพันธ์ของสัจจะ ทางศาสนาและความต่อเนื่องของการเปิดเผยศาสนาจากสวรรค์ ความ เป็นหนึ่งอันเดียวกันของพระศาสดาทั้งหลายและคําสั่งสอนของพระ องค์ ประณามความตาบอดและความวิปริตของนักบวชในทุกยุคสมัย ให้ ความกระจ่างบทกลอนทั้งหลายที่มีความหมายเป็นเชิงเปรียบเทียบ และลึกลับที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล พระคัมภีร์กุรอ่านและคําพยา กรณ์ของพระโมฮัมหมัดที่ได้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ความสงสัย และความเป็นปรปักษ์ ซึ่งได้แบ่งแยกสาวกทั้งหลายของศาสนาของ โลกออกจากกันมาเป็นเวลานาน ระบุถึงเงื่อนไขอันจําเป็นสําหรับผู้ แสวงหาที่แท้จริงที่จะบรรลุความสําเร็จในการแสวงหา สาธิตความประ เสริฐและความสําคัญของการเปิดเผยศาสนาของพระบ๊อบ ทํานายถึง ชัยชนะที่จะมีต่อทั่วโลกที่พระบ๊อบได้ทรงสัญญาไว้ให้แก่สาวก ยืน ยันความบริสุทธิ์ของพระนางแมรี่ สรรเสริญบรรดาอิหม่ามที่สืบทอด ศาสนาต่อจากพระโมฮัมหมัด เปิดเผยความหมายของพจน์ที่เป็นสัญ ลักษณ์เช่น “การเสด็จกลับมา” “การฟื้นคืนชีพ” “ตราประทับของพระ ศาสดา” “วันแห่งการพิพากษา” สาธกเกี่ยวกับช่วงเวลาที่กําหนดให้ ไว้แต่ละศาสนาสําหรับการนําทางมนุษยชาติ อาจกล่าวได้ว่าเฉพาะ

พระคัมภีร์นี้เล่มเดียว โดยการปัดกวาดอุปสรรคทั้งหลายที่คงอยู่มาเป็น เวลานานที่ได้สร้างความแตกแยกให้แก่ศาสนาอันยิ่งใหญ่ของโลก ได้วางรากฐานอันมิอาจทําลายได้สําหรับการปรองดองกันอย่างสมบูรณ์ ของสาวกของศาสนาต่าง ๆ ถัดจากเล่มนี้คือพระคัมภีร์ที่เป็นที่รวม ของพระวจนะอันล้ําค่าที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงเปิดเผยขณะอยู่ในภาวะ สมาธิที่ริมฝั่งแม่น้ำไทกริสนั่นคือ “พระวจนะเร้นลับ” ซึ่งความสําคัญ ที่พระคัมภีร์นี้ได้ถ่ายทอดพลังให้แก่จิตวิญญาณของมนุษย์ทั้งหลาย สามารถพินิจพิจารณาได้ดีที่สุดจากโวหารที่แสดงอยู่ในบทเริ่มต้น “นี้ คือสิ่งที่สืบมาจากอาณาจักรแห่งความรุ่งโรจน์ซึ่งกล่าวโดยลิ้นแห่งอานุ ภาพและอํานาจ และได้เปิดเผยไว้ต่อพระศาสดาทั้งหลายในอดีต เราได้นําสาระภายในของถ้อยคําเหล่านั้นมาตกแต่งด้วยอาภรณ์แห่ง ความกระทัดรัดเป็นดั่งสัญลักษณ์ของความกรุณาต่อผู้มีธรรม เพื่อว่า พวกเขาจะได้ซื่อสัตย์ต่อพระกติกาของพระผู้เป็นเจ้า จะได้เป็นที่ไว้ วางใจของพระองค์ และได้รับสิ่งล้ําค่าของพระผู้เป็นเจ้าในอาณาจักร แห่งธรรม” นอกเหนือจากคัมภีร์อันหาที่เปรียบมิได้สองเล่มนี้แล้วยังมี คัมภีร์อื่น ๆ ที่เปิดเผยเพิ่มเติมโดยพระบาฮาอุลลาห์เช่น “หุบเขาทั้ง เจ็ด” “หุบเขาทั้งสี” “Tablet of the Holy Mariner” “Book of River” “City of Radiant Acquiescence” “The City of Unity”Surih of the Omnipotent” “The Exalted Letters” “Tablet of the Maiden” “Tablet of the Verse of Light” “Tablet of Test” “The Essence of Mysteries”

หลักฐานต่าง ๆ ขอบเขตและอานุภาพของพระบาฮาอุลลาห์ที่ แผ่กว้างออก เกียรติของพระองค์ที่รุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยน แปลงสภาพอย่างอัศจรรย์ที่หลักธรรมและตัวอย่างของพระองค์มีผล ต่อชาวบาบีทั้งหลายทั้งในแบกแดดจนไปถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเปอร์เซีย ความรักของเพื่อนบาบีที่ทุ่มเทให้แก่พระองค์ ธรรมนิพนธ์จํานวนมหา ศาลที่หลั่งไหลออกมาจากปลายปากกาของพระองค์ทั้งกลางวันและ กลางคืน ไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะจุดเปลวไฟที่เป็นปรปักษ์ที่คุอยู่ ในอกของศัตรู เชค อับดุล-ฮุสเซน นักบวชผู้มีเล่ห์เหลี่ยมและ หัวดื้อ ซึ่งความอิจฉาของเขาที่มีต่อพระบาฮาอุลลาห์ ไม่มีสิ่งใดเทียบได้ นอกจากความสามารถของเขาในการกระพือความชั่วร้ายในหมู่คน ชั้นสูงและคนต่ําต้อย ทั้งชาวอาหรับและชาวเปอร์เซีย เขาคือผู้ที่พระ บาฮาอุลลาห์ทรงประณามว่า “ได้ชักดาบแห่งอัตตาของเขาขึ้นต่อต้าน พระผู้เป็นเจ้า ”และ“วิญญาณของเขามีซาตานคอยกระซิบที่ขาถูก ส่งมาโดยกษัตริย์นาเซริดินชาห์ ประมาณปี ค.ศ.1858 และรอโอกาส อยู่จนกระทั่งในปี ค.ศ.1860 มีร์ซา บูเซอร์ คานได้รับแต่งตั้งเป็นกงศุล เปอร์เซียประจําแบกแดดซึ่งมีข่าวลือล่วงหน้าว่าเขาถูกส่งมาโดยจุด มุ่งหมายเดียวกันคือกําจัดชุมชนบาบี เริ่มแรกมีร์ซา บูเซอร์ คานได้ รายงานเท็จเกี่ยวกับพระบาฮาอุลลาห์และชาวบาบีไปยัง มุสตาฟา นูร์ พาชาและขอกําลังเพื่อจับกุมวายร้ายเหล่านี้นําตัวกลับไปประเทศเปอร์ เซีย มุสตาฟา นูร์ พาชาผู้ซึ่งเคยได้ยินกิตติศัพท์ของพระบาฮาอุล ดาห์จากอับดุลลา พาชา แห่งสุเลมานนิเยห์ มิได้เชื่อรายงานและ แกล้งทําเป็นไม่รู้ เขาขอให้มีร์ซา บูเซอร์ คาน เจาะจงรายชื่อบุคคลทั้งหลายที่ต้องการจับกุมและพบว่าบุคคลที่มีร์ซา บูเซอร์ คานระบุมา นั้นล้วนเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมและเป็นที่นับถือของประชาชนเมือง แบกแดด เขาปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือใด ๆ กับมีร์ซา บูเซอร์ คาน ในที่สุดมีร์ซา บูเซอร์ คานได้อ้างเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นว่า “พวกนั้นเป็น ศัตรูต่อศาสนาของเราและศาสนาของท่าน” มุสตาฟา นูร์ ฟาชา ได้ ตอบกลับไปว่า “ถ้าเช่นนั้นเรานับถือกันคนละศาสนา” หลังจากที่ความ พยายามครั้งแรกล้มเหลว เชค อับดุล-ฮุสเซนได้แต่งความฝันขึ้นเพื่อ หวังยั่วยุประชาชน ครั้งแรกเขาเล่าความฝันว่า “ข้าพเจ้ายืนอยู่กับกษัตริย์ ชาห์และมีคัมภีร์เล่มหนึ่งแกว่งอยู่บนศีรษะของกษัตริย์ชาห์ ซึ่งบท กลอนในคัมภีร์กุรอ่านได้รับการจารึกเป็นภาษาลาติน การกระทํานี้มา จากชาวบาบี กษัตริย์ชาห์ ได้กล่าวว่าชาวบาบีต้องรับผิดชอบต่อการกระ ทําอันหมิ่นประมาทนี้และต้องถูกประหารด้วยดาบ” เขาเล่าความฝัน ครั้งที่สองของเขาว่า “ข้าพเจ้ากําลังขี่ม้าไปยังเมืองเตหะรานและถูก ชาวบาบีจับกุมระหว่างทาง ชาวบาบีผู้นั้นมีขวดเลือดอยู่ในมือและสาด เลือดมาบนตัวเขา” เขาได้แปลความฝันครั้งนี้ว่าความพยายามของ เขาที่จะกําจัดชาวบาบีจะได้รับการโห่ร้องยินดีจากกษัตริย์และถูกเรียก ตัวไปเมืองเตหะราน แต่ชาวบาบีจะฆาตกรรมเขา การตายของเขาจะ ทําให้ประชาชนโกรธแค้นและร่วมมือกันขจัดชาวบาบีทั้งหมด ลูก น้องคนหนึ่งของเชค อับดุล-ฮุสเซน ได้เล่าความฝันนี้ให้พระบาฮา อุลลาห์ฟัง พระองค์ทรงตอบว่าฝันครั้งแรกนั้นหมายความว่า แหล่งที่ มาของศาสนาของพระบ๊อบเป็นแหล่งเดียวกันกับที่มาของคัมภีร์กุรอ่าน เกี่ยวกับความฝันครั้งที่สองพระองค์ได้บอกว่า ขอให้เชค อับดุบ-ฮุสเซน วางใจได้ว่าจะไม่มีบาบีคนไหนทําร้ายเขาและเขาจะไม่ได้รับเกียรติ เหมือนในฝัน พระบาฮาอุลลาห์ทรงบอกผ่านลูกน้องของเขาให้เขา ละทิ้งความฝันอันฟุ้งซ่านเหล่านี้และให้มาพบพระองค์ซึ่งเป็นหัวหน้าชุมชนบาบีด้วยตนเอง เชค อับดุล-ฮุสเซนยินดีที่ได้นัดพบพระบาฮาอุลลาห์ แต่เมื่อถึงชั่วโมงนัดหมายเขาไม่โผล่หน้ามาและยังคงครุ่น คิดวางแผนต่อไป พวกเขาได้พยายามต่อไปโดยการส่งคนไปยุแหย่ พระบาฮาอุลลาห์เพื่อหวังให้พระองค์โมโหและมีปฏิกิริยาโต้ตอบเพื่อจะ ได้ใช้เป็นข้ออ้างในการจับกุมพระองค์แต่ก็ประสบความล้มเหลว ผู้ หวังดีทั้งหลายที่ทราบเจตนาของมีร์ซา บูเซอร์ คานพยายามตักเตือน พระบาฮาอุลลาห์ให้ระวังภัยอยู่เสมอแต่พระองค์ทรงตอบเหมือนกัน ทุกครั้งว่า พระองค์มอบความไว้วางใจให้แก่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้า คือผู้คุ้มครองที่ดีที่สุด พระบาฮาอุลลาห์ทรงออกไปไหนมาไหนตาม ลําพังเสมอทั้งกลางวันกลางคืนโดยไม่เกรงกลัวอันตราย ซึ่งในขณะ เดียวกัน มีร์ซา ยาห์ยอได้ปลอมตัวเป็นคนขายรองเท้าเพราะความขลาด ต่อมา มีร์ซา บูเซอร์ คาน ใช้มาตรการรุนแรงยิ่งขึ้นโดยจ้างมือปืนชื่อริดา ไปฆ่าพระบาฮาอุลลาห์ ริดาได้ลอบเข้าไปขณะที่พระบาฮาอุลลาห์อยู่ บริเวณสถานที่อาบน้ำสาธารณะ เมื่อพระองค์เดินใกล้เข้ามาหาเขา ความกล้าได้เปลี่ยนเป็นความกลัวจนปืนหลุดจากมือ พระบาฮาอุลลาห์ สั่งให้ ออคอเย-กาลิม หยิบปืนส่งให้ริดา เขาเสียใจอย่างมากและหนีออกไป ความพยายามที่ล้มเหลวติดต่อกันหลายครั้งทําให้เชค อับดุบ-ฮุสเซนหันมาใช้วิธีการใหม่โดยรายงานไปยังกษัตริย์ชาห์ว่าพระบาฮาอุล ลาห์รวบรวมพลไว้ 100,000 คน มีการติดต่ออย่างลับ ๆ กับผู้นําระ ดับต่างๆ ในประเทศเปอร์เซียและพร้อมจะเข้าทําการปฏิวัติ รายงาน นีทําให้กษัตริย์ชาห์ออกคําสั่งมอบอํานาจให้เขาขอความช่วยเหลือจากอิหม่ามชาวเปอร์เซียทั้งหมดที่อยู่ในเมืองนาจาฟและกาบิลา บรรดาอิ หม่ามเหล่านั้นได้สนองตอบคําสั่งนี้ทันทีเพื่อหวังประจบประแจงกษัตริย์ ชาห์ พวกเขาตั้งใจจะประกาศสงครามศักดิ์สิทธิ์และบุกเข้าโจมตี ชาวบาบีทั้งหลายแต่ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อเชค เมอร์ทาเดย์ แอน ซอรีผู้เป็นหัวหน้าของพวกเขาผู้ซึ่งมีความฉลาด เที่ยงธรรมและเคร่ง ครัดศาสนา ได้ปฏิเสธแผนการของพวกเขา พระอับดุลบาฮาได้ทรง กล่าวพาดพิงถึงเชค เมอร์ทาเดย์ แอนซอว่าเป็น “ตราประทับของผู้ แสวงหาความจริงทั้งหลาย” เมื่อใครก็ตามถามเขาเกี่ยวกับพระบา ฮาอุลลาห์ เชค เมอร์ทาเดย์ แอนซอรีจะตอบว่า “จงไปค้นหาความจริง ด้วยตัวท่านเอง” ต่อมาเชค เมอร์ทาเดย์ แอนซอรีได้ส่งตัวแทนไป พบพระบาฮาอุลลาห์เพื่อแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและปรารถนา ที่จะช่วยปกป้องพระองค์ บรรดาอิหม่ามเหล่านั้นยังไม่ละความพยายาม พวกเขาส่งตัวแทนชื่อมุลลา ฮาซัน อามูกับคําถามมากมายไปพบพระ บาฮาอุลลาห์ หลังจากที่ได้รับคําตอบครบถ้วนสมบูรณ์จากพระบาฮา อุลลาห์ มุลลา ฮาซัน อามูได้ยืนยันว่าบรรดาอิหม่ามทั้งหลายยอมรับ ความรู้ของพระองค์แต่ต้องการให้พระองค์แสดงปาฏิหาริย์เพื่อพิสูจน์ ฐานะของพระองค์ พระบาฮาอุลลาห์ทรงตอบว่า “ถึงแม้เจ้าไม่มีสิทธิ์ ที่จะขอเช่นนี้ เพราะพระผู้เป็นเจ้าจะเป็นผู้ทดสอบสิ่งมีชีวิตที่พระองค์ สร้างขึ้น มิใช่พวกเขาจะมาทดสอบพระองค์ แต่เอาเถิดเรายอมรับคํา ขอนี้บรรดาอิหม่ามทั้งหลายจงประชุมกันและเลือกปาฏิหาริย์อย่าง หนึ่ง และจงบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่า หลังจากการแสดงปาฏิหาริย์นี้ แล้วพวกเขาต้องไม่มีความสงสัยในตัวเราอีกต่อไปและพวกเขาทั้ง หมดจะยอมรับสัจจธรรมของศาสนาของเรา ขอให้พวกเขาปิดผนึก กระดาษแผ่นนี้แล้วนํากลับมามอบให้เรา เกณฑ์ที่ยอมรับต้องเป็นดังนี้ ถ้าปาฏิหาริย์ได้ปรากฏขึ้นพวกเขาจะต้องไม่สงสัยอีกต่อไป แต่ถ้าไม่เราจะถูกตัดสินว่าเป็นผู้หลอกลวง” คําท้าทายอันชัดเจนและกล้าหาญนี้ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติการณ์ของศาสนา เป็นที่พอใจอย่างยิ่งของมุลลา ฮาซัน อามู เขาลุกขึ้นจูบเข่าของพระบาฮาอุลลาห์ และกลับไปหาเพื่อนอิหม่ามของเขา สามวันต่อมามุลลา ฮาซัน อามู ส่งข่าวมาถึงพระบาฮาอุลลาห์ว่าบรรดาอิหม่ามได้ประชุมกันแล้วไม่ สามารถตัดสินใจได้และยกเลิกเรื่องนี้ไป มุลลา ฮาซัน อามูละอายความ ประพฤติของเพื่อนอิหม่ามของเขาและอับอายอย่างยิ่งจนไม่กล้าไป พบพระบาฮาอุลลาห์อีก เขาเดินทางออกจากกาบิลาไปยังเปอร์เซีย และประกาศความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้พร้อมทั้งชี้ให้เห็นความขลาด ของอิหม่ามเหล่านั้น พระอับดุลบาฮาได้ทรงจารึกไว้ในธรรมนิพนธ์ หนึ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “ถ้าเราตรวจสอบพระคัมภีร์ไบเบิ้ลอย่าง รอบคอบ เราจะเห็นว่าพระศาสดาของพระผู้เป็นเจ้าไม่เคยกล่าวต่อผู้ที่ปฏิเสธพระองค์ว่า : “เราพร้อมที่จะแสดงปาฏิหาริย์ใดก็ตามที่ท่าน ปรารถนาและจะยอมรับการทดลองใดก็ตามที่ท่านเสนอ” แต่ในสาส์นถึงกษัตริย์ชาห์ พระบาฮาอุลลาห์ทรงกล่าวอย่างชัดเจนว่าะจงรวบ รวมบรรดาอิหม่ามและเรียกเราไป เพื่อว่าหลักฐานและข้อพิสูจน์ทั้ง หลายจะเป็นที่ประจักษ์

ช่วงเวลา 7 ปีแห่งความสําเร็จอย่างต่อเนื่องของการสร้างความ แข็งแกร่งให้กับชุมชนบาบีเริ่มใกล้จะสิ้นสุดลง ชุมชนที่ไร้ผู้นําและ ตกอยู่ในความตึงเครียดมาเป็นเวลานานทั้งจากศัตรูภายนอกและภาย ในได้ฟื้นตัวขึ้นใหม่ รากฐานของมันได้รับการหนุนให้แข็งแกร่งขึ้น พลังจิตของมันประเสริฐและสูงส่ง สภาพของมันได้รับการเปลี่ยน แปลงรูปร่าง ผู้นําของมันได้รับการปกป้อง ศัตรูของมันได้พ่ายแพ้ไป พระผู้เป็นเจ้ากําลังตระเตรียมให้มันเริ่มงานระยะใหม่ต่อไปผ่านเข้าสู่ ขั้นตอนใหม่ของการวิวัฒนาการซึ่งทั้งความรุ่งเรืองและความหายนะ จะบังเกิดแก่มัน ชั่วโมงที่กําหนดไว้สําหรับการออกจากอิรัคของพระ บาฮาอุลลาห์มาถึงแล้ว เวลา 9 เดือนของความพยายามอันไม่หยุดหย่อนของศัตรูโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชค อับดุล-ฮุสเซน และ มีร์ซา บูเซอร์ คาน ได้เริ่มเห็นผล ในที่สุดกษัตริย์ นาเซริดิน ชาห์ บัญชาให้รัฐมนตรี ฝ่ายต่างประเทศคือ มีร์ซา ซาอิด คานมีคําสั่งไปยังทูตเปอร์เซียที่เมือง คอนสแตนติโนเปิ้ลคือ มีร์ซา ฮุสเซน คาน ผู้เป็นเพื่อนสนิทกับอาลี พาชาซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของสุลต่านอับดุล อาซีส ให้ชักนําสุลต่าน อับดุล อาซีสย้ายพระบาฮาอุลลาห์ออกไปจากแบกแดดด้วยเหตุผลว่า การอาศัยอยู่ใกล้เปอร์เซียของพระองค์เป็นอันตรายต่อความมั่นคง ของประเทศเปอร์เซีย มีร์ซา ซาอิด คานได้เขียนจดหมายถึงทูตเปอร์ เซียโดยประณามศาสนาใหม่นี้ว่าเป็น “นิกายที่ล่อลวงและน่าเกลียด ชัง” แสดงความเสียใจที่ได้ปล่อยพระบาฮาอุลลาห์ออกจากคุกซียาห์ชาล และประณามพระองค์ว่าไม่ยอมยุติการล่อลวงประชาชนผู้โง่เขลา และอ่อนแอ นอมิค พาชา เจ้าเมืองแบกแดดผู้มีความหลงรักพระบา ฮาอุลลาห์เป็นอย่างมากได้หน่วงเหนียวไม่ปฏิบัติตามคําสั่งที่ อาลี พา ชาให้ย้ายพระบาฮาอุลลาห์ ไปที่เมืองหลวงคอนสแตนติโนเปิ้ล เป็น เวลา 3 เดือนที่เขาได้รับจดหมายติดต่อกัน 5 ฉบับจากอาลี พาชาเขา ถึงได้ปฏิบัติตามวันที่ห้าของนอร์รูซ ปีค.ศ.1863 ขณะที่พระบาฮาอุลลาห์ฉลองเทศกาลปีใหม่อยู่บริเวณชานเมืองแบกแดด พระองค์ได้ทรงเปิดเผย Tablet of the Holy Mariner ซึ่งบอกเป็นลางถึงการจาก ไปของพระองค์ มหาสมุทรแห่งความทุกข์โศกเริ่มซัดอยู่ในหัวใจ ของมิตรสหายทั้งหลายเมือธรรมนิพนธ์ถูกอ่านต่อพวกเขา มันเป็น หลักฐานต่อทุกคนว่าบทของแบกแดดกําลังจะสิ้นสุดลง วันต่อมาตัว แทนเจ้าเมืองแบกแดดได้นําจดหมายของอาลี พาชาที่ส่งมาถึงนอมิค พา ชามาแสดงต่อพระบาฮาอุลลาห์ ซึ่งเป็นจุดหมายที่เขียนด้วยถ้อยคํา สุภาพอ่อนโยนเชิญให้พระบาฮาอุลลาห์ ไปยังเมืองคอนสแตนติโน เปิ้ลในฐานะแขกของรัฐบาลจักรวรรดิ์ออตโตมาน เขามอบเงินจํานวน หนึ่งให้พระองค์ใช้จ่ายตามต้องการ ออกคําสั่งให้ผู้พิทักษ์คอยติดตาม ปกป้องพระองค์ พระบาฮาอุลลาห์ทรงรับเงินนั้นด้วยความไม่เต็มใจ เพื่อเลี่ยงที่จะไม่ทําความอุ่นใจให้แก่เจ้าหน้าที่ และพระองค์บริจาค เงินนั้นทั้งหมดให้แก่คนยากจนในวันเดียวกัน ผลกระทบของข่าว นี้ที่มีต่อคณะผู้ถูกเนรเทศได้บังเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและท่วมท้น และได้เป็นพยานต่อความอีกทึกครึกโครมอย่างรุนแรง ประตูและกํา แพงเมืองแบกแดดดูเหมือนจะร้องไห้อย่างกึกก้องต่อการใกล้จะจาก ไปของพระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่ง คืนวันนั้นผู้ที่เป็นที่รักทั้งหลายของพระ บาฮาอุลลาห์สละจากอาหารและการหลับนอน พวกเขาหลายคนตั้งใจที่ จะฆ่าตัวตายเมื่อพระองค์จากไปซึ่งพระบาฮาอุลลาห์ทรงปลอบโยนพวก เขาเป็นการระงับความทุกข์โศก ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เหลืออยู่ในแบก แดดขณะนั้นพระองค์ได้ทรงเปิดเผยธรรมจารึกโดยมือของพระองค์ เองให้แก่พวกเขาคนละหนึ่งธรรมจารึกต่างหากจากกันทั้งบุรุษและ สตรี ผู้ใหญ่และเด็ก ทั้งชาวอาหรับและเปอร์เซีย ในธรรมจารึกเหล่านี้ พระองค์ทรงทํานายถึงมารร้ายที่จะลุกขึ้นต่อต้านและสร้างความวิกฤติอัน ร้ายแรงที่สุดให้แก่ศาสนาดังที่พาดพิงไว้ใน Tablet of the Holy Mariner ตอนบ่ายวันที่ 22 เมษายน ค.ศ.1863 31 วันหลังจากนอร์รูซ พระองค์ออกจาก “บ้านอันยิ่งใหญ่ที่สุด” ไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ ไทกริสเพื่อข้ามฝั่งไปที่สวนซึ่งพระองค์พํานักอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 12 วัน ก่อนออกเดินทาง ฝูงชนมากมายทุกอายุทั้งบุรุษสตรีซึ่งประกอบด้วย มิตรสหายและคนแปลกหน้า ชาวอาหรับ ชาวเคริด ชาวเปอร์เซีย ผู้มี ชื่อเสียงและนักบวช ข้าราชการและพ่อค้า ประชาชนผู้ต่ําต้อย ผู้ยากจน เด็กกําพร้าพากันมารุมล้อมที่บ้านพระองค์ บ้างด้วยความประหลาดใจ บ้างด้วยความเศร้าโศก หลายคนน้ำตาหลั่งและหวั่นกลัว บางคนมาด้วย ความอยากรู้อยากเห็นเพื่อที่จะได้เห็นใบหน้าของพระผู้ที่ได้โน้มน้าว หัวใจชาวเมืองแบกแดดจํานวนมากมายที่มีเชื้อชาติ หลักความเชื่อ และพื้นฐานต่างกันด้วยอิทธิพลอันทรงอํานาจของหลักศีลธรรมและ ตัวอย่างของพระองค์ เด็กน้อยอายุเพียงไม่กี่ขวบ ซึ่งเป็นลูกชาย ของคามาลูดินได้วิ่งมาจับชายเสื้อคลุมของพระองค์ ร้องไห้เสียงดัง และพูดด้วยน้ำเสียงของเด็กน้อยขอให้พระองค์อย่าจากไป ข่าวการ จะจากไปของพระบาฮาอุลลาห์ ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วเมือง แบกแดด ประชาชนจํานวนมากรีบแห่กันมาเพื่อจะพบพระองค์ เหตุ การณ์แห่งความเศร้าโศกและการร้องให้ของบรรดาผู้ที่มิใช่สาวกของ พระองค์เป็นภาพที่ตื่นตาและปวดร้าวหัวใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน พวก เขามารุมล้อมตามถนนที่มุ่งไปยังริมฝั่งแม่น้ำไทกริส บางคนได้หมอบลง ที่แทบเท้าของพระองค์ บางคนใจจดจ่อคอยฟังคําพูดของพระองค์ บางคนดีใจที่ได้สัมผัสมือพระองค์หรือเพียงได้เห็นใบหน้าของพระองค์ ก่อนที่พระบาฮาอุลลาห์จะข้ามฝั่งแม่น้ำพระองค์ทรงกล่าวต่อมิตรสหาย ทั้งหลายที่มาล้อมรอบพระองค์ว่า “ดูกร มิตรสหายทั้งหลายของเรา เราขอมอบเมืองแบกแดดนี้ให้พวกท่านรักษามันไว้ให้คงอยู่ในสภาพที่ พวกท่านเห็นอยู่ขณะนี้…บัดนี้อยู่กับพวกท่านที่จะคอยเฝ้าดูเพื่อม ให้การกระทําและความประพฤติทั้งหลายของพวกท่านทําความมัว หมองให้กับเปลวไฟแห่งความรักที่เติบโตอยู่ภายในอกของบรรดาผู้ ที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้” วันแรกที่พระองค์มาถึงสวนพระองค์ได้ประกาศ ศาสนาต่อมิตรสหายทั้งหลายของพระองค์อย่างชัดเจนว่าพระองค์คือ “พระผู้ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าจะแสดงให้ปรากฏ” ที่พระบ๊อบทํานายไว้ 9 วันต่อมาครอบครัวของพระองค์ได้ย้ายตามมาอยู่กับพระองค์ที่สวน และอีก 3 วันต่อจากนั้นพระองค์ออกเดินทาง มิตรสหายมากมายได้ หลั่งไหลกันเข้ามาเยี่ยมพระองค์ที่สวนนี้ เจ้าเมืองแบกแดดได้มาเยี่ยม พระองค์ด้วยตนเองและแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ทําให้พระองค์ ต้องจากแบกแดดไป เขาเขียนจดหมายมอบให้เจ้าหน้าที่บอกเจ้าเมือง ต่าง ๆ ระหว่างทางที่พระองค์จะเดินทางผ่านให้ต้อนรับพระองค์ด้วย ความนับถืออย่างที่สุด ช่วงระยะเวลา 12 วันที่พระบาฮาอุลลาห์อยู่ที่ สวนนี้ได้รับการระบุเป็นวันสําคัญอันยิ่งใหญ่ที่สุดของการประกาศ ศาสนาของพระองค์ซึ่งเรียกว่าเทศกาลริดวัน และสวนนี้ได้รับการเรียกว่า สวนริดวัน (แปลว่าสวรรค์) คําทํานายที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์บายัน บรรลุผลแล้ว “ในปีที่เก้าพวกเจ้าจะได้อยู่กับพระผู้เป็นเจ้า” และ “พระผู้ เป็นนายแห่งวันพิพากษาจะถูกแสดงให้ปรากฏเมื่อสิ้นสุดวาฮิด” (วาฮิด = 19) ใจความสําคัญที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงกล่าวต่อสาวกทั้งหลาย ในวันแรกของริดวันพอจะย่อได้ดังนี้คือ หนึ่ง พระองค์ทรงห้ามการใช้สอง อาวุธเข้าปะทะผู้รุกรานดังเช่นสาวกในสมัยพระบ๊อบเคยกระทํา จะไม่มีพระศาสดาของพระผู้เป็นเจ้าปรากฏก่อนที่เวลาจะผ่านไป 1,000 ปี สาม วินาทีที่พระองค์ประกาศวจนะเหล่านี้ พระนามและคุณลักษณะ ทั้งหมดของพระผู้เป็นเจ้าได้ถูกแสดงให้ปรากฏโดยบริบูรณ์ ซึ่งแสดงเป็นนัยถึงการมาถึงของยุคใหม่และเป็นการซึมซาบสมรรถภาพใหม่ ให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งหมด

เป็นที่น่าเสียดายที่สภาพแวดล้อมอันแท้จริงที่บังเกิดขึ้นใน วันประกาศการเริ่มต้นยุคใหม่ วจนะทั้งหมดที่พระบาฮาอุลลาห์ ได้ทรงกล่าว ลักษณะของการประกาศศาสนา ปฏิกริยาที่มันก่อให้เกิดและ รายชื่อของผู้ที่ได้รับฟังพระองค์ในครั้งนั้นมิได้รับการบันทึกไว้อย่าง สมบรณ์ คําพรรณนาบางส่วนเกี่ยวกับเหตุการณ์ ได้รับการบันทึกไว้เช่น “ทุกวันเวลาย่ํารุ่ง คนสวนทั้งหลายจะเก็บดอกกุหลาบที่เรียงเป็นแถว อยู่ตามทางเดินทั้งสีของสวนและนํามากองรวมกันบริเวณภายในใจ กลางเต็นท์ของพระบาฮาอุลลาห์ กองดอกกุหลาบนั้นใหญ่โตขนา ที่มิตรสหายทั้งหลายของพระองค์มองไม่เห็นหน้ากัน เมื่อพวกเขามา นั่งรวมกันดื่มน้ำชาในตอนเช้า พระบาฮาอุลลาห์ทรงหยิบดอกกุหลาบทั้งหมดนี้ด้วยมือของพระองค์เอง มอบให้แก่มิตรสหายทั้งหลายให้ นําไปให้มิตรสหายของพระองค์ชาวอาหรับและชาวเปอร์เซียที่อาศัย อยู่ในเมือง” “คืนหนึ่ง….ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่คอยเฝ้าเต็นท์ของพระ องค์ เมื่อเวลาเที่ยงคืนใกล้เข้ามาข้าพเจ้าเห็นพระองค์ออกมาจากเต็นท์ เดินผ่านไปยังบริเวณต่าง ๆ ที่มิตรสหายบางคนหลับอยู่ พระองค์ทรง เริ่มเดินไปตามทางเดินของสวนซึ่งมีดอกไม้อยู่สองข้างทางท่ามกลาง แสงจันทร์ เสียงร้องเพลงดังกังวานของนกไนติงเกลที่มาจากรอบด้าน ทําให้เฉพาะผู้ที่อยู่ใกล้พระองค์เท่านั้นที่จะได้ยินเสียงของพระองค์ ได้ชัดเจน พระองค์ยังคงเดินต่อไปและหยุดบนระหว่างทางเดินและ กล่าวว่า : จงพิจารณาดูนกไตเกลเหล่านี้ ความรักของมันที่มีต่อดอก กุหลาบทั้งหลายนั้นยิ่งใหญ่จนมันไม่หลับนอนตั้งแต่สายัณห์จนรุ่งเช้า พวกมันร้องเพลงและสนทนาด้วยความหลงใหลอย่างเร่าร้อนต่อสิ่ง อันเป็นที่บูชาของมัน เช่นนั้นผู้ที่อ้างว่ามีความรุ่มร้อนต่อความงามดัง เช่นดอกกุหลาบของพระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งสามารถหลับได้อย่างไร เป็น เวลาสามคืนติดต่อกันที่ข้าพเจ้าเฝ้าและเดินรอบๆ เต็นท์พระองค์ ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าเดินผ่านเตียงของพระองค์ ข้าพเจ้าเห็นพระองค์ ตื่นอยู่เสมอ ทุกวันจากเช้าถึงค่ําข้าพเจ้าเห็นพระองค์สนทนาอย่างไม่ หยุดหย่อนกับผู้เยี่ยมเยียนทั้งหลายจากเมืองแบกแดดที่หลั่งไหลกัน เข้ามา ไม่มีสักครั้งที่ข้าพเจ้าสามารถพบถ้อยคําใดของพระองค์ที่มีร่อง รอยของการซ่อนเร้นอําพราง”

ตอนเที่ยงของวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ.1863 พระบาฮาอุลลาห์ ทรงเดินทางออกจากสวนริดวันซึ่งได้เป็นพยานต่อภาพเหตุการณ์ของ ความศรัทธาอันอีกทึกที่ประทับใจยิ่งกว่าเมื่อตอนที่พระองค์ออกมาจาก “บ้านอันยิ่งใหญ่ที่สุด” ในเมืองแบกแดด สาวกและผู้ที่มิใช่สาวกต่าง สะอื่นและเศร้าโศก ความสะเทือนใจในวันนั้นแรงกล้าอย่างที่ไม่มีใครสามารถพรรณนาได้ ไม่มีผู้สังเกตการณ์ผู้ใดที่ไม่ถูกไหวความรู้สึก พระบาฮาอุลลาห์ทรงขึ้นขี่ม้าสีน้ำตาลแดงพันธุ์งามที่สุดที่มิตรสหายที่รัก ยิ่งทั้งหลายซื้อมาให้ ประชาชนจํานวนมากจากรอบด้านก้มลงจูบเท้าม้าที่พระองค์ขี่ หลายคนเข้ามาสวมกอดที่โกลนม้า ศัตรูของพระองค์ที่ได้พยายามทุกวิถีทางที่ทําได้ที่จะขจัดศาสนานี้และเนรเทศพระองค์ ออกจากแบกแดด ต้องพบกับความท้อแท้และผิดหวังเมื่อได้เห็นเหตุการณ์เหล่านี้ พวกเขาหารู้ไม่ว่าการเนรเทศครั้งนี้ได้ช่วยส่งเสริมชัย ชนะให้แก่ศาสนาของพระองค์ การถูกเนรเทศซึ่งตามปกติแล้วเป็นเรื่อง ที่น่าเศร้าและน่าอับอายได้ถูกพลิกกลับเป็นเหตุการณ์ที่น่าปิติสําหรับ พระบาฮาอุลลาห์และเต็มสะพรั่งไปด้วยเกียรติยศ พระบาฮาอุลลาห์ เองได้ทรงเป็นพยานว่า “พระผู้เป็นเจ้าคือผู้ที่ช่วยให้เราออกจากเมือง แบกแดด”

บทที่ 11

พระคัมภีร์ที่เปิดเผยในแบกแดด

ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศเปอร์เซียในศตวรรษที่ 19 เป็นผู้ ไม่รู้หนังสือและเชื่อฟังการครอบงําของนักบวชอย่างตาบอด ผู้ที่มี การศึกษามีอยู่ 2 ชนชั้นคือนักบวชและเจ้าหน้าที่รัฐบาล นอกเหนือจากนี้ ยังมีคนกลุ่มอื่น ๆ บ้างจํานวนเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเฉพาะผู้นําศาสนา และนักบวชเท่านั้นที่ได้รับการเรียกว่าเป็นผู้มีความรู้ พวกเขาใช้เวลา เป็นสิบ ๆ ปีในการศึกษาศาสนศาสตร์ กฎของอิสลาม ธรรมศาสตร์ ปรัชญา การแพทย์ ดาราศาสตร์และเหนืออื่นใดคือภาษาอาหรับ เนื่อง ด้วยภาษาอาหรับเป็นภาษาของคัมภีร์กุรอ่าน นักบวชทั้งหลายจึงให้ความ สําคัญอย่างยิ่งในการศึกษาภาษานี้ พวกเขาถือว่าไม่มีตําราใดควรค่าแก่ การอ่านถ้ามิได้เขียนด้วยภาษาอาหรับ ไม่มีการเทศน์ใดที่น่าฟังและ จับใจนอกจากจะเทศน์ด้วยภาษาอาหรับที่ยากและใช้ถ้อยคําที่ไม่สามารถ เข้าใจได้ โดยวิธีนี้นักบวชได้ปลุกเร้าจินตนาการของผู้ที่ไม่รู้หนังสือ ให้หลงใหลการปาฐกถาของพวกเขาทั้งที่ตัวพวกเขาเองอาจจะไม่เข้า ใจแม้เพียงถ้อยคําเดียว

ชนชั้นที่สองคือเจ้าหน้าที่รัฐบาลและพ่อค้าบางคนที่ได้รับการ ศึกษาชั้นปฐมในวัยเด็กคือการอ่าน การเขียน การประดิษฐ์อักษรและ การศึกษาคัมภีร์กุรอ่าน ทั้งหมดจะใช้เวลาศึกษาเพียงไม่กี่ปีซึ่งหลังจาก นั้นพวกเขาจะแต่งงานเมื่ออายใกล้จะถึง 20 ปีตามธรรมเนียม พระบา ชาอุลลาห์คือผู้หนึ่งที่ถูกจัดอยู่ในชนชั้นนี้ พระองค์มีความสามารถเป็นเช่นบิดาในการประดิษฐ์อักษร เมื่อพระองค์อายุ 19 ปีพระองค์ จงานกับอาซียห์ คานมและมีลูกด้วยกัน 7 คนแต่มี 3 คนเท่านั้น

ที่มีชีวิตเหลืออยู่คือพระอับดุลบาฮา, บาฮียห์ คานูมและมีร์ซา มีห์ดี ในสมัยนั้นเจ้าหน้าที่รัฐบาลชอบแสวงหาผลประโยชน์จากระบบกา ปกครองแบบรวบอํานาจ พวกเขาเป็นผู้ก้าวร้าวและหยิ่งและสามารถ ข่มขู่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้เองประชาชนที่ได้พบพระ บาฮาอุลลาห์ครั้งเมื่อพระองค์อยู่ในวัยหนุ่มจึงประหลาดใจที่เห็นลอ ชายของเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของกษัตริย์ชาห์ ซึ่งแทนที่จะใช้ชีวิตกดที่ผู้ อื่นกลับเป็นผู้มีความรักและความเห็นอกเห็นใจต่อคนยากจนและ คนที่ถูกกดขี่

การเปิดเผยศาสนาของพระผู้เป็นเจ้ามิได้ขึ้นอยู่กับความรู้ ทางโลก พระโมเสส พระคริสต์มิใช่ผู้ที่มีความรู้สูง พระโมฮัมหมัดเป็นผู้ ที่ไม่ได้รับการศึกษา พระบอบและพระบาฮาอุลลาห์ ได้เล่าเรียนแค่ ชั้นปฐม แต่เมื่อการเปิดเผยศาสนามาสู่พระองค์ พระองค์ทรงกล่าววจนะ ของพระผู้เป็นเจ้า ถึงแม้พระบาฮาอุลลาห์ ไม่คุ้นเคยกับภาษาอาหรับ ซึ่งศัพท์อันไพศาลและความซับซ้อนของหลักไวยากรณ์ ได้ทําให้นัก บวชทั้งหลายต้องใช้เวลาชั่วชีวิตของเขาเพื่อที่จะมีความเชี่ยวชาญใน ภาษานี้ แต่พระองค์ได้ทรงเปิดเผยบทกลอนภาษาอาหรับมากมายที่ มีท่วงทํานองเช่นเดียวกับที่พระโมฮัมหมัดทรงเปิดเผย พระบาฮาอุล ลาห์ทรงเปิดเผยวจนะของพระผู้เป็นเจ้าทั้งภาษาอาหรับและภาษาเปอร์ เซียด้วยถ้อยคําอันจับใจ ด้วยความแจ่มแจ้งและลึกซึ้งและยังทรงริเริ่ม พจน์ใหม่ ๆ ที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจได้บริบูรณ์มากขึ้นเกี่ยวกับภพ ของจิตวิญญาณ ไม่เหมือนนักเขียนทั่วไปที่หาบรรยากาศสงบและมี สมาธิเพื่อเขียนบทประพันธ์ของพวกเขา พระบาฮาอุลลาห์ทรงเบ เผยพระคัมภีร์ส่วนใหญ่ขณะทนทุกข์ทรมานการถูกเนรเทศ และ ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงใด ๆ ดังเช่นนักประพันธ์ทั้งหลายที่ต้อง ทวนแก้ไขบทความของเขา เมื่อการเปิดเผยวจนะของพระผู้เป็นเจ้ามาสู่พระบาฮาอุลลาห์ บทกลอนได้หลั่งไหลออกมาจากริมฝีปากของพระองค์และได้รับการบันทึกโดยเลขานุการ และบ่อยครั้งที่เลขานุการ รถบันทึกบทกลอนเหล่านั้นได้ทัน พระคัมภีร์กุรอ่านมีทั้งหมด ล ศ. 300 บทกลอนซึ่งเปิดเผยโดยพระโมฮัมหมัดเป็นเวลา

ในการเปิดเผยศาสนาครั้งนี้การหลั่งไหลของบทกลอนจากพระ หาอลลาห์มีความรวดเร็วยิ่ง ภายในชั่วเวลาหนึ่งชั่วโมงพระบาฮาอุล จาห์ทรงเปิดเผยบทกลอนได้ถึง 1,000 บท พระคัมภีร์ทั้งหมดที่พระ เองค์ทรงเปิดเผยไว้ให้แก่มนุษยชาติตามที่ยืนยันโดยพระองค์เองมีจํา เนวนไม่น้อยกว่า 100 เล่ม ต่างจากศาสนาทั้งหลายในอดีตที่พระคัมภีร์ ได้รับการบันทึกและรวบรวมหรือโดยการจําของสาวกทั้งหลายภาย หลังจากพระศาสดาได้ล่วงลับไปแล้ว พระวจนะของพระบาฮาอุลลาห์ ได้รับการบันทึกต่อหน้าพระองค์และรับรองโดยพระองค์เอง ยิ่งไปกว่า นั้นเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ศาสนาที่พระศาสดาทรงจารึกพระคัมภีร์ ด้วยมือของพระองค์เอง มีร์ซา อาคา จอนเป็นเลขานุการคนสําคัญ ของพระองค์ที่ติดตามรับใช้พระองค์เป็นเวลาตลอดเกือบ 40 ปี เขา มีปากกา กระดาษปีกใหญ่และหมึกเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา เมื่อ การเปิดเผยวจนะของพระผู้เป็นเจ้ามาสู่พระบาฮาอุลลาห์ ได้มีบท กลอนหลั่งไหลออกมาจากริมฝีปากของพระองค์อย่างรวดเร็ว ความไว

ในการบันทึกของ มีร์ซา อาคา จอน นั้นแสดงให้เห็นได้คือเมื่อเขา บันทึกบทกลอนจบหน้ากระดาษแล้วน้ำหมึกของถ้อยคําแรกยังไม่ “นแห้ง ไม่มีถ้อยคําไหนมีความชัดเจนพอที่จะอ่านออกยกเว้นมีร์ซา อาคา จอนเพียงผู้เดียวที่สามารถอ่านได้ บางครั้งมีร์ซา อาคา จอนเองก็อ่านลายมือของตนเองไม่ออก เมื่อการเปิดเผยวจนะสิ้นสุดลงเขา องขอให้พระบาฮาอุลลาห์ช่วยอ่านถ้อยคําที่เขาบันทึก หลังจากนั้น มีการจารึกอีกครั้งหนึ่งให้เป็นระเบียบเรียบร้อยซึ่งหนึ่งในบรรดาผู้ที่ช่วยจารึกบทกลอนเหล่านั้นคือพระอับดุลบาฮา เมื่อพระบาฮาอุลลาห์ ได้ทรงตรวจสอบแล้ว พระองค์จะรับรองโดยผนึกตราประทับของพระ องค์ลงบนบทกลอนเหล่านั้น โดยปกติแล้วเมื่อการเปิดเผยวจนะของ พระผู้เป็นเจ้ามาสู่พระบาฮาอุลลาห์ พระองค์จะอนุญาตให้เลขานการ เท่านั้นอยู่กับพระองค์ แต่บางครั้งสาวกบางคนได้รับอนุญาตให้อยู่ กับพระองค์และได้ประจักษ์ความรุ่งโรจน์และความสว่างไสวที่แผ่ออกมา จากพระองค์ การเปลี่ยนโฉมของพระบาฮาอุลลาห์ขณะที่มีการเปิด เผยวจนะนั้นเจิดจ้าอย่างยิ่งจนสาวกหลายคนไม่สามารถมองหน้าพระ องค์ดังเช่นเราไม่สามารถจ้องมองดวงอาทิตย์ พระคัมภีร์คีตาบี-อีคาน (พระคัมภีร์แห่งความมั่นใจ)

พระคัมภีร์นี้เปิดเผยประมาณ 2 ปีก่อนที่พระบาฮาอุลลาห์จะ ประกาศฐานะของพระองค์ที่สวนริดวัน ที่มาของการเปิดเผยพระคัมภีร์ เล่มนี้เริ่มมาจากลุงของพระบ๊อบคือฮาจี มีร์ซา ซียิด โมฮัมหมัด (พี่ชาย ของลุงพระบ๊อบที่เลี้ยงพระบ๊อบตั้งแต่เด็ก) ผู้ซึ่งถึงแม้จะชื่นชมและ ยอมรับอํานาจลึกลับในตัวพระบ๊อบแต่ก็ยังคงมีความสงสัยในความ เป็นศาสนทูตของพระองค์ สงสัยว่าพระบ๊อบคืออิหม่ามกาอิมตาม พันธะสัญญาจริงหรือ แม้ญาติพี่น้องมากมายรวมทั้งภรรยาของพระบ๊อบได้ยอมรับศาสนาของพระองค์และพยายามอธิบายชี้แจงให้ลุง ของพระบ๊อบฟังครั้งแล้วครั้งเล่า เขาก็ยังไม่หายสงสัยและยังไม่เข้า มายอมรับศาสนาของพระบ๊อบ ในที่สุดเขาได้รับคําแนะนําให้ไปพบ พระบาฮาอุลลาห์ที่แบกแดด เมื่อเขาได้อยู่ต่อหน้าพระบาฮาอุลลาห์ คําพูดของพระองค์ทําให้เขาเบิกบานใจเป็นล้นพ้นและในตอนทาง เขาขอให้พระองค์ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับฐานะของพระบ๊อบ 1 บาฮาอุลลาห์ทรงบอกให้เขากลับไปบ้านและเตรียมคําถามทั้งหมด เขาสงสัยในตัวพระบ๊อบ วันรุ่งขึ้นลุงพระบ๊อบกลับมาพบพระบาฮาอุลลาห์พร้อมกับคําถามทั้งหลาย จากนั้นพระบาฮาอุลลาห์ทรงเปิดเผย สงคีตาบี-อีคานโดยใช้เวลา 2 วันกับ 2 คืนและพระคัมภีร์นี้ได้ขับไล่ความสงสัยทั้งหมดออกไปจากลุงของพระบ๊อบ เขายอมรับความ เสนทูตของทั้งพระบ๊อบและพระบาฮาอุลลาห์และเข้ามาเป็น กของศาสนาใหม่นี้ การศึกษาพระคัมภีร์เล่มนี้ผู้อ่านต้องระลึกไว้ สมอว่าพระบาฮาอุลลาห์ทรงจารึกพระคัมภีร์เล่มนี้สําหรับผู้ที่มีภูมิหลังเป็นมุสลิม

ในวรรคตอนต้นของพระคัมภีร์คีตาบี-อีคานพระบาฮาอุลลาห์ เทรงกล่าวว่ามนุษย์จะสามารถยอมรับสัจจธรรมได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่ กับความไม่ผูกพันอยู่กับโลกนี้

“ไม่มีมนุษย์คนใดสามารถบรรลุถึงชายฝั่งมหาสมุทรแห่งความ เข้าใจอันแท้จริงเว้นแต่ว่าเขาจะไม่ผูกพันกับทั้งหมดที่อยู่ในสวรรค์ และบนโลก..

สาระของวจนะเหล่านี้คือ : บรรดาผู้ที่อยู่บนหนทางแห่ง ความศรัทธา บรรดาผู้ที่กระหายน้ำอมฤตแห่งความมั่นใจ ต้องชําระล้าง ตนเองจากทุกสิ่งทางโลก ชําระล้างหูของเขาจากคําพูดอันไร้สาระ ชํา ระล้างจิตใจของเขาจากจินตนาการอันไร้ประโยชน์ ชําระล้างหัวใจ ของเขาจากเสน่หาทางโลก ชําระล้างตาของเขาจากสิ่งที่สูญสิ้น พวก เขาควรมอบความไว้วางใจให้แก่พระผู้เป็นเจ้าและเดินตามหนทาง

เมื่อนั้นพวกเขาจึงจะมีค่าควรกับความ ของพระองค์อย่างแน่วแน่ รุ่งโรจน์อันโชติช่วงของดวงอาทิตย์แห่งความรู้และความเข้าใจของ พระผู้เป็นเจ้า และกลายเป็นผู้รับความกรุณาอันไม่สิ้นสุดของภพแห่งวิญญาณพระบาฮาอุลลาห์ทรงกล่าวถึงว่าการยอมรับพระศาสดาของพระผู้เป็น เจ้ามิได้ขึ้นอยู่กับความรู้

“การเข้าใจวจนะทั้งหลายของพระองค์และคํากล่าวอ้างของ พระศาสดาของพระผู้เป็นเจ้ามิได้ขึ้นอยู่กับความรู้ของมนุษย์ มัน ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของหัวใจ ความบริสุทธิ์ของวิญญาณ และความ เป็นอิสระของดวงจิต 9 เหตุผลที่มนุษย์ต่อต้านพระศาสดาของพระผู้เป็นเจ้า

ในตอนต้นของพระคัมภีร์คีตาบี-อีคานพระบาฮาอุลลาห์ทรง เล่าประวัติศาสตร์ของพระศาสดาทั้งหลายในอดีตและอธิบายเหตุผล ที่มนุษย์ลุกขึ้นต่อต้านพระศาสดาเหล่านั้น โดยการเข้าใจเหตุผลเหล่านี้ ผู้อ่านจะสามารถยอมรับสัจจธรรมของศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าสําหรับ ยุคนี้

“และบัดนี้จงไตร่ตรองสิ่งเหล่านี้ อะไรที่สามารถก่อให้เกิด การโต้เถียงและความขัดแย้งดังกล่าว ทําไมการเสด็จมาของพระศาสดา ที่แท้จริงทุกพระองค์ของพระผู้เป็นเจ้าจึงมากับการทะเลาะวิวาทและ ความโกลาหลดังกล่าว มากับความกดขี่และการเปลี่ยนแปลงขนาน ใหญ่ ทั้ง ๆ ที่เป็นความจริงว่าพระศาสดาทั้งหมดของพระผู้เป็นเจ้า เมื่อถูกแสดงให้ปรากฏต่อประชาชนทั้งหลายของโลก ได้ทรงทํานาย เสมอถึงการเสด็จมาในอนาคตของพระศาสดาอีกพระองค์หนึ่ง และ ได้ทรงก่อตั้งสัญลักษณ์ต่างๆ ที่จะประกาศการใกล้เข้ามาถึงของศาสนา ในอนาตค ในบันทึกของพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเป็นพยานต่อ สิ่งเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่มนุษย์ทั้งหลายค้นหาและรอคอยการแสดงปรากฏ ของพระศาสดา และทั้ง ๆ ที่สัญลักษณ์ทั้งหลายได้บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ทำไมความรุนแรง

การกดขี่และความโหดร้ายจึงได้เกิดขึ้นในทุกยุคทุกวัฏจักรเป็นการต่อต้านพระศาสดาและบรรดาผู้ที่ได้รับเลือกทั้งหมดของพระผู้เป็นเจ้า” จากนั้นพระบาฮาอุลลาห์ทรงระบุสาเหตุต่าง ๆ ที่มนุษย์ปฏิเสธ พระศาสดาทั้งหลาย เหตุผลแรกคือความจริงที่ว่ามวลชนในทุกยุคได้ เดินตามนักบวชอย่างตาบอด ซึ่งนักบวชส่วนใหญ่เหล่านั้นได้ต่อต้านพระศาสดาองค์ใหม่

ในทุกยุคผู้นําทั้งหลายของศาสนาได้ขัดขวางประชาชนของ พวกเขาจากการบรรลุถึงชายฝั่งแห่งความรอดพ้นนิรันดร์ เนื่องด้วยพวก เขาได้กุมบังเหียนอํานาจอยู่ในเงื้อมืออันยิ่งใหญ่ของพวกเขา บาง คนเป็นเพราะว่าตัณหาอยากเป็นผู้นํา คนอื่น ๆ เป็นเพราะขาดความรู้ และความเข้าใจ พวกเขาจึงได้เป็นสาเหตุของการก็ดกัดประชาชน โดยการอนุมัติและอํานาจของพวกเขา พระศาสดาทุกพระองค์ของ พระผู้เป็นเจ้าได้ดีมถ้วยน้ำแห่งการเสียสละและทะยานขึ้นสู่สุดยอด ของความรุ่งโรจน์…

“และประชาชนเช่นกันโดยการไม่เอาใจใส่พระผู้เป็นเจ้า แม้แต่น้อย…ได้ยอมมอบตัวเต็มที่ภายใต้อํานาจของผู้นําที่วางก้าม และแสร้งทําตัวเป็นคนดีเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่มีสายตา ไม่มีการ ได้ยิน ไม่มีหัวใจของตนเองที่จะแยกความจริงจากความเท็จ 5

อีกสาเหตุที่มนุษย์ไม่ยอมรับพระศาสดาองค์ใหม่เพราะพระ กทรงนําคําสั่งสอนใหม่มา ยกเลิกกฎเดิมและสถาปนาระบบใหม่ การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากนี้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นําศาสนาทั้งหลาย เพราะพวกเขาพิจารณาศาสนาใหม่เป็นสิ่งท้าทายอํานาจของ พวกเขาและลุกขึ้นต่อต้านพระองค์ทุกวิถีทาง อีกสาเหตุหนึ่งของการ ปฏิเสธพระศาสดา เพราะมนุษย์ได้แปลความหมายตามตัวอักษรเกี่ยวกับสัญลักษณ์ทั้งหลายของการเสด็จมาของพระศาสดา พวกเขาจึงไม่เข้าใจความหมายอันแท้จริงที่แอบแฝงอยู่และไม่สามารถยอมรับพระ ศาสดาองค์ใหม่จากพระผู้เป็นเจ้า

“ตามที่บันทึกอยู่ในแมทธิว * : และเมื่อพวกเขาถามพระ เยซูเกี่ยวกับสัญลักษณ์ของการเสด็จมาของพระองค์ พระองค์ทรง กล่าวต่อพวกเขาว่า : ทันทีหลังจากการกดขี่ของวันเหล่านั้นดวงอา ทิตย์จะถูกทําให้มืดมน ดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง และดวงดาวทั้งหลาย จะตกลงมาจากฟ้า ผู้ครองอํานาจทั้งหลายของโลกจะระส่ําระสาย : และ แล้วจะปรากฏสัญลักษณ์ของบุตรแห่งมนุษย์บนท้องฟ้า เผ่าพันธุ์ทั้ง หมดของโลกจะโศกเศร้า และพวกเขาจะเห็นบุตรแห่งมนุษย์เสด็จ มาในก้อนเมฆบนท้องฟ้าด้วยอานุภาพและความรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่

เนื่องด้วยนักบวชคริสเตียนมิได้เข้าใจความหมายของถ้อยคํา เหล่านี้และมองไม่เห็นถึงวัตถุประสงค์ของมัน พวกเขาจึงได้ยึดอยู่ กับการตีความหมายวจนะของพระเยซูตามตัวอักษร ด้วยเหตุนี้พวก เขาจึงมิได้รับพระกรุณาที่หลั่งไหลมาจากการเปิดเผยศาสนาของพระ โมฮัมหมัด การตีความหมายพจน์ที่เป็นสัญลักษณ์ พระบาฮาอุลลาห์ทรงอธิบาย ความหมายของถ้อยคําเหล่านี้

“การกดขี่” หมายความถึงการขาดความสามารถที่จะ มาซึ่งความรู้ทางธรรม ที่จะเข้าใจพระวจนะของพระผู้เป็นเจ้าหมายความว่าเมื่อดวงอาทิตย์แห่งธรรมได้ลับฟ้าไปและกระจกที่สะ สงสว่างของพระองค์ได้จากไป มนุษย์จะได้รับความยุ่งยากจาก ดขี่และความลําบากไม่รู้ว่าจะหันไปหาการนําทางจากที่ใด…สภาพ กล่าวเป็นที่ประจักษ์ในยุคนี้เมื่อบังเหียนของทุกชุมชนได้ตกอยู่ ในเงื้อมือของผู้นําที่โง่เขลาทั้งหลาย ผู้ซึ่งนําไปตามอําเภอใจและความ ต้องการของพวกเขา พระผู้เป็นเจ้าที่กล่าวโดยลิ้นของพวกเขาได้ กลายเป็นพระนามที่มีแต่ความว่างเปล่า พระวจนะอันศักดิ์สิทธิ์ของ พระองค์ในหมู่พวกเขาได้กลายเป็นพยัญชนะที่แน่นิ่ง…ถึงแม้ในหัวใจ พวกเขายอมรับว่ากฎของพระผู้เป็นเจ้าเป็นหนึ่งและเหมือนกัน กระ นั้นจากทุกทิศทางพวกเขาออกบัญญัติใหม่และในทุกฤดูกาลพวกเขา ประกาศคําสั่งใหม่ ไม่มีนักบวชสองคนไหนที่พบได้ว่าเห็นพ้องใน กฎหนึ่งเดียวกัน เพราะพวกเขามิได้แสวงหาพระผู้เป็นเจ้าแต่แสวง หาความต้องการของตนเอง และมิได้อยู่บนหนทางใดแต่ย้ําอยู่ บนหนทางแห่งความผิดพลาด…

มีความกดขี่ใดที่ยิ่งใหญ่กว่าดังที่ได้กล่าวนี้หรือ มีความกดขี่ใดที่สาหัสกว่าการที่มนุษย์แสวงหาสัจจธรรมและต้องการบรรลุถึง ความรู้ของพระผู้เป็นเจ้า ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนและไม่รู้ว่าจะแสวงหาจากใคร เพราะความคิดเห็นทั้งหลายแตกต่างกันอย่างรุนแรง และหนทางบรรลุสู่พระผู้เป็นเจ้าได้ทวีจํานวนขึ้น การกดขี่นี้เป็นลักษณะที่เป็นสาระสําคัญของการเปิดเผยทุกศาสนา ดวงอาทิตย์แห่งธรรมจะไม่ถูกแสดงให้ปรากฏนอกจากว่าการกดขี่นี้จะบังเกิดขึ้น เพราะรุ่ง เช้าของการนําทางแห่งสวรรค์จําเป็นต้องตามมาหลังจากความมืดในเวลากลางคืนแห่งความผิดพลาด เกี่ยวกับ “ดวงอาทิตย์” และ “ดวงจันทร์” พระบาฮาอุลลาห์กล่าวว่า

“ดวงอาทิตย์” และ “ดวงจันทร์” ที่กล่าวอยู่ในคัมภีร์ของพระ ศาสดาทั้งหลายของพระผู้เป็นเจ้ามิได้หมายถึงดวงอาทิตย์และดวง จันทร์ของจักรวาลเท่านั้น ความหมายของพจน์เหล่านี้มีนานัปการ ในทุกกรณีมันมีความหมายเฉพาะแนบอยู่กับมัน ดังนี้ “ดวงอา ทิตย์” ในความหมายหนึ่งหมายถึงดวงอาทิตย์แห่งธรรม คือพระศาสดา ทั้งหลายซึ่งผุดขึ้นมาจากรุ่งอรุณของความรุ่งโรจน์บรมโบราณและบรรจุ โลกด้วยการหลั่งไหลของพระกรุณาจากเบื้องบน…ดังเช่น ดวงอาทิตย์ ที่ช่วย…การพัฒนาทุกสรรพสิ่งบนโลกเช่นต้นไม้ ผลไม้…เช่นเดียว กับพระศาสดาทั้งหลาย โดยความดูแลรักใคร่และอิทธิพลแห่งความรู้ ของพระองค์ ได้ทําให้ต้นไม้แห่งเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า ผลไม้ แห่งความเป็นหนึ่งของพระองค์ ใบไม้แห่งความไม่ผูกพัน ช่อดอกไม้ แห่งความรู้และความมั่นใจ ไม้หอมแห่งความสุขและคําพูด ดํารงอยู่ และถูกแสดงให้ปรากฎ…มันคือความอบอุ่นที่พระศาสดาเหล่านี้ของ พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงก่อกําเนิด และไฟอันไม่รู้จักมอดที่พระองค์ทรงจุด ที่ทําให้ประทีบแห่งความรักของพระผู้เป็นเจ้าลูกอย่างดุเดือดอยู่ใน หัวใจของมนุษยชาติ

อีกนัยหนึ่งพจน์เหล่านี้หมายถึงนักบวชทั้งหลายของศาสนา ก่อนที่มีชีวิตอยู่ในยุคของการเปิดเผยศาสนาใหม่ และได้กุมบังเหียน ศาสนาอยู่ในกํามือของพวกเขา ถ้านักบวชเหล่านี้ได้รับแสงสว่าง โดยประทีปของการเปิดเผยศาสนาใหม่ พวกเขาจะเป็นที่ยอมรับของ พระผู้เป็นเจ้าและจะส่องแสงไปชั่วกาลนาน ถ้าไม่เช่นนั้นพวกเขา จะได้รับการประกาศเป็นเช่นความมืดถึงแม้จากภายนอกพวกเขาดู เหมือนจะเป็นผู้นําของมนุษย์ทั้งหลาย เนื่องด้วยความเชื่อ การนําทางและความผิดพลาด ความสุขและความทุกข์ยาก ความสว่างและความมืด ล้วนขึ้นอยู่กับการรองรับของพระผู้ทรงดวงอาทิตย์แห่งธรรม ใครก็ตามในหมู่นักบวชของทุกยุคที่ได้รับการรับรองความ กพระผู้ทรงเป็นแหล่งความรู้ที่แท้จริง เขาจะกลายเป็นผู้รับความกรุณาของพระผู้เป็นเจ้าและแสงสว่างแห่งความเข้าใจ แท้จริง ถ้าไม่เช่นเขาจะถูกประทับตราเป็นดั่งผู้มีความผิดจาก ความโง่เขลา การปฏิเสธ การหมิ่นประมาทศาสนาและการกดขี่

มันเป็นหลักฐานและชัดแจ้งต่อผู้สังเกตการณ์ที่มีความเข้าใจ 4) แสงของดวงดาวได้จางหายไปต่อความงดงามอันโชติช่วงของดวง อาทิตย์ เช่นกันผู้เรืองนามด้วยความรู้ ความฉลาดและความเข้าใจทาง โลก ได้อันตรธานไปสู่ความว่างเปล่าเมื่อเผชิญกับความรุ่งโรจน์อันสว่าง ไสวของพระผู้ทรงเป็นดวงอาทิตย์แห่งสัจจธรรม….

อีกนัยหนึ่ง “ดวงอาทิตย์” “ดวงจันทร์” และ “ดวงดาว” หมายถึงกฎและคําสั่งสอนที่ได้รับการก่อตั้งและประกาศในทุกศาสนา เช่นการสวดมนต์ การถือบวช..

ดังนี้จึงเป็นที่ชัดเจนและแจ่มแจ้งว่าถ้อยคํา “ดวงอาทิตย์จะ ถูกทําให้มืดมน ดวงจันทร์จะไม่ส่องแสงและดวงดาวทั้งหลายจะตก ลงมาจากฟ้า” หมายความถึงความคือของเหล่านักบวชและการยก เลิกกฎทั้งหลายที่ก่อตั้งไว้อย่างมั่นคงโดยการเปิดเผยศาสนาจากสวรรค์ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับการทํานายไว้เป็นนัยโดยพระศาสดาของพระผู้เป็นเจ้า

เป็นที่แน่นอนว่าในการเปิดเผยศาสนาถัดไปทุกครั้ง “ดวงอา และ “ดวงจันทร์” ของคําสั่งสอน กฎ บัญญัติและข้อห้ามทั้งหลายที่ได้ปกคลุมประชาชนในยุคนั้นได้กลับกลายมืดมน นั่นคือได้หมดกําลังและหมดอิทธิพลชักจูงเกี่ยวกับ “สัญลักษณ์ของบุตรแห่งมนุษย์บนท้องฟ้า” พระ บาฮาอุลลาห์ทรงชี้แจงว่าสัญลักษณ์นี้ได้ปรากฎทั้งบนท้องฟ้าทางกาย ภาพและท้องฟ้าแห่งสวรรค์ ก่อนการเสด็จมาของแต่ละพระศาสดาได้ มีดวงดาวปรากฏบนท้องฟ้าเป็นการบ่งบอกถึงการกําเนิดของศาสนา ใหม่ ตัวอย่างเช่นโหรในยุคของพระโมเสสได้เตือนฟาโรห์ว่า

“ดวงดาวได้ผุดขึ้นบนท้องฟ้า จงดูซิ มันทํานายถึงการตั้งครรภ์ ของเด็กคนหนึ่งที่จะกุมชะตาของท่านและชะตาของประชา ชนในมือของเขา ในลักษณะคล้ายกันนี้ นักปราชญ์ผู้หนึ่งจะปรากฎ ขึ้นในความมืดเวลากลางคืน ซึ่งจะนําข่าวอันน่ายินดีมาสู่ประชาชน ของอิสราเอล นําความอุ่นใจและความมั่นใจมาสู่วิญญาณและหัวใจ ของพวกเขา

ก่อนการเปิดเผยศาสนาของพระคริสต์ นักปราชญ์เมจิได้กล่าว ว่า “ผู้ที่ได้กําเนิดเป็นกษัตริย์ของชาวยิวอยู่ที่ไหน เพราะพวกเราได้ เห็นดวงดาวของเขาทางตะวันออกและมาเพื่อที่จะสักการะพระองค์” (แมทธิว 2:2) นี้คือสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนท้องฟ้าที่มองเห็นได้ อย่าง ไรก็ตาม จอห์น เดอะแบพติสห์คือดวงดาวแห่งสวรรค์ เขาได้ทํานาย การเสด็จมาของพระคริสต์และตระเตรียมประชาชนสําหรับการเปิด เผยศาสนาของพระองค์ ก่อนการเปิดเผยศาสนาของพระโมฮัมหมัด เหตุการณ์คล้ายกันได้เกิดขึ้น ม่ าน

“ในเรื่องสัญลักษณ์ของท้องฟ้าแห่งสวรรค์ ได้ปรากฎชาย 4 คนประกาศสืบเนื่องกันต่อประชาชนถึงข่าวอันน่ายินดีของการสุด ขึ้นของพระศาสดาองค์นั้น รซ-บีห์ ภายหลังได้รับชื่อว่าซาลมอน ได้รับเกียรติรับใช้พวกเขา เมื่อจดจบของหนึ่งใน 4 คนนี้ใกล้เข้ามาเขาจะส่งรูซ-บีห์ให้อีกคนหนึ่ง จนกระทั่งชายคนที่สี่ซึ่งรู้ว่าความตายใกล้เข้ามาถึง เขาได้กล่าวต่อรูซ-บีห์ว่า : ดูกร รูซ-บีห์ เมื่อเจ้าได้นำร่างของเราไปฝังแล้ว จงไปที่ฮีจาซเพราะที่นั่น ดวงอาทิตย์ของพระโมฮัมหมัดจะผุดขึ้น ขอความสุขจงมีแด่เจ้าเพราะเจ้าจะได้เห็นใบหน้าของพระองค์”

ในการเปิดเผยศาสนาของพระบ๊อบได้ปรากฏดวงดาวแห่งสวรรค์ที่ประกาศการใกล้เข้ามาของการเปิดเผยศาสนาของพระองค์คือ เชค อาหมัดและซียิด กาซิม

เกี่ยวกับความเศร้าโศกของ “เผ่าพันธ์ทั้งหมดของโลก” และการเสด็จมาของบุตรแห่งมนุษย์ในเมฆบนท้องฟ้า พระบาฮาอุลลาห์ทรงจารึกว่า

“ถ้อยคำเหล่านี้หมายความว่าในวันเหล่านั้นมนุษย์ทั้งหลายจะเศร้าโศกต่อการสูญเสียดวงอาทิตย์แห่งความงามของพระผู้เป็นเจ้า ต่อการสูญเสียดวงจันทร์แห่งความรู้และดวงดาวแห่งความสุขุมของพระผู้เป็นเจ้า ครั้นแล้วพวกเขาจะได้เห็นรูปโฉมของศาสนฑูตตามพันธะสัญญา พระผู้ทรงความงามผู้เป็นที่บูชาเสด็จลงมาจากท้องฟ้าบนก้อนเมฆ นี้หมายความว่าพระผู้ทรงความงามจะถูกแสดงให้ปรากฏจากท้องฟ้าแห่งพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าและทรงปรากฏในรูปของมนุษย์ “ท้องฟ้า” เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความสูงส่งและความประเสริฐ เนื่องด้วยมันคือตำแหน่งของการเปิดเผยพระศาสดาทั้งหลายผู้ทรงความศักดิ์สิทธิ์ พระผู้ทรงเป็นรุ่งอรุณของความรุ่งโรจน์บรมโบราณ พระศาสดาเหล่านี้ถึงแม้จะคลอดออกมาจากครรภ์ของมารดาของพระองค์ ในความเป็นจริงแล้วได้ทรงเสด็จลงมาจากท้องฟ้าแห่งพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ถึงแม้พระศาสดาเหล่านี้จะอาศัยอยู่บนโลก กระนั้นที่อาศัยที่แท้จริงของพระองค์คือสถานที่แห่งความรุ่งโรจน์ในอาณาจักรเบื้องบน ถึงแม้เดินอยู่กับมนุษย์ทั้งหลาย องค์ทะยานอยู่ในท้องฟ้าแห่งการปรากฏของพระผู้เป็นเจ้า โดยปราศจาก เท้าพระองค์ทรงอยู่บนหนทางแห่งจิต และโดยปราศจากปีกพระองค์ ลอยขึ้นอยู่สุดยอดอันประเสริฐของเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า

“ก้อนเมฆเหล่านี้ในความหมายหนึ่งหมายถึงการยกเลิกกฎ ทั้งหลาย การยกเลิกพิธีและธรรมเนียมทั้งหลายที่มีอยู่ทั่วไปในหมู่ มนุษย์ การยกผู้ซื่อสัตย์ที่ไม่รู้หนังสือขึ้นมาเหนือผู้กดขี่ศาสนาที่คง แก่เรียน อีกนัยหนึ่งมันหมายถึงการปรากฎของพระผู้ทรงความงาม ผู้เป็นอมตะในรูปจําลองของมนุษย์กับความจํากัดทั้งหลายของมนุษย์ เช่นการกินและการดื่ม ความยากจนและความร่ํารวย ความรุ่งโรจน์และ ความตกต่ํา การหลับและการตื่น และสิ่งอื่น ๆ เหล่านี้ซึ่งจะทอดความ สงสัยมาในจิตใจของมนุษย์ทั้งหลายและทําให้พวกเขาหันหนีไป ม่านทั้งหมดดังกล่าวได้รับการพาดพิงเป็นนัยดั่งก้อนเมฆ”

“…หากสัญลักษณ์ทั้งหลายของพระศาสดาของพระผู้เป็นเจ้า ในทุกยุคปรากฏให้เห็นตรงกับข้อความในคําพยากรณ์อันเป็นที่ยอม รับทั้งหลาย จะไม่มีใครปฏิเสธหรือหันหนีไป ผู้ที่ได้รับพรจะแยกไม่ ออกจากผู้ที่ชั่วร้าย และผู้ที่กระทําผิดจะแยกไม่ออกจากผู้ที่เกรงกลัว พระผู้เป็นเจ้า จงพินิจอย่างเที่ยงธรรม : หากคําทํานายทั้งหลายที่ บันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ใหม่บรรลุตามตัวอักษร หากพระเยซูบุตรของ แมรีเสด็จมากับนางฟ้าทั้งหลายลงมาจากท้องฟ้าบนก้อนเมฆที่เรามอง เห็น ใครหรือจะกล้าไม่ยอมเชื่อ ใครหรือจะกล้าปฏิเสธสัจจธรรมและ ดูหมิ่น ไม่เพียงเท่านั้นความอกสั่นขวัญหนีจะครอบงําทุกคนที่อาศัยอยู่บนโลกอย่างกระทันหัน จนไม่มีใครสามารถเอ่ยสักหนึ่งถ้อยคําและไม่มีใครสามารถปฏิเสธหรือยอมรับสัจจธรรม”

พระบ๊อบถามพระบาฮาอุลลาห์คือสภาพแวดล้อม ของการปรากฎของอิหม่ามกาอิม ตามคําพยากรณ์ของอิสลาม อิ นามกาอิมจะต้องเสด็จมาพร้อมกับอํานาจปกครองอันยิ่งใหญ่และ ปกครองประชาชนทั้งหลาย คําพยากรณ์นี้มิได้บรรลุตามตัวอักษรโดยพระ บีอบ พระบาฮาอุลลาห์ทรงตอบคําถามนี้โดยแสดงให้เห็นว่า พระศาสดา ทั้งหมดของพระผู้เป็นเจ้าได้ปรากฎพร้อมกับอานุภาพแต่เป็นอานุภาพ ทางธรรมมิใช่ทางโลก “อย่างไรก็ตามอํานาจปกครองนี้มิใช่อํานาจปกครองที่มนุษย์ทั้งหลาย ได้จินตนาการอย่างผิด ๆ ยิ่งไปกว่านั้นพระศาสดาทั้งหลายในอดีต ทุกพระองค์เมื่อประกาศต่อประชาชนในแต่ละยุคถึงการมาของการ เปิดเผยศาสนาครั้งต่อไป ได้ทรงพาดพิงอย่างเจาะจงถึงอํานาจปกครองนี้ เสมอซึ่งพระศาสดาตามพันธะสัญญาจําเป็นต้องได้รับการประสิทธิ์ประ สาท สิ่งนี้ได้รับการเป็นพยานโดยบันทึกที่อยู่ในพระคัมภีร์ทั้งหลาย ในอดีต อํานาจปกครองนี้มิได้เป็นคุณลักษณะของอิหม่ามกาอิม เฉพาะเพียงผู้เดียวเท่านั้น ไม่เลย คุณลักษณะของอํานาจปกครอง และพระนามและคุณลักษณะอื่น ๆ ทั้งหมดของพระผู้เป็นเจ้า ได้ประ ทานให้แก่พระศาสดาทั้งหมดเสมอมาและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป เนื่อง ด้วยดังที่ได้อธิบายไว้แล้วพระศาสดาทั้งหลายเหล่านี้คือร่างกายที่เป็นที่ รวมคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า พระผู้ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ พระผู้ ทรงเปิดเผยความลึกลับแห่งสวรรค์

อํานาจปกครองนี้คืออํานาจทางธรรมที่พระองค์ทรงใช้กับ ทุกคนที่อยู่ในสวรรค์และบนโลกอย่างเต็มที่ ซึ่งเมื่อถึงกําหนดเวลาจะเปิดเผยตัวมันเองต่อโลกเป็นสัดส่วนโดยตรงกับความสามารถและ ความเปิดกว้างของจิตใจ”

“จงมีความเที่ยงธรรม : อํานาจปกครองนี้ได้แสดงอิทธิพล แผ่ซ่านและความตระหง่านอันน่าเกรงขามโดยการกล่าวพระวจนะ ถ้อยคําเดียว อํานาจปกครองนี้เหนือกว่าหรืออํานาจปกครองทางโลก ของกษัตริย์ทั้งหลายเหนือกว่า ซึ่งถึงแม้กษัตริย์เหล่านั้นจะมีความห่วง ใยข้าแผ่นดินทั้งหลายและให้ความช่วยเหลือคนจน ก็ได้รับความ มั่นใจแค่เพียงความจงรักภักดีที่แสดงออกภายนอกและผ่านหายไป อย่างรวดเร็ว ส่วนในหัวใจของมนุษย์ทั้งหลายกษัตริย์เหล่านั้นหาได้ ดลบันดาลให้เกิดความรักหรือความนับถือไม่ มิใช่อํานาจปกครอง นี้หรือที่ได้พิชิต กระตุ้น และให้ชีวิตใหม่แก่โลกทั้งหมดโดยอํานาจ ของพระวจนะถ้อยคําเดียว 15 ดูเพิ่มเติมได้ในตอนจบของบทที่ 6 เกี่ยวกับ “วันแห่งการฟื้นคืนชีพ” “ชีวิต” “ความตาย” พระบาฮาอุล ลาห์ทรงยืนยันว่ามันคือการเสด็จมาของพระศาสดาแต่ละพระองค์ ของพระผู้เป็นเจ้า โดยการเปิดเผยศาสนาของพระศาสดา ผู้ที่ซื่อ สัตย์ ได้ผุดขึ้นมาจากสุสานแห่งความไม่มีศาสนาและได้รับชีวิตแห่งธรรม

“สิ่งดังกล่าวได้บังเกิดขึ้นในยุคของพระศาสดาทุกพระองค์ ของพระผู้เป็นเจ้า ดังเช่นพระเยซูทรงกล่าวว่า : พวกเจ้าต้องได้รับการ เกิดใหม่ๆ และอีกครั้งหนึ่งพระองค์ทรงกล่าวว่า : มนุษย์ไม่สามารถ เข้าไปสู่อาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าได้เว้นแต่ว่าเขาได้เกิดด้วยน้ำ และพระวิญญาณ สิ่งที่เกิดจากเนื้อหนังก็คือเนื้อหนัง สิ่งที่เกิดจากวิญญาณก็คือวิญญาณ** ความหมายของวจนะเหล่านี้คือใครก็ตาม ทุกๆ ศาสนาที่ได้เกิดด้วยพระวิญญาณและได้รับการกระต้นโดย ลมหายใจของพระศาสดาผู้ทรงความศักดิ์สิทธิ์ โดยแท้จริงแล้วเขา เรือผู้ที่ได้บรรลุสู่ “ชีวิต” และ “การฟื้นคืนชีพ” และได้เข้ามาสู่สวรรค์ แห่งความรักของพระผู้เป็นเจ้า และใครก็ตามที่มิได้เป็นดังนี้คือ ผู้ที่ถูกตําหนิว่าเป็นคนตาย16 ปัจจัยสําคัญอีกประการหนึ่งที่ขัดขวางการยอมรับพระศาสดาคือการ ทดสอบทั้งหลายที่ร่วมสัมพันธ์กับการเปิดเผยศาสนาของพระองค์ ใน แต่ละกรณี เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของพระศาสดาได้เป็นสิ่งกีดขวางทํา ให้ประชาชนสะดุดและขัดขวางพวกเขาจากการยอมรับสัจจธรรม พระบาฮาอุลลาห์ทรงจารึกดังนี้

“จงรู้ไว้ด้วยว่าโดยแท้จริงแล้วจุดประสงค์ที่เป็นรากฐานของ พจน์ที่เป็นสัญลักษณ์ และการพาดพิงที่มีความหมายเร้นลับทั้งหมด เหล่านี้ที่มาจากพระศาสดาผู้เปิดเผยศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า คือเป็น การทดสอบและพิสูจน์ประชาชนทั้งหลายของโลก เพื่อว่าดินของหัว ใจที่บริสุทธิ์และมีความกระจ่างจะเป็นที่ทราบต่างจากดินที่เน่าเปื่อย และปราศจากพืชผล ตั้งแต่บรมโบราณ ดังกล่าวนี้คือหนทางของ พระผู้เป็นเจ้าในหมู่สิ่งสร้างสรรค์ที่มีชีวิตทั้งหลายของพระองค์ และ บันทึกทั้งหลายที่อยู่ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ได้เป็นพยานต่อสิ่ง นี้17 พระบาฮาอุลลาห์ทรงยกตัวอย่างพระโมฮัมหมัดที่เคยหันหน้าไปทิศ ทางกรุงเยรูซาเล็มขณะนําสวดมนต์สาวกทั้งหลาย และพระโมฮัมหมัดได้ หันกลับอย่างทันใดไปทางสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองเมกกะ

“เมื่อพระศาสดาพร้อมกับสาวกทั้งหลายของพระองค์กําลัง สวดมนต์เวลาเที่ยง…เสียงของทูตสวรรค์เป็นที่ได้ยินว่า : “เจ้าจงหันหน้าไปสู่สุเหร่าศักดิ์สิทธิ์ ในระหว่างที่กําลังสวดมนต์นั้นพระโร ฮัมหมัดทรงหันหน้าของพระองค์อย่างทันใดออกไปจากเยรซาเล็ม และหันไปทางกาบีห์ ครั้นแล้วความสะดุ้งกลัวอย่างหนักได้ครอบ ง่มิตรสหายของพระองค์อย่างทันใดจนพวกเขาหลายคนหยุดสวด มนต์และผละไปจากศาสนา โดยแท้จริงแล้วพระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรง ก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงนี้แต่ทรงทดสอบและพิสูจน์คนรับใช้ทั้งหลาย ของพระองค์ เพื่อว่าผู้ที่มีความซื่อสัตย์จะเป็นที่ทราบและแยกออก จากผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์” พระบาฮาอุลลาห์ทรงกล่าวเกี่ยวกับพระโมเสสว่า

“ตัวอย่างเช่น จงพิจารณาดูพระโมเสส.ก่อนที่พระองค์จะประ กาศศาสนา วันหนึ่งพระองค์ผ่านไปเห็นชายสองคนกําลังต่อ สู้กัน ชายคนหนึ่งได้ขอความช่วยเหลือจากพระโมเสสให้ต่อสู้กับ ฝ่ายตรงข้าม ครั้นแล้วพระโมเสสทรงเข้าแทรกแซงและสังหารเขา…

และบัดนี้จงไตร่ตรองในหัวใจของเจ้าเกี่ยวกับความอึกทึกครึก โครมที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงกระพือขึ้น จงไตร่ตรองการทดสอบ อันแปลกประหลาดนานปการที่พระองค์ทรงทดสอบคนรับใช้ทั้งหลาย ของพระองค์ จงพิจารณาดูว่าพระองค์ได้ทรงเลือกและมอบภาระ หน้าที่อันสูงส่งในการนําทางแห่งสวรรค์อย่างทันใด ให้กับผู้ที่มีความ ผิดเป็นฆาตกรซึ่งยอมรับความโหดร้ายของตนเอง….พระผู้เป็นเจ้า ทรงอํานาจอันไม่มีขีดจํากัดไม่สามารถหรือที่จะยับยั้งมือของพระ เสสจากการฆาตกรรม เพื่อว่าการฆ่าคนจะมิได้เป็นคุณลักษณะพระเสสซึ่งได้ก่อให้เกิดความงงงวยและความรังเกียจในหมู่ประชาชน 19 มนุษยชาติได้ถูกทดสอบคล้าย ๆ กันเมื่อพระคริสต์มาปรากฏโดย ลักษณะการเกิดของพระองค์

“จงไตร่ตรองดูว่าแมรี่จะสามารถตอบประชาชนรอบ ๆ เธอว่า อย่างไร เธอจะสามารถอ้างได้อย่างไรว่าบุตรที่พระบิดาของเขาไม่ เป็นที่รู้จัก ได้ตั้งครรภ์ โดยพระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์….

และบัดนี้จงคิดคํานึงถึงความโกลาหลอันยิ่งใหญ่ที่สุดนี้ การ ทดสอบอันสาหัสที่สุดนี้ แต่กระนั้นทั้งหมดเหล่านี้ พระผู้เป็นเจ้าได้ ทรงประทานสาระของพระวิญญาณคือความรุ่งโรจน์ของพระศาสดา ให้แก่ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนว่าไม่มีบิดา”

พระวจนะเร้นลับ พระบาฮาอุลลาห์ทรงเปิดเผยพระคัมภีร์นี้ประมาณปี ค.ศ.1858 เป็น ทั้งภาษาอาหรับและภาษาเปอร์เซีย การจะเข้าใจพระวจนะ เร้นลับผู้อ่านต้องหยั่งรู้ธรรมชาติสองลักษณะของมนุษย์คืออํานาจที่ ตรงข้ามกันที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ คืออํานาจแห่งวิญญาณและร่างกาย วิญญาณก่อกําเนิดมาจากภพแห่งจิตวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าเป็นสิ่ง ประเสริฐและอยู่เหนือกว่าภพนี้ เมื่อวิญญาณจากภพของพระผู้เป็น เจ้าเชื่อมโยงกับตัวอ่อนในครรภ์ มนุษย์ได้มาสู่ภาวะการดํารงอยู่ การ เชื่อมโยงของวิญญาณและร่างกายนี้เปรียบได้กับประทีปและกระจก ประทีปสะท้อนแสงอยู่ในกระจกแต่มันมิได้อยู่ในกระจก เช่นเดียว กันวิญญาณมิได้อยู่ในร่างกาย ความสัมพันธ์ของวิญญาณกับร่างกาย อยู่เหนือภาวะการดํารงอยู่ของโลกทางวัตถุเพราะวิญญาณมิได้เป็นส่วน หนึ่งของโลกทางวัตถุ ความสัมพันธ์นี้ดํารงอยู่เพียงชั่วคราวซึ่งทําให้เกิดเป็นมนุษย์ เมื่อความสัมพันธ์นี้สิ้นสุดลงวิญญาณกลับไปสู่ภพ ของพระผู้เป็นเจ้าและร่างกายกลับไปสู่โลกทางวัตถุคือกลายเป็นดิน สภาวะของวิญญาณภายหลังจากตายนั้นขึ้นอยู่กับคุณความดีที่เขา บรรลุในขณะที่มีชีวิต ถ้าเด็กคลอดออกมาโดยไม่มีแขนหลังจากคลอด เขาก็จะไม่มีแขนและจะเป็นเด็กพิการไปตลอดชีวิต ในลักษณะคล้าย กัน ถ้าขณะมนุษย์มีชีวิตอยู่ วิญญาณของเขามิได้รับความกระจ่างใน ธรรม เมื่อวิญญาณกลับไปสู่ภพของพระผู้เป็นเจ้ามันก็ยังคงอยู่ในความ มืดมน ฐานะสูงสุดที่กําหนดไว้ให้สําหรับมนุษย์คือการได้รับความกระ จ่างโดยพลังจิตแห่งความศรัทธา ซึ่งมาจากการยอมรับพระศาสดาของ พระผู้เป็นเจ้าในยุคของเขาและการเชื่อฟังบัญญัติของพระองค์ การ บรรลุสู่ฐานะนี้คือจุดประสงค์ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์ จุดมุ่ง หมายสําคัญที่สุดของ “พระวจนะเร้นลับ” คือเพื่อที่จะป้องกันวิญ ญาณของมนุษย์ ไม่ให้ผูกพันอยู่กับโลกนี้สามารถอธิบายได้ดังเช่น อะไรก็ตามที่ขัดขวางไม่ให้มนุษย์เข้าใกล้พระผู้เป็นเจ้า มนุษย์มีสิทธิที่ จะครอบครองทรัพย์สมบัติทางวัตถุที่เขาหามาได้และมีความสุขอย่าง ถูกต้องสมควรกับมัน แต่เขาต้องไม่ผูกพันอยู่กับมัน พระบาฮาอุลลาห์ ทรงจารึกว่า “หากมนุษย์ปรารถนที่จะประดับตัวเขาเองด้วยเครื่องตก แต่งทางโลก สวมเครื่องนุ่งห่มทางโลกหรือที่จะเสพผลประโยชน์ทั้ง หลายที่โลกสามารถให้ได้ ไม่มีภัยอันใดสามารถเกิดขึ้นกับเขาถ้าเขา มิได้ยอมให้สิ่งใดมาแทรกระหว่างเขากับพระผู้เป็นเจ้า เพราะพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญญัติสิ่งที่ดีทุกอย่างไว้ให้สําหรับคนรับใช้ทั้งหลายที่ เชื่อในพระองค์จริง ไม่ว่าเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นในสวรรค์หรือโลก”1 ในอีก ด้านหนึ่งพระองค์ทรงเตือนคนร่ํารวยว่า “ดูกร ผู้ที่ภูมิใจในความร่ํารวย ทางโลก เจ้าจงรู้ไว้ว่าในความเป็นจริงแล้วความมั่งคั่งคืออุปสรรคอันยิ่งใหญ่ระหว่างผู้แสวงหากับสิ่งที่เขาปรารถนา ระหว่างคนรักกับผู้เป็นที่ รักยิ่งของเขา คนร่ํารวยจะมิได้บรรลุสู่พระราชฐานแห่งการอยู่ร่วม กับพระองค์และจะมิได้เข้าสู่นครแห่งความพึงพอใจและการยอมจํานน ยกเว้นเพียงจํานวนน้อยบางคน เช่นนั้นขอความดีจงมีแด่ผู้ที่ร่ํารวย แต่มิได้ถูกความร่ํารวยของเขาขวางกั้นจากอาณาจักรนิรันดร์และไม่ ถูกพรากจากดินแดนอันไม่สูญสิ้น โดยพระนามอันยิ่งใหญ่ที่สุด ความงด งามของมนุษย์ผู้มั่งคั่งดังกล่าวจะให้ความสว่างแก่บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ ในสวรรค์ประดุจดวงอาทิตย์ให้ความสว่างแก่ประชาชนของโลก

ถึงแม้ความร่ํารวยอาจจะเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ระหว่างมนุษย์ กับพระผู้เป็นเจ้า และคนร่ํารวยมักจะอยู่ในอันตรายอันใหญ่หลวง ของการผูกพันอยู่กับโลกทางวัตถุ กระนั้นคนยากจนก็สามารถผูกพันอยู่ กับโลกทางวัตถุได้เช่นกัน เรื่องต่อไปนี้จะสาธิตให้เห็น : ครั้งหนึ่งมี กษัตริย์ผู้หนึ่งซึ่งมีศีลธรรม มีความยุติธรรมและความเมตตารักใคร่ เขามักอิจฉานักบวชคนหนึ่งที่สละโลกและดูเหมือนเป็นอิสระจาก ทรัพย์สมบัติ นักบวชคนนี้มักจะท่องเที่ยวไปทั่วประเทศ นอนได้ทุก แห่งเมื่อเวลาค่ํามาถึงและร้องเพลงสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าในเวลากลาง วัน เขาดํารงชีวิตอยู่ด้วยความยากจน มีเพียงเสื้อผ้าและตะกร้าใส่อาหาร กษัตริย์ถูกดึงดูดโดยวิถีชีวิตของเขา ครั้งหนึ่งกษัตริย์ ได้เชิญนักบวช ผู้นี้มาที่วังและขอให้เขาสอนเกี่ยวกับความไม่ผูกพันทางโลก เขาได้ เทศน์เกี่ยวกับคุณความดีของการใช้ชีวิตอย่างภิขาจาร กษัตริย์เกิดความ ศรัทธาและในที่สุดแต่งตัวเป็นคนจนเดินทางออกจากวังพร้อมกับ นักบวช เมื่อทั้งสองเดินทางออกมาได้ระยะหนึ่งนักบวชรู้สึกวุ่นวายใจ เพราะเขานึกได้ว่าเขาลืมตะกร้าของเขาไว้ที่วัง เขาบอกกษัตริย์ว่าเขา เดินทางไปไม่ได้ถ้าไม่มีตะกร้าและขออนุญาตกลับไปเอา กษัตริย์ ได้ตําหนิว่าตัวเขาเองได้ละทิ้งวัง ความมั่งคั่งและอํานาจ แต่ทว่านักบวชที่ ได้เทศน์เกี่ยวกับความไม่ผูกพันทางโลกมาตลอดชีวิต เมื่อถูกทดสอบ ปรากฏว่าได้ผูกพันอยู่กับโลกนี้คือตะกร้าของเขา

หุบเขาทั้งเจ็ด พระบาฮาอุลลาห์ทรงเปิดเผยพระคัมภีร์นี้เป็นการตอบคําถามนักบวช มุสลิมผู้หนึ่งที่สนใจเกี่ยวกับอํานาจจิตวิญญาณ ใจความของหุบเขา ทั้งเจ็ดคือการเดินทางของวิญญาณในภพนี้ไปสู่อาณาจักรแห่งความ ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า ความหมายที่แอบแฝงอยู่ในพระวจนะของ พระผู้เป็นเจ้านั้นไม่มีขอบเขตจํากัด บางคนอาจอ้างได้ว่าตนเองอ่าน พระคัมภีร์คีตาบี-อีคานจบ หรืออ่าน “พระวจนะเร้นลับ” จบแต่ไม่มี ใครสามารถอ้างได้ว่าตนเข้าใจพระคัมภีร์คีตาบี-อีคานทั้งหมดหรือเข้าใจ “พระวจนะเร้นลับ” ทั้งหมด ดังนั้นใจความของ “หุบเขาทั้งเจ็ด” พอจะนํามากล่าวอย่างคร่าว ๆ เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการเข้าได้ดังนี้

อันดับแรกคือ “หุบเขาแห่งการแสวงหา” ซึ่งอธิบายถึงหนทางที่ ผู้แสวงหาที่แท้จริงจะต้องก้าวไปเพื่อบรรลุในสิ่งที่เขาแสวงหา นั่น คือการยอมรับพระศาสดาของพระผู้เป็นเจ้าสําหรับยุคที่เขามีชีวิตอยู่ ก่อนอื่นใดเขาต้องชําระล้างหัวใจจากร่องรอยทั้งหลาย ต้องหันไปจาก การเดินตามบรรพบุรุษ ต้องปิดประตูแห่งความเป็นมิตรและความเป็น ศัตรูต่อประชาชนทั้งหมดของโลก ต้องสละสิ่งที่เขาได้เห็น ได้ยินหรือ เข้าใจมาก่อน

อันดับต่อไปคือ “หุบเขาแห่งความรัก” ณ หุบเขานี้ ผู้เดินทาง จะเป็นดั่งแมลงเม่าที่ได้ค้นพบเปลวไฟและต้องการเข้าไปใกล้จน กระทั่งถูกเผาโดยเปลวไฟแห่งความเสียสละ ระยะนี้หัวใจของมนุษย์ ถูกสัมผัสโดยความรุ่งโรจน์ของพระศาสดา เขาไม่เข้าใจเหตุผลหรือข้อพิสูจน์และหลงรักพระผู้เป็นที่รักยิ่ง ตัวอย่างเช่นสาวกจํานวนนับ พันที่ได้ติดต่อกับพระบ๊อบและพระบาฮาอุลลาห์และสละชีวิตเพื่อ พระองค์ถึงแม้พวกเขาบางคนจะมีความรู้เกี่ยวกับคําสั่งสอน ข้อพิสูจน์ หรือกฎของศาสนาเพียงเล็กน้อย สาวกหลายคนที่แบกแดดไม่สามารถ ทนการคิดถึงการจากไปของพระบาฮาอุลลาห์ พวกเขาไม่ยอมกินไม่ ยอมนอนเมื่อข่าวการออกจากแบกแดดของพระบาฮาอุลลาห์มาถึง

ระยะที่สามของการเดินทางคือ “หุบเขาแห่งความรู้อันแท้จริง” ความรู้นี้มิได้วางรากฐานเบื้องต้นอยู่บนความรู้ที่มาจากการเรียนรู้ ความ ทะนงในความรู้และความสําเร็จของตนมักจะพรากแสงสว่างแห่งความ เข้าใจอันแท้จริงออกไปจากหัวใจ ผู้ที่อยู่ในหุบเขานี้จะมองเห็นสัจจ ธรรมและมาถึงระดับของความมั่นใจ เขาจะเริ่มเข้าใจความลึกลับทั้ง หลายของการเปิดเผยศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าและการสร้างสรรค์ ของพระองค์ จะค้นพบว่าความทรมานและความทุกข์ยากคือพระพร และความปรานีของพระผู้เป็นเจ้าและมีเหตุผลเร้นลับแอบแฝงอยู่

ระยะที่สี่คือ “หุบเขาแห่งความเป็นเอกภาพ” ผู้เดินทางจะไม่ เห็นว่าโลกแห่งการดํารงอยู่ถูกจํากัดอยู่แค่เพียงสายตาของเขาอีกต่อไป เขาจะมองโลกแห่งการสร้างสรรค์ด้วยสายตาของพระผู้เป็นเจ้า จะ พบว่าทุกสรรพสิ่งที่ถูกสร้างสรรค์แสดงคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า แตกต่างกันไปตามระดับของมัน เหมือนกับมนุษย์ขึ้นไปอยู่บนอวกาศ และมองลงมายังโลกได้อย่างทั่วถึง เขาจะเป็นอิสระจากอัตตา จะเห็น ประทีปแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสะท้อนอยู่ในการสร้างสรรค์ ทั้งหมด

เมื่อผ่านระยะที่สี่โดยเป็นอิสระจากความผูกพันทางโลกเขา จะเข้ามาสู่ “หุบเขาแห่งความพึงพอใจ” ถึงดูภายนอกจะมีความยาก จน แต่ภายในจิตใจแล้วเขาได้รับการประสิทธิ์ประสาทด้วยความมั่งคั่งและอานุภาพจากภพแห่งจิตวิญญาณ ประวัติของศาสนาได้บันทึก เกี่ยวกับสาวกจํานวนมากมายที่มาจากผู้ที่มั่งคั่งและอยู่ในตําแหน่งสูง เมื่อพวกเขาเข้ามาในศาสนาใหม่และถูกปลดตําแหน่งและทรัพย์ สมบัติโดยศัตรูทั้งหลายของศาสนา กระนั้นพวกเขาก็มีความพึงพอใจ และไม่ถูกกระทบกระเทือนโดยความยากจน โดยการประหัตประหาร หรือการถูกทรมาน ความสุขคือคุณลักษณะหนึ่งของสาวกที่แท้จริง แต่สิ่งนี้ไม่สามารถได้มาโดยชีวิตที่วางรากฐานอยู่บนความยินดีทางโลก เพราะความสุขเหล่านั้นเป็นเพียงความสุขเพียงชั่วครู่ สําหรับผู้เดินทาง อยู่ในหุบเขาแห่งความพึงพอใจ ความทุกข์โศกจะกลายเป็นความ สุขสําราญ ความปวดร้าวจะกลายเป็นความปิติ ชีวิตของพระอับดุลบา ฮาเป็นตัวอย่างอันเปรื่องปราดของความสุขที่แท้จริง พระองค์อยู่ใน ฐานะนักโทษในเมืองอัคคาเป็นเวลา 40 ปี กระนั้นพระองค์เป็นผู้ที่มี ความเบิกบานที่สุด พระอับดุลบาฮาทรงกล่าวว่า “อิสรภาพมิใช่เรื่อง ของสถานที่แต่เป็นเรื่องของสภาวะ เรามีความสุขอยู่ในคุกนั้นเพราะ ในวันเหล่านั้นผ่านไปในหนทางของการรับใช้ สําหรับเรา คุกคือ อิสรภาพ ความยุ่งยากคือความสงบ ความตายคือชีวิต การถูกรังเกียจ คือเกียรติ ด้วยเหตุนี้เราจึงเต็มไปด้วยความสุขตลอดเวลาของการ ถูกจองจํา เมื่อใครได้รับการปลดปล่อยจากคุกของอัตตา นั่นคือ อิสรภาพที่แท้จริงเพราะอัตตาคือคุกอันยิ่งใหญ่ที่สุด เมื่อการปลด ปล่อยนี้บังเกิดขึ้น คนนั้นจะไม่มีวันถูกจองจํา มนุษย์ไม่สามารถ บรรลุถึงอิสรภาพนี้ได้นอกจากว่าเขายอมรับการเปลี่ยนแปลงอันน่า กลัวของโชคชะตาด้วยความยินยอมอย่างยินดีมิใช่ด้วยความจํานน อันมัวหมอง”

เมื่อมาถึงความพึงพอใจผู้เดินทางจะเข้ามาสู่ “หุบเขาแห่งความ พิศวง” ด้วยความงดงามของพระผู้ทรงความศริรุ่งโรจน์เหมือนคนที่ดําน้ำลงไปในมหาสมุทรและได้ตระหนักถึงความลึกที่ไม่สามารถวัดได้ ผู้ที่อยู่ในหุบเขานี้จะเห็นความไพศาลของการสร้างสรรค์ของพระผู้ เป็นเจ้าและขอบเขตอันไม่มีขีดจํากัด เขาจะค้นพบความลึกลับภาย ในของการเปิดเผยศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า ทุกขณะเขาจะเห็นโลกอัน น่าพิศวงและเกรงขามต่องานสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า

หุบเขาสุดท้ายที่ผู้เดินทางสามารถพยายามมุ่งไปสู่คือ “หุบ เขาแห่งความยากจนอันแท้จริงและความว่างเปล่าโดยสมบูรณ์ สภา วะนี้จะตายไปจากอัตตาและมีชีวิตอยู่ในพระผู้เป็นเจ้า จะมีความยาก จนในอัตตาและร่ํารวยในพระผู้ทรงเป็นที่ปรารถนา

บทที่ 12

ชีวิตในคอนสแตนติโนเปิ้ลและอเดรียโนเปิ้ล

พระบาฮาอุลลาห์และครอบครัวเดินทางออกจากแบกแดด พร้อมกับสาวก 26 คน โดยกองคาราวานที่ประกอบด้วยล่อ 50 ตัว และทหารคุ้มกันประมาณ 10 คน ในจํานวนนี้มีซียิด โมฮัมหมัดและ สาวกที่มีความประพฤติไม่ดีรวมอยู่ด้วย ซึ่งพระบาฮาอุลลาห์ทรงให้ พวกเขาร่วมเดินทางไปด้วยเพราะไม่อยากปล่อยพวกเขาไว้ที่แบกแดด อันจะก่อให้เกิดเสื่อมเสียชื่อเสียงของศาสนา มีร์ซา ยาห์ยอได้เดินทาง ออกไปจากแบกแดดก่อนโดยมิได้บอกใครและแอบเข้ามาร่วมขบวน กับพระบาฮาอุลลาห์ระหว่างทาง พระองค์เดินทางผ่านที่ราบสูง ช่อง แคบบนภูเขา ป่าไม้ หุบเขาและทุ่งหญ้าซึ่งประกอบด้วยทิวทัศน์ของ อนาโตเลียตะวันออก เมื่อผ่านไปยังเมืองต่าง ๆ พระองค์ได้รับการ ต้อนรับเป็นอย่างดีโดยเจ้าหน้าที่ทั้งหลายซึ่งทําให้ระลึกถึงความเคารพ นับถือที่ประชาชนเมืองแบกแดดมีต่อพระองค์ พระบาฮาอุลลาห์เดินทาง ผ่านเมืองเหล่านี้ด้วยเกียรติยศสูงสุด เมื่อมาถึงเมืองซอมซันมีเรือกลไฟ มารับพระองค์ไปถึงเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ลในวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ.1863

การมาถึงเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ลซึ่งเป็นเมืองที่ชาวมุสลิม ได้ประกาศเป็นดั่งยอดโดมของอิสลาม แต่ได้รับการระบุโดยพระบา ฮาอุลลาห์ว่าเป็นบัลลังก์แห่งการกดขี่ อาจกล่าวได้ว่าบทอันหายนะ และรุ่งโรจน์ที่สุดของประวัติศาสนาได้เปิดฉากออก ช่วงเวลาแห่งความ ยากลําบากและการทดสอบอย่างไม่เคยมีมาก่อนผสมกับชัยชนะทาง ธรรมอย่างทรงเกียรติกําลังจะเริ่มขึ้น ปีอันสําคัญที่สุดของยุควีรกรรม ของศาสนาอยู่เพียงแค่เอื้อม ขบวนการแห่งความหายนะที่ทํานายไว้โดยพระบ๊อบระบอบในไคยูมูน-อัสมอร์กําลังจะเริ่มต้น และท่ามกลางความ โอกติอันรุนแรงที่สุดนี้ การประกาศอันเป็นประวัติศาสตร์ ได้รับการเป็น เผยเป็นการดํารัสต่อกษัตริย์ทั้งหลายรวมทั้งผู้นําศานาของคริสเตียน และมสลิมผู้ซึ่งมีความรับผิดชอบอย่างหนีไม่พ้นต่อชะตาของสาวก ทั้งหลายของพวกเขา ระยะแรกของการประกาศอันเป็นประวัติศาสตร์นี้ ได้เริ่มต้นที่เมืองคอนสแตนติโนเปิ้ลโดยธรรมจารึกของพระบาฮา เอลลาห์ที่ดํารัสต่อสุลต่านอับดุล อาซีสผู้แต่งตั้งตนเป็นผู้แทนของพระ โมฮัมหมัดและมีอํานาจปกครองจักรวรรดิ์ออกโตมานโดยสมบูรณ์ เขา เป็นกษัตริย์คนแรกที่ได้ทานต่อกรรมสนองของพระผู้เป็นเจ้าเนื่องด้วย เขาได้เนรเทศพระบาฮาอุลลาห์ภายหลังจากที่พระองค์มาถึงเมืองคอน สแตนติโนเปิ้ลได้ไม่ถึงสี่เดือนโดยไม่มีเหตุผล

เมื่อพระบาฮาอุลลาห์มาถึงเมืองคอนสแตนติโนเปิลและได้ รับการจัดที่อยู่อาศัย แชมซี บิกได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลให้เป็นผู้ ดูแลความสะดวกของพระบาฮาอุลลาห์ วันต่อมาทูตเปอร์เซียคือ มีร์ซา ฮุสเซน คาน ได้ส่งตัวแทนมาเยี่ยมพระบาฮาอุลลาห์ โดยหวังว่าพระองค์ จะไปเยี่ยมเขาเป็นการตอบแทน แต่พระบาฮาอุลลาห์มิได้ไปตามที่ เขาหวัง ในสมัยนั้นเป็นธรรมเนียมของแขกผู้มีเกียรติของรัฐบาล ออตโตมานทุกคนเมื่อมาถึงเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล จะต้องมาเยี่ยม เยียนรัฐมนตรีและข้าราชการชั้นสูงต่าง ๆ เพื่อถือโอกาสทําความสนิท สนมและขอความสนับสนุนจากรัฐบาล ข้าราชการชั้นสูงหลายคนได้ มาเยี่ยมเยียนแสดงความนับถือพระบาฮาอุลลาห์ พวกเขาคาดว่าพระ บาฮาอุลลาห์จะเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเขาและขอการ สนับสนุนจากรัฐบาลตามที่ปฏิบัติกันทั่วไป แต่กลับพบว่ามาตรฐาน ของพระองค์นั้นประเสริฐเหนือกว่าบุคคลทั่วไปที่คอยหวังจะกอบโกย ผลประโยชน์อย่างเห็นแก่ตัว ในทางตรงข้ามพระองค์ ไม่เคยไปเยี่ยมข้าราชการคนไหนเป็นการตอบแทน ข้าราชการบางคนถึงกับมาตักเตือน พระองค์ให้ปฏิบัติตามธรรมเนียม พระองค์ทรงตอบว่าพระองค์ทราบ ธรรมเนียมแล้วแต่มิได้มีความต้องการจะแสวงหาความโปรดปรานจาก ใคร ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอันใดที่พระองค์จะต้องไปเยี่ยมบุคคลเหล่า นั้น มีร์ซา ฮุสเซน คานซึ่งได้รับการรุกเร้าอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลเปอร์ เซีย ได้ถือโอกาสนี้ยั่วยรัฐบาลตุรกีให้มีความเกลียดชังพระบาฮาอุล ลาห์ โดยประกาศว่าพระบาฮาอุลลาห์เป็นผู้ที่หยิ่งและไม่ยอมอยู่ภาย ใต้กฎหมาย เขาแพร่กระจายรายงานเท็จเกี่ยวกับความประพฤติของพระองค์จนในที่สุด อาลี พาชาได้รายงานสุลต่านอับดุล อาซีสว่ารัฐบาล เปอร์เซียขอให้เนรเทศพระบาฮาอุลลาห์ให้ไกลออกไปอีก สุลต่าน อับดุล อาซีส ได้ออกคําสั่งเนรเทศพระบาฮาอุลลาห์ทันทีเมื่อได้รับราย งานนั้น พระบาฮาอุลลาห์ทรงเปิดเผยธรรมจารึกด้วยถ้อยคําตําหนิอย่าง รุนแรงมอบให้แชมซี บิกนําไปให้อาลี พาชา และให้บอกแก่เขาว่านี้ คือสาส์นที่ส่งมาจากพระผู้เป็นเจ้า หลังจากนั้นแชมซี บิกได้เล่าให้ ออคอเย-กาลิมฟังว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าสาส์นนั้นเขียนไว้ว่ายังไง แต่ ทันใดที่นายกรัฐมนตรีได้อ่าน เขาเปลี่ยนสีไปกลายเป็นเหมือนศพ และกล่าวว่า : “ราวกับกษัตริย์ของกษัตริย์ทั้งหลายกําลังบัญชากษัตริย์ ผู้ที่ต่ําต้อยที่สุดของเขา” สภาพของเขาช่างสาหัสอย่างยิ่งจนข้าพเจ้า ต้องถอยกลับออกไป” ท่าที่เดิมของสุลต่านอับดุล อาซีสที่มีความ ชื่นชมนับถือพระบาฮาอุลลาห์ ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาออกคําสั่ง เนรเทศพระบาฮาอุลลาห์และครอบครัวอย่างทันใดโดยไม่มีเวลาเตรียมตัว ให้ไปยังเมืองอเดรียโนเปิ้ล คราวนี้พระองค์อยู่ในฐานะนักโทษอย่าง แท้จริง ก่อนจะออกจากเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล พระองค์มีสาส์นถึง มีร์ซา ฮุสเซน คานว่า “เจ้าและบรรดาผู้ที่เหมือนเจ้าจะได้รับประโยชน์ อะไรจากการเข่นฆ่าผู้ที่ถูกกดขี่จํานวนมากมายปีแล้วปีเล่า และก่อความทรมานนานัปการให้แก่พวกเขา เมื่อพวกเขาได้เพิ่มจํานวน เป็นร้อยเท่า เจ้าจะพบว่าตัวเจ้าเองอยู่ในความงงงวยโดยสมบูรณ์ ไม่รู้ ว่าจะผ่อนคลายจิตใจของเจ้าจากความคิดที่กดขี่นี้อย่างไร…ศาสนา ของพระองค์อยู่เหนือกว่าแผนใด ๆ ที่เจ้าได้คิดขึ้น จงรู้ไว้ดังนี้ :หากรัฐบาลทั้งหมดของโลกร่วมมือกันเอาชีวิตเราและชีวิตทั้งหมด ของบรรดาผู้ที่แสดงพระนามนี้ ไฟของพระผู้เป็นเจ้านี้ก็จะไม่มีวัน ถูกดับ ศาสนาของพระองค์จะห้อมล้อมกษัตริย์ทั้งหลายของโลก ไม่เพียงเท่านั้นจะห้อมล้อมทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำและดิน… อะไรก็ตามที่บังเกิดแก่เรา ความยิ่งใหญ่คือสิ่งที่เราจะได้รับ และความ สูญเสียที่จะสร้างความยุ่งยากให้แก่พวกเขาจะปรากฎชัด” สภาพ การถูกเนรเทศครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าสลดและน่าอับอาย คณะผู้ถูกเนรเทศ ต้องเดินทางท่ามกลางความหนาวที่เยือกเย็นเป็นน้ำแข็งโดยไม่มีเสื้อผ้าที่ เพียงพอ ความหนาวที่ครอบคลุมในปีนั้นทําให้สัตว์หลายตัวต้องล้ม ตายท่ามกลางหิมะ พวกเขาต้องจุดไฟลนน้ำแข็งให้หลอมละลายเพื่อจะ ได้น้ำมาใช้ การเดินทาง 12 วันผ่านฝนและหิมะหลายครั้งต้องเดินทางใน เวลากลางคืน ทําให้ผู้เดินทางที่เหนื่อยอ่อนมาถึงเมืองอเดรียโนเปิ้ล ในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1863

ณ เมืองอเดรียโนเปิ้ลนี้เองศาสนาที่มีอายุ 20 ปีซึ่งพึ่งจะเริ่ม ฟื้นจากการถูกโจมตีมาเป็นลําดับ ต้องพบกับวิกฤตการณ์ครั้งใหม่ที่ เลวร้ายกว่าความเป็นศัตรูอย่างไม่ผ่อนผันของลุงของพระโมฮัมหมัด น่าละอายกว่าการทรยศของจุดาต่อพระเยซู ชั่วช้ายิ่งกว่าลูกชายทั้ง หลายของจาคอบที่ปฏิบัติต่อโจเซฟ เลวทรามยิ่งกว่าเจตนาการฆ่าเอ เบลโดยเคน นั่นคือความประพฤติอันโหดร้ายของมีร์ซา ยาห์ยอและ การวางแผนของซียิด โมฮัมหมัด ความวิกฤติอันรุนแรงยิ่งนี้พระบาฮา อุลลาห์ทรงระบุว่าเป็นวันแห่งความเค้น ซึ่งม่านอันร้ายกาจที่สุดได้ถูกฉีกขาดสะบั้น และก่อให้เกิดการแยกจากกันโดยไม่สามารถกลับ คืนมาได้ มันสร้างความพอใจและความกล้าให้แก่ศัตรูภายนอก และก่อให้เกิดการเย้ยหยันจากฝ่ายศัตร มันทําให้สาวกทั้งหลายสับ สนและทําลายเกียรติของศาสนาในสายตาของชาวตะวันตกที่มีความ ชื่นชมศาสนาใหม่นี้

เมื่อพระบาฮาอุลลาห์มาถึงอเดรียโนเปิ้ลพระองค์ถูกจัดให้อาศัย อยู่ที่พักแรมของผู้เดินทาง สามวันต่อมาย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งที่ เหมาะสําหรับฤดูร้อนในเขตมลาดิเยห์ หลังจากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์ย้ายไป อีกบ้านหนึ่งบริเวณใกล้ ๆ กัน ประมาณอีก 6 เดือนต่อมาคณะผู้ถูก เนรเทศย้ายมาอยู่สถานที่ที่สะดวกสบายขึ้นคือบ้านของอัมรูลาห์ ไม่ นานนักประชาชนและข้าราชการหลายคนรวมทั้งเจ้าเมืองอเดรียโนเปิ้ล ได้มีความนับถือชื่นชมพระบาฮาอุลลาห์ ประชาชนทั้งหลายมีไมตรีจิต เป็นอย่างดีต่อคณะผู้ถูกเนรเทศ ซึ่งเป็นที่เห็นได้ชัดจากความร่วมมือ ของพวกเขา ที่ช่วยสาวกทั้งหลายของพระบาฮาอุลลาห์ในการประ กอบอาชีพและการค้าขายต่าง ๆ ตามที่พระองค์แนะนํา หลังจากที่ ได้หลบซ่อนตัวมาเป็นเวลากว่า 10 ปี บัดนี้ในเมืองอเดรียโนเปิ้ลมีร์ซา ยาหยอรู้ว่าชีวิตเขาพ้นอันตรายแล้วเพราะไม่มีการประหัตประหารศาสนา ใหม่ในเมืองนี้ เกียรติยศของพระบาฮาอุลลาห์ที่รุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ ทําให้ มิร์ซา ยาห์ยอ ตัดสินใจที่จะช่วงชิงความเป็นผู้นําจากพระองค์อย่าง เปิดเผย อาศัยการร่วมมือวางแผนของซียิด โมฮัมหมัดผู้ตระหนักดี ในความไร้สามารถของ มีร์ซา ยาห์ยอ และหลายครั้งที่เขาโต้เถียง เอาชนะมีร์ซา ยาห์ยอได้ จนทําให้เกิดความขุ่นข้องบาดหมางใจกัน แต่ กระนั้นพระบาฮาอุลลาห์เป็นเหตุให้เขาทั้งสองเป็นมิตรกันอยู่ได้เพราะ พระองค์คือศัตรูร่วมของเขาทั้งสอง ความตระหง่านและอํานาจของ พระบาฮาอุลลาห์ ได้ทําให้มีเฉพาะเพียง มีร์ซา ยาห์ยอ เท่านั้นแต่รวมทั้งคนอื่น ๆ ด้วยที่เมื่อมาปรากฏต่อหน้าพระองค์จะพบว่าตนเองพูด ไม่ออกแม้แต่คําเดียว มีร์ซา ยาหยอตระหนักดีถึงความไร้สามารถที่จะ เอาชนะพระบาฮาอุลลาห์ด้วยความรู้จึงหันมาใช้วิธีที่เลวร้ายที่สุดคือการ หมายเอาชีวิตพระองค์ ประมาณหนึ่งปีหลังจากที่พระบาฮาอุลลาห์มา อยู่ที่อเดรียโนเปิ้ล มีร์ซา ยาห์ยอได้เริ่มแผนการชั่วร้ายโดยเชิญพระบา ฮาอุลลาห์มาทานน้ำชาที่บ้านและป้ายยาพิษในถ้วยน้ำชาให้พระองค์ ดื่ม ซึ่งทําให้พระองค์ล้มป่วยอย่างหนักเป็นเวลาหนึ่งเดือนและมีผล ทําให้พระองค์ต้องมือสั่นไปตลอดชีวิต ความเจ็บป่วยครั้งนี้ของพระ บาฮาอุลลาห์รุนแรงอย่างยิ่ง จนนายแพทย์ชาวต่างประเทศชื่อชิชมอน หลังจากที่มาดูอาการแล้วขนลุกเมื่อเห็นร่างที่เขียวช้ําของพระองค์ เขาลงความเห็นว่าพระองค์ ไม่มีหวังรอดชีวิตและมิได้สั่งการรักษา ใด ๆ ไม่กี่วันต่อมานายแพทย์ผู้นี้ล้มป่วยและตายซึ่งพระบาฮาอุลลาห์ ทรงกล่าวว่านายแพทย์ผู้นี้ได้สละชีวิตเพื่อพระองค์ ในอีกโอกาสหนึ่ง มีร์ซา ยาห์ยอ ใส่ยาพิษลงในบ่อน้ำของครอบครัวและมิตรสหายของ พระบาฮาอุลลาห์จนทําให้พวกเขามีอาการประหลาดและล้มป่วยยิ่ง ไปกว่านั้น มีร์ซา ยาห์ยอได้พยายามชักจูงให้ช่างตัดผมของพระบาฮา อุลลาห์ฆาตกรรมพระองค์โดยจะให้รางวัลอย่างงาม ช่างตัดผมโกรธเคือง อย่างมากจนถึงกับจะฆ่า มีร์ซา ยาห์ยอ ในทันทีแต่เกรงจะเป็นที่ขุ่น เคืองของพระบาฮาอุลลาห์ แต่กระนั้นทั้งหมดเหล่านี้พระบาฮาอุลลาห์ ก็ทรงช่วยปกปิดความชั่วร้ายของมิร์ซา ยาห์ยอมิให้ผู้อื่นรู้ อย่างไรก็ ตามช่างตัดผมไม่สามารถเชื่อฟังคําสั่งของพระบาฮาอุลลาห์ ได้อีก ต่อไป เขาได้ประกาศถึงความชั่วร้ายของมิร์ซา ยาหยอ ซึ่งทําให้ชุมชน บาบีตกอยู่ในความอึกทึกอย่างรุนแรง เมื่อความชั่วร้ายถูกเปิดเผยมีร์ซา ยาหยอได้ปฏิเสธคํากล่าวหาและโต้กลับไปว่าความชั่วร้ายนั้นมาจาก ช่างตัดผม บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พระบาฮาอุลลาห์จะต้องประกาศฐานะของพระองค์ต่อมีร์ซา ยาห์ยออย่างเป็นทางการ พระองค์ทรงเปิดเผย เรเย-อัมล์ (Surih of Command) ซึ่งยืนยันความเป็นศาสนทูตของ พระองค์ตามที่ทํานายโดยพระบ๊อบ มอบให้มีร์ซา อาคา จอนนําไปอ่าน ต่อมีร์ซา ยาห์ยอ ซึ่งในพระคัมภีร์นี้พระองค์สั่งให้มีร์ซา ยาห์ยอมอบ ความจงรักภักดีให้แก่ศาสนาของพระองค์ ถ้าหากไม่ปฏิบัติจะต้อง แยกทางกันและขอคําตอบจากมีร์ซา ยาห์ยอ มีร์ซา ยาห์ยอขอเวลา หนึ่งวันเพื่อคิดคําตอบ วันรุ่งขึ้นเขากลับประกาศตัวโต้ตอบกับพระ บาฮาอุลลาห์ว่าเขาคือผู้รับการเปิดเผยศาสนาจากสวรรค์และประชาชนทั้ง หมดของโลกตะวันออกและตะวันตกจะต้องยอมจํานนต่อเขา คําประ กาศอันอุกอาจนี้ของมีร์ซา ยาห์ยอ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการแยก จากกันเป็นครั้งสุดท้ายระหว่างเขาและพระบาฮาอุลลาห์ พระองค์ทรง ย้ายครอบครัวแยกออกไปอยู่ที่บ้านของริดา บิกในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1866 โดยไม่ยอมให้มิตรสหายทั้งหลายเข้าพบเพื่อให้อิสระแก่สาวก ทั้งหลายเลือกระหว่างพระองค์กับมีร์ซา ยาหยอ วันนั้นเองได้เป็นพยาน ต่อความอึกทึกครึกโครมอันยิ่งใหญ่ที่สุด ชุมชนบาบีซึ่งมีความจงรัก ภักดีต่อพระบาฮาอุลลาห์ยกเว้นเพียงส่วนน้อยที่เป็นพวกของมีร์ซา ยาห์ยอย่างเศร้าโศกต่อการพรากจากพระองค์ ในระหว่างนี้พระองค์สั่ง ออคอเย-กาลิมให้แบ่งเครื่องเรือน เครื่องใช้ในบ้านครึ่งหนึ่งส่งไปให้ บ้านของมิร์ซา ยาห์ยอ พร้อมกับตราประทับ แหวนและธรรมนิพนธ์ ทั้งหลายที่เขียนโดยพระบ๊อบซึ่งเขาอยากได้นักหนา และให้เขาได้ รับเงินครบถ้วนตามที่รัฐบาลมอบให้แก่ผู้ถูกเนรเทศ การแยกตัวออก ไปของพระบาฮาอุลลาห์ครั้งนี้ได้ทําให้มีร์ซา ยาหยอ และซียิด โมฮัม หมัดอีกเหิมยิ่งขึ้น พวกเขากระจายข่าวเท็จใส่ร้ายพระบาฮาอุลลาท ไปยังสาวกทั้งหลายที่อยู่ในเปอร์เซียและอิรัก และสร้างความสับสน อย่างยิ่งให้กับชุมชนเหล่านั้น ชาวบาบีบางคนถูกชักจูงโดยข่าวเหล่านี้เสียความศรัทธาไป ชาวบาบีหลายคนเขียนจดหมายถึงพระ อลลาห์เพื่อขอการนําทางและความกระจ่างจากพระองค์ ในช่วง ธรรมจารึกจํานวนมากได้รับการเปิดเผยโดยพระบาฮาอุลลาห์เป็นการ องสาวกเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านี้มีร์ซา ยาห์ยอยังรายงานเท็จไปยังเจ้า เมืองอเดรียโนเปิ้ลผู้ซึ่งมีความชื่นชมพระบาฮาอุลลาห์เพื่อหวังสร้าง ความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้แก่พระองค์ หนึ่งในคํากล่าวหาเหล่านี้คือ เขามิได้รับเงินส่วนแบ่งจากพระบาฮาอุลลาห์ตามที่รัฐบาลจัดสรรให้ แก่ผู้ถูกเนรเทศ เพื่อเป็นการสนับสนุนคํากล่าวหานี้ มีร์ซา ยาหยอได้ ส่งภรรยาของเขาไปหาเจ้าเมืองอเดรียโนเปิ้ลและโอดครวญว่าสามี ของเธอถูกโกงและอยู่ในสภาวะขาดแคลน และลูก ๆ ของเธอไม่ มีอาหารจะประทังชีวิต พฤติกรรมอันชั่วร้ายเหล่านี้ของมีร์ซา ยาหยอ และซียิด โมฮัมหมัดได้ผลักดันให้พระบาฮาอุลลาห์ต้องกลับเข้ามา ในชุมชนใหม่เพื่อปกป้องศาสนาหลังจากที่พระองค์แยกตัวออกไปเป็น เวลา 2 เดือน ครั้งนี้พระบาฮาอุลลาห์ทรงไล่มีร์ซา ยาห์ยอและซียิด โมฮัมหมัดให้ออกไปจากชุมชนของพระองค์และตัดขาดความสัม พันธ์กับเขาทั้งสองอย่างเด็ดขาด มาตรการครั้งนี้ของพระบาฮาอุลลาห์ ได้เป็นการทดสอบอันยิ่งใหญ่ในหมู่คณะผู้ถูกเนรเทศทั้งหลายใน เมืองอเดรียโนเปิ้ล เพราะนับแต่นี้ไปแต่ละคนรู้ว่าตนอยู่ฝ่ายไหน อย่างไรก็ตามชาวบาบีส่วนใหญ่ยังมั่นคงแน่วแน่และมีความจงรักภัก ดีต่อพระบาฮาอุลลาห์ มีเพียงส่วนน้อยที่เข้าไปรวมพวกกับมีร์ซา ยาห์ยอ

ในระหว่างช่วงเวลาหนึ่งปีที่พระบาฮาอุลลาห์ย้ายมาอาศัยอยู่ ที่บ้านของริดา บิก ได้มีปรากฏการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้น นั่นคือ เวลาประมาณหนึ่งถึงสองนาฬิกาของเช้าวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 1866 ประชาชนนับล้านทั้งทางโลกตะวันออกและโลกตะวันตกได้เป็น พยานต่อประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นคือดาวตกจํานวนนับพันปี ได้ปรากฏบนท้องฟ้าเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่ทํานายไว้เกี่ยวกับการเสด็จกลับมา ของพระคริสต์ในความรุ่งโรจน์ของพระบิดา นั่นคือดวงดาวทั้งหลาย จะตกลงมาจากท้องฟ้า2 การตกของดวงดาวจํานวนนับพันอันน่าอัศ จรรย์นี้ได้บรรลุคําทํานายตามตัวอักษร แต่ความหมายที่แท้จริงที่ปรากฏ อยู่ในธรรมนิพนธ์ของพระบาฮาอุลลาห์เกี่ยวกับวจนะในพระคัมภีร์ ใบเบิลนั้น พระองค์ทรงอธิบายว่าการตกของดวงดาวทั้งหลายหมายถึง การตกของผู้นําทั้งหลายของศาสนาเนื่องด้วยพวกเขาปฏิเสธการเปิดเผย ศานาของพระองค์ พวกเขาจึงหมดอิทธิพลชักจูงมนุษยชาติอีกต่อไป

พระบาฮาอุลลาห์อาศัยอยู่ที่บ้านของ ริดา บิก ประมาณหนึ่งปี จึงย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเดิม หลังจากนั้นอีก 3 เดือนพระองค์ย้ายไป อยู่ที่บ้านของอิสซาท อาคา ซึ่งเป็นบ้านที่พระองค์อาศัยอยู่จนกระทั่ง ออกจากอเดรียโนเปิ้ล หลังจากที่ย้ายมาที่บ้านนี้ได้ไม่นานคือในเดือน กันยายน ค.ศ. 1867 ได้มีเหตุการณ์สําคัญที่ได้เหวี่ยงมีร์ซา ยาห์ยอ ล้มคว่ําลงมาอย่างสมบูรณ์และเป็นการประกาศต่อทั้งมิตรและศัตรูถึง ชัยชนะของพระบาฮาอุลลาห์ เมื่อได้สังเกตเห็นว่าพระบาฮาอุลลาห์ มีความอดทนต่อการใส่ร้ายต่าง ๆ นานาที่มีร์ซา ยาหยอกระทําและทราบ ว่าพระบาฮาอุลลาห์ ไม่ใคร่อยากออกมาตามที่สาธารณะ ซียิด โมฮัม หมัดจึงสันนิษฐานว่าพระองค์ไม่มีวันคิดที่จะออกมาเผชิญหน้ากับ น้องชายผู้ทรยศ เขาได้ถือโอกาสประกาศต่อชาวมุสลิมบางคนในอ เดรียโนเปิ้ลว่าเขาและ มีร์ซา ยาหยอ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพระบา ฮาอุลลาห์เพื่อพิสูจน์สัจจธรรมแต่พระองค์ ไม่กล้ารับคําท้าของเขา บุคคลที่เป็นกลไกในการนําไปสู่เหตุการณ์ครั้งนี้คือ เมอร์ โมฮัมหมัด ชาวบาบีแห่งเมืองชีราซผู้ซึ่งเดินทางไปเมืองเมกกะพร้อมกับพระบ๊อบ และเดินทางร่วมกับพระบาฮาอุลลาห์จากแบกแดดไปคอนสแตนติ 8 แมธธิว 24 : 29 โนเบื้ล เมอร์ โมฮัมหมัดเป็นผู้ที่ไร้การศึกษาแต่มีความหยั่งรู้ ความสุขมและความกล้าหาญเป็นยอด ด้วยความสับสนต่อความแตกแยก ที่เกิดขึ้นภายในศาสนาเขาจึงเดินทางไปที่เมืองอเดรียโนเปิ้ลเพื่อค้น หาความจริงด้วยตนเอง ขณะที่อยู่ในเมืองอเดรียโนเปิ้ล เมอร์ โมฮัม หมัดได้ไปมาอย่างอิสระระหว่างชุมชนของพระบาฮาอุลลาห์และพรรค พวกของมิร์ซา ยาห์ยอ หลังจากได้ยินข่าวที่ซียิด โมฮัมหมัดท้าทาย พระบาฮาอุลลาห์ให้มาเผชิญหน้ากัน เขาได้เร่งเร้าซียิด โมฮัมหมัด ให้ชักนํามีร์ซา ยาห์ยอมาพบกับพระบาฮาอุลลาห์ในที่สาธารณะ และ ฝ่ายเขาจะไปชักชวนพระบาฮาอุลลาห์เพื่อจะได้พิสูจน์ระหว่างความ จริงกับความหลอกลวง มีร์ซา ยาหยอนึกคิดอย่างโง่เขลาว่าพระบาฮา อุลลาห์ ไม่มีวันจะสนับสนุนข้อเสนอนี้จึงได้นัดพบกับพระบาฮา อุลลาห์ที่สุเหร่าแห่งหนึ่ง ทันใดที่ได้รับข่าวพระบาฮาอุลลาห์รีบออก มาที่สุเหร่าพร้อมกับเมอร์ โมฮัมหมัด และกล่าวต่อเขาระหว่างทางว่า “ดูกร โมฮัมหมัด….หากนักบวชทั้งหมด มนุษย์ที่ชาญฉลาดทั้งหมด กษัตริย์และผู้ปกครองทั้งหมดของโลกร่วมชุมนุมกัน โดยแท้จริงแล้ว เราจะเผชิญหน้าพวกเขาและจะประกาศบทกลอนของพระผู้เป็นเจ้า เราคือผู้ที่ไม่เกรงกลัวใครถึงแม้ทั้งหมดที่อยู่ในสวรรค์และทั้งหมดที่ อยู่ในโลกจะลุกขึ้นต่อต้านเรา” ข่าวการท้าเผชิญหน้าครั้งนี้ได้แพร่ กระจายไปอย่างรวดเร็วและเป็นที่ทราบกันในหมู่ชาวยิว ชาวคริสเตียน ชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในอเดรียโนเปิ้ล พวกเขาล้วนเคยได้ยินเรื่องราว ปาฏิหารย์เกี่ยวกับการเผชิญหน้าของพระโมเสสกับฟาโรห์ มาคราวนี้ พวกเขาคาดหวังที่จะได้เห็นการเผชิญหน้าของพระบาฮาอุลลาห์กับ ผู้ที่ท้าทายพระองค์ เมื่อพระบาฮาอุลลาห์เข้าไปในสุเหร่า นักเทศน์ ในสุเหร่านั้นลืมถ้อยคําและหยุดชะงักการพูด ฝูงชนในสุเหร่าต่างเกรง ขามและประหลาดใจจนนิ่งเงียบไปหมด พระบาฮาอุลลาห์ทรงร้อง บทกลอนของพระผู้เป็นเจ้าด้วยทํานองที่ทรงอํานาจและสร้างความพิศวงให้แก่บรรดาผู้ที่อยู่ในสุเหร่านั้น ต่อมาพระองค์สั่งให้เมอร์ โมฮัมหมัดไปตาม มีร์ซา ยาห์ยอ มาเผชิญหน้ากับพระผู้เป็นนายของ เขาพร้อมกับบาปและความผิดที่เขาก่อไว้ พระบาฮาอุลลาห์รออยู่ที่ สุเหร่าจนใกล้พระอาทิตย์ตกดิน แต่กระนั้นมีร์ซา ยาห์ยอและซียิด โมฮัมหมัดไม่ยอมออกจากบ้านมาพบพระองค์และฝากคําแก้ตัวมา กับเมอร์ โมฮัมหมัด เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ติดต่อไปถึงชาวบาบีทั้งหลาย ในเปอร์เซียและเป็นการฉีกม่านกําบังขาดสะบั้นออกไปจากพวกเขา มีร์ซา ยาห์ยอ ล้มคว่ําพ่ายแพ้กลายเป็นที่เกลียดชังและถูกกวาดออก ไปจากชุมชนบาบีโดยสิ้นเชิง หลังจากที่ได้ชะล้างสิ่งสกปรกออกไป จากชุมชนแล้ว บัดนี้ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าสามารถคืบหน้าต่อไป และพร้อมที่จะต้านทานกับความโกลาหลทั้งหลายที่จะกระหน่ํามาใน อนาคต ความแตกร้าวชั่วคราวที่เกิดขึ้นในหมู่สาวก ความรุ่งโรจน์ของ ศาสนาที่ถูกบดบังและประวัติศาสตร์ของมันที่เปรอะเปื้อนไปตลอด กาล กระนั้นก็ตามพลังของมันไม่สามารถถูกลบล้างไปได้และโครง ร่างของมันไม่สามารถถูกทําลายหรือแบ่งออกเป็นนิกาย

การตกต่ำของมีซา ยาห์ขอ ได้ตามมาพร้อมกับการหลั่งไหล บทกลอนจํานวนมากมายจากการเปิดเผยศาสนาของพระบาฮาอุลลาห์ และนําไปสู่การประกาศข่าวสารของพระองค์ถึงกษัตริย์และผู้ปกครองทั้ง หลายของโลก ทั้งกลางวันและกลางคืนบทกลอนหลั่งไหลออกมามาก มายจนไม่สามารถบันทึกได้ มีร์ซา อาคา จอนทําหน้าที่บันทึกบทกลอน ที่ออกมาจากริมฝีปากของพระบาฮาอุลลาห์ พระอับดุลบาฮาคัดลอก บทกลอนเหล่านั้นโดยไม่หยุดหย่อน ไม่มีเวลาเหลือให้พักแม้เพียง ชั่วขณะ เลขานุการจํานวนหนึ่งทํางานทั้งกลางวันและกลางคืนและกระ นั้นก็ไม่สามารถรับมือได้ หนึ่งในจํานวนนี้คือมีร์ซา บอเคอร์ ชีราซีซึ่ง ได้คัดลอกบทกลอนไม่น้อยกว่า 2,000 บทต่อวันเป็นเวลา 6 เดือน ทุก ๆ เดือนบทกลอนที่ได้รับการจารึกเหล่านี้จะถูกส่งไปที่เปอร์เซีย พระบาฮาได้ทรงจารึกเป็นการยืนยันเกี่ยวกับการเปิดเผยบทกลอนทั้ง หลายของพระองค์ว่า “ดังกล่าวนี้คือการหลั่งไหล….จากก้อนเมฆของ พระกรุณาแห่งสวรรค์ซึ่งบทกลอนจํานวนหนึ่งพันบทได้ถูกเปิดเผยภาย ในชั่วเวลาหนึ่งชั่วโมง” และ “เลขานุการทั้งหลายไม่สามารถพอที่จะ จารึกบทกลอนทั้งหลายที่ได้เปิดเผยในดินแดนนี้ (อเดรียโนเปิ้ล) ด้วยเหตุนี้มันจึงมิได้รับการจารึกเป็นส่วนใหญ่” พระบาฮาอุลลาห์ ได้ทรงเปิดเผยธรรมจารึกจํานวนมากมายก่อนที่พระองค์จะย้ายมาอยู่ที่ บ้านของอิสซาท อาคา หลังจากที่มีร์ซา ยาห์ยอพ่ายแพ้ไปพระองค์ ได้ทรงเปิดเผยธรรมจารึกที่สําคัญที่สุดเป็นครั้งแรกถึงกษัตริย์ทั้งหลาย ทั่วทั้งโลกตะวันออกและตะวันตกนั่นคือ “ธรรมจารึกถึงกษัตริย์ทั้ง หลาย” นอกจากนี้ยังมีธรรมจารึกไปถึงสุลต่านอับดุล อาซีสและคณะ รัฐมนตรีทั้งหลายของเขา ถึงผู้นําทั้งหลายของโลกคริสเตียน ถึงทูต เปอร์เซียประจําเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ลและผู้ร่วมมือของเขาคือ ทูตฝรั่งเศส ถึงผู้นํามุสลิมทั้งหลายในคอนสแตนติโนเปิ้ล ถึงนักปราชญ์ และประชาชนเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล ถึงประชาชนชาวเปอร์เซีย และนักปรัชญาทั้งหลายของโลก พระองค์ทรงมีสาส์นฉบับแรกโดย เฉพาะไปถึงพระเจ้านโปเลียนที่ 3 และกษัตริย์นาเซริดิน ชาห์ซึ่งอธิบาย ความมุ่งหมาย จุดประสงค์และหลักธรรมของศาสนาของพระองค์

ในธรรมจารึกถึงกษัตริย์ทั้งหลายของโลกพระบาฮาอุลลาห์ทรง เปิดเผยภาระหน้าที่ของพระองค์ ทรงว่ากล่าวตักเตือนกษัตริย์ทั้งหลายให้ ยอมรับข่าวสารของพระองค์ ตําหนิพวกเขาที่ไม่เอาใจใส่ต่อศาสนา ของพระองค์ บัญชาพวกเขาให้มีความยุติธรรมและระมัดระวัง ให้พวก เขาลดอาวุธ สาธกถึงความทรมานของพระองค์ มอบหมายผู้ยากจน ให้อยู่ในความดูแลของพวกเขา ทรงเตือนกษัตริย์ทั้งหลายว่าการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้าจะโจมตีพวกเขาจากทุกทิศทางหากพวกเขา ปฏิเสธคําปรึกษาของพระองค์ และทรงทํานายถึงชัยชนะของพระองค์ บนโลกนี้ถึงแม้จะไม่มีกษัตริย์คนใดหันมาสู่พระองค์เลย พระองค์ทรง ดํารัสด้วยถ้อยคําเหล่านี้ “ดูกร กษัตริย์ทั้งหลายของโลก จงหันหูมา ยังสุรเสียงของพระผู้เป็นเจ้าที่เรียกมาจากต้นไม้อันประเสริฐสุดและ เต็มไปด้วยผลนี้ ที่ได้ผุดขึ้นมาจากเงินคริมซันบนที่ราบอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่ง กําลังสวดว่า : ไม่มีพระผู้เป็นเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ พระผู้ทรงอํา นาจ พระผู้ทรงอานุภาพ พระผู้ทรงปรีชาญาณ..ดูกร กษัตริย์ทั้งหลาย จงเกรงกลัวพระผู้เป็นเจ้าและจงอย่าทรมานตัวเจ้าเองโดยพรากพระ กรุณาอันประเสริฐสุดนี้ไปจากเจ้า เช่นนั้นจงสะบัดสิ่งทั้งหลายที่เจ้า ครอบครองทิ้งไปและยึดมั่นอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า พระผู้ทรงประเสริฐ พระผู้ทรงความยิ่งใหญ่ จงหันหัวใจของเจ้าไปสู่พระพักตร์ของพระผู้ เป็นเจ้าและละทิ้งสิ่งที่ความอยากของเจ้าได้สั่งให้เจ้าปฏิบัติ และจง อย่าเป็นเช่นบรรดาผู้ที่สูญสิ้น” พระบาฮาอุลลาห์ทรงตําหนิกษัตริย์ทั้ง หลายที่ไม่ยอมรับการเปิดเผยศาสนาของพระองค์ว่า “ใบหน้าของเรา ได้ปรากฏออกมาจากม่านกําบังและส่องแสงไปยังทั้งหมดที่อยู่ในสวรรค์ และบนโลก และกระนั้นเจ้ายังไม่หันมาสู่พระองค์ ทั้งๆที่เจ้าถูกสร้าง ขึ้นมาเพื่อพระองค์ ดูกร กษัตริย์ทั้งหลาย ดังนั้นจงปฏิบัติตามสิ่งที่ เราได้ตรัสต่อเจ้าและจงฟังด้วยหัวใจของเจ้า และจงอย่าเป็นเช่นผู้ที่ ได้หันหนีไป” พระบาฮาอุลลาห์ทรงเตือนกษัตริย์ถึงหน้าที่ในการคุ้ม ครองผู้ที่ถูกกดขี่ว่า “พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบบังเหียนให้แก่เจ้าในการ ปกครองประชาชน เพื่อว่าเจ้าอาจจะปกครองด้วยความยุติธรรม ปก ป้องสิทธิของผู้ที่ถูกกดขี่และลงโทษผู้กระทําผิด หากเจ้าละเลย หน้าที่ที่บัญญัติไว้ให้แก่เจ้าโดยพระผู้เป็นเจ้าในพระคัมภีร์ของพระ องค์ ชื่อของเจ้าจะถูกนับรวมกับพวกที่มีความอยุติธรรมในสายตาของพระองค์ แท้จริงแล้วความผิดพลาดของเจ้าจะเป็นสิ่งที่สาหัส เจ้าจะยึดอยู่กับสิ่งที่จินตนาการของเจ้าได้คิดขึ้นและละทิ้งบัญญัติทั้ง หลายของพระผู้เป็นเจ้า พระผู้ทรงประเสริฐสุด พระผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึง ได้ พระผู้ทรงอํานาจผลักดัน พระผู้ทรงมหิทธานุภาพหรือ จงปัดทิ้ง สิ่งทั้งหลายที่เจ้าครอบครองและยึดมั่นอยู่กับสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าสั่งให้ เจ้าปฏิบัติ” และ “หากเจ้าไม่ยับยั้งมือของผู้ที่กดขี่ หากเจ้าไม่ปก ป้องสิทธิของผู้ที่ถูกกดขี่ เช่นนั้นเจ้ามีสิทธิอะไรที่จะโอ้อวดตัวเจ้าใน หมู่มนุษย์ ด้วยสิ่งใดที่เจ้าสามารถคุยโวได้อย่างชอบธรรม เจ้าทะนง ในอาหารและเครื่องดื่มของเจ้า ในความร่ํารวยที่เจ้าสะสม ในราคาเครื่อง ตกแต่งต่าง ๆ นานาที่เจ้าใช้ประดับตัวเจ้าเองหรือ ถ้าเป็นดังนี้จริง ความรุ่งโรจน์ก็อยู่ที่การได้ครอบครองสรรพสิ่งที่ต้องสูญสิ้นเหล่านั้น เช่นนั้นพื้นดินที่เจ้าจําเป็นต้องโอ้อวดตัวมันเองเหนือกว่าเจ้า เพราะว่า มันได้จัดหาสิ่งเหล่านี้ให้เจ้าโดยประกาศิตของพระผู้ทรงมหิทธานุภาพ ตามที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ ภายใต้พื้นดินนั้นบรรจุสิ่งทั้ง หมดที่เจ้าครอบครอง เจ้าสืบความร่ํารวยมาจากมันเป็นดั่งสัญลักษณ์ แห่งความปรานของพระองค์ เช่นนั้นจงมองดูสภาพของเจ้า มอง ดูสิ่งที่เจ้าภูมิใจ เราขอให้เจ้าสามารถแลเห็น

ไม่ โดยพระผู้ทรงกุมอาณาจักรการสร้างสรรค์ทั้งหมดไว้ในกํา มือของพระองค์ ความรุ่งโรจน์อันแท้จริงและยั่งยืนของเจ้ามิได้อยู่ที่ ไหน เว้นแต่ในการยึดมั่นอยู่กับหลักศีลธรรมของพระผู้เป็นเจ้า ปฏิบัติ ตามพระองค์อย่างเต็มหัวใจ…”

ในธรรมจารึกเดียวกันนี้พระบาฮาอุลลาห์ทรงมีดํารัสเฉพาะเจาะ จงไปยังผู้นําทั้งหลายของโลกคริสเตียน ตําหนิพวกเขาที่มิได้ต้อนรับ และหันมาสู่พระองค์และเพลิดเพลินอยู่กับงานอดิเรกและความคิด ฟุ้งซ่านของตนเอง ทรงประกาศว่าพวกเขาจะถูกเรียกมาคิดบัญชีสำหรับการกระทําของพวกเขา คําดํารัสของพระองค์คือ “ดูกร กษัตริย์ ทั้งหลายแห่งโลกคริสเตียน พวกเจ้าไม่ได้ยินคําพูดของพระเยซูผู้เป็น พระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้าหรือว่า : “เราจากไปและจะกลับมาหา เจ้าอีก” เช่นนั้นทําไมเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาหาเจ้าในก้อนเมฆ บนท้องฟ้า เจ้าจึงมิได้ใกล้เข้ามาหาพระองค์เพื่อว่าเจ้าอาจจะได้เห็น ใบหน้าของพระองค์และเป็นเช่นบรรดาผู้ที่ได้อยู่กับพระองค์ ใน อีกตอนหนึ่งพระองค์ทรงกล่าวว่า : “เมื่อพระองค์ผู้ทรงเป็นพระวิญญาณ แห่งสัจจธรรมเสด็จมา พระองค์จะนําเจ้าไปสู่สัจจธรรมทั้งหมด กระ นั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงนําสัจจธรรมมาแล้ว จงดูซิว่าเจ้าได้ปฏิเสธไม่ หันหน้าไปสู่พระองค์อย่างไร และยังคงสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่กับ งานอดิเรกและความคิดฟุ้งซ่านของเจ้า เจ้าหาได้ต้อนรับพระองค์ ไม่ เจ้ามิได้แสวงหาพระองค์ เพื่อว่าเจ้าอาจจะได้ยินบทกลอนทั้งหลาย ของพระผู้เป็นเจ้าจากปากกาของพระองค์เอง และได้รับความรู้นา นัปการของพระผู้ทรงมหิทธานุภาพ พระผู้ทรงความศิริรุ่งโรจน์ พระผู้ ทรงปรีชาญาณ เพราะความล้มเหลวของเจ้า เจ้าได้ขัดขวางลมหาย ใจของพระผู้เป็นเจ้าจากการโฉบพัดมายังเจ้าและพรากความหวาน ของกลิ่นของมันออกไปจากวิญญาณของเจ้า เจ้ายังคงท่องเที่ยว ด้วยความปิติไปในหุบเขาแห่งความอยากอันเสื่อมทรามของเจ้า เจ้าและทั้งหมดที่เจ้าครอบครองจะดับสิ้นไป เจ้าจะกลับไปสู่พระ ผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอนที่สุดและจะถูกเรียกมาคิดบัญชีสําหรับการกระ ทําทั้งหลายของเจ้าต่อหน้าพระผู้ที่จะรวบรวมการสร้างสรรค์ตลอดทั้ง หมดเข้าด้วยกัน…”

พระบาฮาอุลลาห์ทรงบัญชาให้สุลต่านอับดุล อาซีส ฟังคํา พูดของพระองค์ ตักเตือนให้เขาอํานวยการธุรกิจทั้งหลายของประชาชนด้วยตนเองและอย่าให้ความไว้วางใจแก่บรรดารัฐมนตรีที่ไม่ค่ควร ทรงว่ากล่าวเขามิให้วางใจในทรัพย์สมบัติของเขาหรือก้าวเลยไปจาก ความพอประมาณ ให้ปฏิบัติต่อข้าแผ่นดินทั้งหลายด้วยความยุติธรรม ในธรรมจารึกนี้พระองค์ทรงยืนยันความบริสุทธิ์ของพระองค์และความซื่อ สัตย์ต่อสุลต่านและรัฐมนตรีของเขา พรรณนาสภาพแวดล้อมของการ ถูกเนรเทศของพระองค์จากเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล และยืนยันว่า พระองค์จะสวดมนต์ถึงพระผู้เป็นเจ้าเพื่อเขา

สําหรับพระเจ้านโปเลียนที่ 3 พระบาฮาอุลลาห์ทรงส่งธรรมจา รึกผ่านรัฐมนตรีฝรั่งเศสคนหนึ่งไปถึงเขา ทรงเล่าความทุกข์ทรมาน ที่พระองค์และสาวกทั้งหลายได้รับ ทรงยืนยันความบริสุทธิ์ของพระ องค์และเหล่าสาวก เตือนเขาให้ระลึกถึงคําประกาศของพระองค์ใน นามของผู้ที่ถูกกดขี่และหมดหนทาง พระองค์ต้องการทดสอบความ จริงใจของเขาจึงได้เรียกร้องให้เขาสืบสวนถึงสภาพของบรรดาผู้ที่ถูก ประทุษร้ายและดูแลผู้ที่อ่อนแอ

สําหรับกษัตริย์นาเซริดิน ชาห์ พระองค์ทรงเปิดเผยธรรมจารึก ที่ยาวที่สุดกว่าประมุขคนใด พระองค์ทรงเป็นพยานต่อความยากลําบาก อันรุนแรงที่บังเกิดแก่พระองค์ ทรงเตือนให้เขาระลึกถึงความบริสุทธิ์ ของพระองค์ขณะที่พระองค์ใกล้จะเดินทางออกจากอิรัค เรียกร้องให้ เขาปกครองด้วยความยุติธรรม พรรณนาเกี่ยวกับบัญชาของพระผู้เป็นเจ้า ที่สั่งให้พระองค์ลุกขึ้นประกาศศาสนา ยืนยันถึงความบริสุทธิ์และไม่ เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใด ๆ ของคําปรึกษาของพระองค์ กล่าว บทสวดมนต์ในนามของกษัตริย์ชาห์ เน้นถึงอิทธิพลเกื้อกูลของคํา สั่งสอนของพระองค์ ตําหนิการใช้ความรุนแรงและการปลุกปั่นความ ชั่วร้ายทุกรูปแบบ ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ยังพิสูจน์ฐานะของพระองค์ แสดงความปรารถนาที่จะเผชิญกับบรรดานักบวชทั้งหลายเพื่อแสดงข้อพิสูจน์ในคํากล่าวของพระองค์ต่อหน้ากษัตริย์ชาห์ ทํานายว่าความ ทุกข์ทรมานของพระองค์จะตามมาด้วยการหลั่งไหลของความปรานี สูงสุดและความเจริญรุ่งเรือง เปรียบเทียบให้เห็นความทรมานที่บังเกิด กับญาติพี่น้องของพระองค์กับความทรมานที่ญาติพี่น้องของพระโม ฮัมหมัดได้รับ สาธกเกี่ยวกับความไม่มั่นคงของธุรกิจทั้งหลายของ มนุษย์ ทํานายถึงความตกต่ําในอนาคตของบรรดาอิหม่ามทั้งหลาย และปิดท้ายด้วยการแสดงความหวังว่ากษัตริย์ชาห์อาจจะได้รับความ เกื้อหนุนจากพระผู้เป็นเจ้าให้หันมาสู่และช่วยเหลือศาสนาของพระองค์

สําหรับนายกรัฐมนตรีอาลี พาชา พระองค์ทรงดํารัสในธรรมจา รึกสั่งให้เขาฟังสุรเสียงของพระผู้เป็นเจ้า ประกาศว่าการเห่าหอนหรือ คํารามของผู้ที่อยู่รอบ ๆ เขา ไม่สามารถหยุดยั้งพระประสงค์ของพระ ผู้เป็นเจ้าได้ ว่ากล่าวเขาในฐานะที่ได้ขบคิดวางแผนกับทูตเปอร์เซีย ในการมุ่งร้ายต่อพระองค์ ทํานายถึงความสูญเสียในไม่ช้าที่จะบังเกิด ขึ้นแก่เขา สรรเสริญยุคแห่งการเปิดเผยศาสนาของพระองค์ ทํานายว่า ศาสนาของพระองค์จะห้อมล้อมโลกในไม่ช้าและเมืองอเดรียโนเปิ้ล จะหลุดไปจากมือของกษัตริย์ ความโกลาหลจะบังเกิดขึ้น เสียงร้อง ของความเศร้าโศกจะเปล่งขึ้นและหลักฐานของความชั่วร้ายจะถูกเปิด เผยรอบด้าน แสดงความเป็นอันหนึ่งเดียวกันของการเปิดเผยศาสนา ของพระองค์กับการเปิดเผยศาสนาของพระโมเสสและพระเยซู เตือน ให้เขาระลึกถึงความหยิ่งยะโสของจักรพรรดิ์เปอร์เซียในยุคของพระ โมฮัมหมัด การฝ่าฝืนของฟาโรห์ในยุคของพระโมเสส และความไม่ เคารพของนิมรอดต่อพระอับราฮัม และทรงประกาศว่าจุดประสงค์ ของพระองค์คือเพื่อที่จะ “กระตุ้นโลกและประสานสามัคคีประชาชนทั้ง หมดของโลก” ต่อรัฐมนตรีทั้งหลายของสุลต่านพระองค์ทรงตําหนิความประ กิจของพวกเขา ทํานายว่าพวกเขาจะถูกลงโทษสําหรับการกระทํา ของพวกเขา ประณามความทะนงและความอยุติธรรมของพวกเขา ประกาศถึงความไม่ผูกพันกับสิ่งไร้สาระทางโลกและความบริสุทธิ์ของ พระองค์ “ดูกร รัฐมนตรีทั้งหลาย เป็นหน้าที่ของเจ้าที่จะรักษาหลัก ศีลธรรมของพระผู้เป็นเจ้าและละทิ้งกฎและข้อบังคับทั้งหลายของ เจ้า และจงเป็นเช่นบรรดาผู้ที่ได้รับการนําทางอย่างถูกต้อง เจ้าจงรู้ ไว้เถิดว่าสิ่งนี้ดีกว่าสิ่งทั้งหมดที่เจ้าครอบครอง หากเจ้าฝ่าฝืนบัญญัติ ของพระผู้เป็นเจ้า งานทั้งหมดของเจ้าจะไม่ได้รับการยอมรับในสายตา ของพระองค์สักน้อยนิด ในไม่ช้าเจ้าจะค้นพบผลที่ตามมาจากสิ่งที่ เจ้าได้กระทําในชีวิตอันปราศจากแก่นสารนี้และจะต้องชดใช้มัน… มันคือกฎและหลักการของเจ้าหรือ ที่มีเหตุผลสมควรในการประหัต ประหารพระผู้ทรงปรากฏต่อหน้าเจ้าโดยคําสั่งของเจ้า ปฏิเสธพระองค์ และทําร้ายพระองค์อย่างสาหัสทุกวัน แม้เพียงชั่วขณะพระองค์เคย ขัดขืนเจ้าหรือ…เจ้าจงรู้ไว้ด้วยว่าโลกและสิ่งไร้ค่าและเครื่องประดับ ทั้งหลายของมันจะต้องสูญสิ้นไป จะไม่มีสิ่งใดคงอยู่เว้นแต่อาณาจักร ของพระผู้เป็นเจ้า…เจ้าจะถูกเรียกอย่างแน่นอนที่สุดโดยหมู่นางฟ้า ของพระองค์ให้ไปที่จุดที่แขนขาของสรรพสิ่งสร้างสรรค์ทั้งหมดจะ ถูกทําให้สั่นไหว และเนื้อหนังของผู้กดขี่ทุกคนจะถูกทําให้ขนลุก เจ้าจะถูกถามถึงสิ่งที่มือของเจ้าได้กระทําในชีวิตที่ไร้ค่านี้ของเจ้าและ จะต้องชดใช้การกระทําทั้งหลายของเจ้า นี้คือวันที่จะมาถึงเจ้าอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือชั่วโมงที่ไม่มีใครยับยั้งได้…” ต่อทูตฝรั่งเศสพระองค์ทรงว่ากล่าวเขาในฐานะที่ร่วมมือกับ ทูตเปอร์เซียต่อต้านพระองค์ เตือนเขาถึงคําปรึกษาของพระเยซูคริสต์ที่ บันทึกอยู่ในบทจอห์น เตือนเขาว่าเขาจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาได้ทําไป และแนะนําเขาไม่ให้ปฏิบัติต่อคนอื่นดังที่เขาได้ปฏิบัติต่อ พระองค์ ต่อทูตเปอร์เซียพระองค์ทรงเผยความหลอกลวงและการใส่ ร้ายของเขา ประณามความอยุติธรรมของเขา ให้ความมั่นใจแก่เขา ว่าพระองค์มิได้มีเจตนาร้ายต่อเขา ประกาศว่าหากเขาตระหนักถึงความ ชั่วร้ายที่เขาได้กระทําเขาจะเศร้าโศกไปตลอดชีวิต ทรงเป็นพยานต่อ ความเสื่อมทรามของรัฐมนตรีเปอร์เซียในอิรัคและการขบคิดแผนร้ายระ หว่างเขาทั้งสอง ต่อผู้นํานักบวชทั้งหลายของอิสลามซุนนี้ในเมือง คอนสแตนติโนเปิ้ล พระองค์ทรงประณามพวกเขาในฐานะไม่เอาใจใส่ และเป็นเช่นวิญญาณที่ตาย ตําหนิความทะนงของพวกเขาและการ ไม่แสวงหาแสงธรรมจากพระองค์ เปิดเผยความรุ่งโรจน์และความสําคัญ ของภาระหน้าที่ของพระองค์แก่เขา ตําหนิพวกเขาว่าเป็นผู้บูชาชื่อ เสียงและอยากเป็นผู้นํา รับรองว่าไม่มีสิ่งใดในตัวพวกเขาเป็นที่ยอม รับต่อพระผู้เป็นเจ้านอกจากว่าพวกเขาจะได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ใน การประเมินของพระองค์ ต่อผู้ชาญฉลาดทั้งหลายในคอนสแตนติ โนเบิ้ลและนักปรัชญาทั้งหลายของโลกพระองค์ทรงตรัสต่อพวกเขา ในตอนจบของธรรมจารึกเป็นการตักเตือนไม่ให้พวกเขาเย่อหยิ่งต่อ หน้าพระผู้เป็นเจ้า เปิดเผยแก่นสารของความรอบรู้อันแท้จริงแก่พวก เขา เน้นความสําคัญของความศรัทธาและความประพฤติที่ซื่อตรง ตํา หนิพวกเขาที่มิได้มาแสวงหาธรรมจากพระองค์ ต่อบรรดาผู้อาศัย ในเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ลพระองค์ทรงประกาศว่าพระองค์ ไม่เกรง กลัวใครยกเว้นพระผู้เป็นเจ้า พระองค์มิได้เดินตามสิ่งใดนอกจากสอง ธรรม ทรงกล่าวว่าผู้ปกครองและผู้อาวุโสในเมืองนั้นเป็นเช่นเด็ก นั่งเล่นดินเหนียว พระองค์ไม่เห็นใครเป็นผู้ใหญ่พอที่จะรับสัจจธรรม ของพระองค์ และสุดท้ายต่อประชาชนชาวเปอร์เซีย พระองค์ทรง ตรัสต่อพวกเขาว่าหากพวกเขาจบชีวิตของพระองค์ จงวางใจได้ว่าพระผู้เป็นเจ้าจะทรงแสดงศาสนทูตองค์ใหม่มาปรากฎแทนพระองค์ ยืนยันว่าพระผู้เป็นเป็นเจ้าจะส่องแสงธรรมของพระองค์ถึงแม้พวกเขาจะเกลียดการประกาศอันหนักแน่นยิ่งในช่วงเวลาอันวิกฤตินี้โดยพระ คอลลาห์ต่อกษัตริย์ทั้งหลายของโลก ต่อคริสเตียนและมุสลิม ต่อ รัฐมนตรีและทูต ต่อหัวหน้านักบวชอิสลามซุนนี ต่อผู้ชาญฉลาดและผู้ อาศัยในเมืองคอนสแตนติโนเปิลซึ่งเป็นตําแหน่งของสุลต่านและกา หลิบ ต่อนักปรัชญาทั้งหลายของโลกและประชาชนชาวเปอร์เซีย สิ่ง เหล่านี้มิใช่เป็นเฉพาะเหตุการณ์สําคัญเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ พระบาฮาอุลลาห์อยู่ในเมืองอเดรียโนเปิ้ล เหตุการณ์และการพัฒนา อันยิ่งใหญ่อื่น ๆ ถึงแม้จะสําคัญเป็นรองก็ควรนํามากล่าวไว้ในที่นี้ นั่นคือ สาวกจํานวนหนึ่งของพระบาฮาอุลลาห์ ได้ลุกขึ้นปกป้องศาสนา ลบล้างคํากล่าวหาและคําใส่ร้ายของศัตรูศาสนาโดยอาศัยการเปิดเผย พระคัมภีร์ตาบี-บาคีโดยพระบาฮาอุลลาห์ ขอบเขตของศาสนาได้ ขยายออกไปและธงของศาสนาได้ปักอย่างถาวรในคอเคซัสโดยมุลลา อาบุล-กอลิบและสาวกคนอื่นที่เข้ามาในศาสนาใหม่โดยนาบิล ศูนย์ กลางศาสนาในอิยิปต์ได้รับการก่อตั้งขึ้นเมื่อ ซียิด ฮุสเซน คอชานี้ และฮาจี บอเคอร์ คอชานี ได้ไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่น คําทักทาย “อัลลา-อูอับฮา” ได้นํามาใช้แทน “อัลลา-อ-อัคบาร์” “ประชาชนของพระคัม ภริบายัน” หมายถึงพรรคพวกของมีร์ซา ยาห์ยอ และสาวกทั้งหลาย ของพระบาฮาอุลลาห์ ได้รับชื่อใหม่ว่าเป็น “ประชาชนของบาฮา” บท อธิษฐานของการถือบวชได้รับการเปิดเผยในช่วงเวลานี้เป็นการเตรียม าหรับกฎที่จะระบุไว้ในพระคัมภีร์คีตาบี-อัคคัสในอนาคต ในวันเหล่านี้ นาบิลได้รับเกียรติด้วยการได้รับชื่อว่านาบิล-อาแซม ซึ่งระบุอยู่ในธรรม เวกหนึ่งที่พระบาฮาอลลาห์ทรงตรัสต่อเขาและสั่งให้เขาส่งมอบข่าวสารของพระผู้เป็นนายไปทางโลกตะวันออกและตะวันตก นาบิลได้ ลุกขึ้นท่ามกลางการประหัตประหารและปลูกฝังความรักของพระบา ฮาอุลลาห์ในหัวใจของประชาชนเปอร์เซีย ในช่วงเวลานี้เช่นกันพระ บาฮาอุลลาห์ ได้มีคําสั่งให้มุลลา อาลี อัคบาร์และจามาล บูรูเจิรดี ซึ่ง อยู่ในเมืองเตหะรานให้เคลื่อนย้ายศพของพระบ๊อบอย่างลับ ๆ ไปไว้ ในสถานที่ที่ปลอดภัย และ“ซูรีห์แห่งกิ่ง” ได้รับการเปิดเผยซึ่งทํานาย ถึงฐานะของพระอับดุลบาฮาในอนาคต

การพัฒนาอันน่าสังเกตเหล่านี้ซึ่งมาพร้อมกันหรือตามมาจาก การประกาศศาสนาอย่างหนักหน่วงของพระบาฮาอุลลาห์ ไม่สามารถ รอดพ้นสายตาของศัตรูภายนอกของศาสนาซึ่งมุ่งหมายที่จะก่อความ วิกฤติให้กับศาสนาได้ทุกเวลาหากสาวกทั้งหลายขาดความรอบคอบ หรือศัตรูภายในของศาสนาเปิดโอกาสให้ ภายหลังจากที่พระบาฮา อุลลาห์ทรงตัดขาดจากซีผิด โมฮัมหมัดและมีร์ซา ยาหยอ ซีผิด โมฮัมหมัด ได้เริ่มรณรงค์ใส่ร้ายและบิดเบือนศาสนาของพระบาฮาอุลลาห์ เขา ไปที่เมืองคอนสแตนติโนเปิ้ลหลายครั้งและพบกับทูตเปอร์เซียผู้ซึ่ง ได้ชักนํารัฐบาลตุรก็ให้เนรเทศพระบาฮาอุลลาห์เป็นผลสําเร็จมาแล้ว สองครั้ง เขาพูดยกย่องมีร์ซา ยาห์ยอต่อเจ้าหน้าที่ชั้นสูงทั้งหลายใน เมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล พูดถึงกิจกรรมของพระบาฮาอุลลาห์ว่า เป็นการบ่อนทําลายและมุ่งหมายล้มล้างรัฐบาลอาณาจักรออตโตมาน ผู้ช่วยสําคัญของเขาคือ อาคา จอน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ปลดเกษียณจาก กองทัพตุรกีและถูกชักจูงโดย ซียิด โมฮัมหมัด เมื่อทั้งสองได้พบกันที่ เมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล ในที่สุดรัฐบาลตุรก็เกิดความหวาดระแวง โดยการได้รับการปลูกฝังความเชื่อว่าสาวกมากมายที่เดินทางมาเยี่ยม เยียนพระบาฮาอุลลาห์ที่อเดรียโนเปิ้ลเป็นกองกําลังของพระองค์และ ได้รับการสนับสนุนโดยผู้นําทั้งหลายของบูกาเรียตระเตรียมการเข้าโจมตีเมืองคอนสแตนติโนเปิล พระบาฮาอุลลาห์ทรงส่งสาวกไปที่ เมืองคอนสแตนติโนเปิลเพื่อชี้แจงและบรรเทาความหวาดระแวง ของรัฐบาล แต่พวกเขาถูกจับตัวไปสอบสวนและนําไปเข้าคุก เจ้าหน้าที่ ตรก็เริ่มบีบคั้นและประหัตประหารสาวกทั้งหลายของพระบาฮาอลลาห์ มีร์ซา ฮุสเซน คานทูตเปอร์เซียได้แจ้งไปยังมีร์ซา ฮาซัน คาน กงศุล เปอร์เซียประจําอียิปต์และมีร์ซา บูเซอร์ คาน กงศุลเปอร์เซียประจํา อิรักว่ารัฐบาลตุรกีได้ถอนการคุ้มครองชาวบาบีทั้งหลายและพวกเขา สามารถปฏิบัติต่อชาวบาบีได้ตามต้องการ การประหัตประหารชาว บาบีได้ปะทุขึ้นในระดับความรุนแรงต่าง ๆ กัน กงศุลเปอร์เซียในอียิปต์ และอิรัคได้เปิดฉากการเข่นฆ่า ทรมานชาวบาบีทั้งหลาย ในแบกแดด ชาวบาบี 70 คน ทั้งชายและหญิงและเด็กถูกเนรเทศอย่างน่าอับอาย ไปยังโมซูล เจ้าเมืองแบกแดดพยายามทุกวิถีทางที่จะป้องกันพวกเขา จากการถูกเข่นฆ่าโดยศัตรูและจัดกองทหารคุ้มกันพวกเขาในการ เดินทางไปเมืองโมซูล พระบาฮาอุลลาห์ส่งนาบิลไปวิงวอนอุปราช แห่งอียิปต์ในนามของเพื่อนบาบีทั้งหลายที่นั่น แต่นาบิลเองก็ถูก จับเข้าคุก ภาระหน้าที่เกือบ 5 ปีในอเดรียโนเปิ้ลของพระบาฮาอุลลาห์ ใกล้จะสิ้นสุดลง ข่าวสารที่พระบาฮาอุลลาห์ทรงตรัสต่อกษัตริย์และ ผู้ปกครองทั้งหลายของโลกทําให้เจ้าหน้าที่ในเมืองคอนสแตนติโนเปิ้ล เริ่มหวั่นกลัว รายงานเท็จต่าง ๆ ที่ใส่ร้ายพระบาฮาอุลลาห์และการชัก นําของทูตเปอร์เซีย ข่าวอันน่าตกใจที่บุคคลสําคัญหลายคนรวมทั้ง เจ้าเมืองอเดรียโนเปิ้ลมีความชื่นชมนับถือพระองค์ ไปเยี่ยมเยียนและ แสดงความเคารพพระองค์เยี่ยงกษัตริย์ การเคลื่อนไหวของผู้มานมัสการ พระองค์มากมายที่อเดรียโนเปิ้ล สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทําให้สุลต่าน อับดุล อาซีส ออกคําสั่งเนรเทศพระองค์อีกครั้งไปที่คุกเมืองอัคคา เป็นการจําคุกตลอดชีวิต บุคคลสําคัญที่มีส่วนรับผิดในการถูกเนรเทศของพระบาฮาอุลลาห์ครั้งนี้คือนายกรัฐมนตรีอาลี พาชา รัฐมนตรีต่าง ประเทศฟูออด พาชา ทูตเปอร์เซียมีร์ซา ฮุสเซน คาน เจ้าเมืองอเดรีย โนเปิลได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อยับยั้งการกระทําของเจ้าหน้าที่ในเมือง คอนสแตนติโนเปิ้ลแต่ก็ล้มเหลว เมื่อเขาได้รับทราบคําสั่งประกาศ การเนรเทศของพระบาฮาอุลลาห์ เขาอึดอัดและละอายใจจนไม่กล้า ไปบอกพระองค์และหนีหายไปจากสํานักงานโดยทิ้งงานนี้ไว้ให้กับ นายทะเบียน

ทันใดเช้าวันหนึ่งบ้านของพระบาฮาอุลลาห์ถูกล้อมรอบด้วย ทหาร สาวกทั้งหลายของพระองค์ถูกเจ้าหน้าที่เรียกตัวไปสอบถาม เพื่อเตรียมพร้อมการถูกเนรเทศ ความโกลาหลครอบงําประชาชนทั้ง หลายในเมืองอเดรียโนเปิ้ล พวกเขาสอบถามด้วยความแปลกใจว่า “อะไร เกิดขึ้นที่ทําให้บุคคลเหล่านี้ถูกปฏิบัติเช่นนี้ พวกเราไม่เคยเห็นอะไร ในพวกเขานอกจากความซื่อตรง ความไว้วางใจได้ ความเคร่งครัดศาสนา ….ทําไมพวกเขาจึงได้รับความอยุติธรรมและความโหดร้ายเช่นนี้” พวกเขาเต็มไปด้วยความเสียใจและเห็นใจ บางคนถึงกับร้องไห้ออก มา กงศุลต่างประเทศจํานวนหนึ่งได้ฝ่ากองทหารเข้าไปพบพระบาฮา อุลลาห์และแสดงความพร้อมที่จะช่วยเหลือพระองค์ โดยให้รัฐบาล ของพวกเขาช่วยเข้าแทรกแซง พระบาฮาอุลลาห์แสดงความซาบซึ่ง แต่ปฏิเสธความช่วยเหลือของพวกเขาและกล่าวว่าพระผู้เป็นเจ้าเท่า นั้นที่พระองค์หันไปหาความช่วยเหลือ ทรัพย์สินของชาวบาบีได้ขาย ไปในราคาเพียงครึ่งเดียวเพื่อเตรียมการถูกเนรเทศ ชาวบาบีหลายคน ที่ได้ก่อตั้งธุรกิจร้านค้าได้ขายทุกสิ่งทุกอย่างในราคาต่ํามากและทิ้ง สินค้าไว้มากมายเพราะพวกเขาต้องการติดตามพระบาฮาอุลลาห์ไป ฮาจี จาฟารี หลังจากที่ได้รับคําแนะนําจากพระบาฮาอุลลาห์ ไม่ให้ติด ตามพระองค์ไปได้เชือดคอตัวเองแต่นายแพทย์ช่วยเหลือเขาไว้ทัน พระบาฮาอุลลาห์ทรงจารึกเกี่ยวกับการกระทําครั้งนี้ว่า “ไม่เคยมีมาก่อนในศตวรรษทั้งหลายที่ผ่านมา พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสํารองไว้สําหรับ การเปิดเผยศาสนาครั้งนี้เป็นดั่งหลักฐานหนึ่งของอานุภาพแห่งอํานาจ ของพระองค์” เพื่อนบาบีตื่นตกใจในการกระทําของ ฮาจี จาฟารีและ รีบรดเข้ามาช่วยเขา เขายืนกรานว่าแม้นายแพทย์จะเย็บคอช่วยชีวิต เขาไว้เขาจะเชือดคอตัวเองใหม่และได้กล่าวว่าถ้าจากพระบาฮาอุลลาห์ ชีวิตของเขาไม่มีประโยชน์อีกต่อไป พระบาฮาอุลลาห์ทรงมาเยี่ยมเขาที่เตียง เอามือสัมผัสศีรษะและใบหน้าของเขาและสัญญาว่าเขา ได้รับอนุญาตให้ไปร่วมกับพระองค์ ณ สถานที่ถูกเนรเทศแห่งใหม่ หลังจากที่แผลเขาหายสนิท สาวกของพระบาฮาอุลลาห์ถึงแม้จะรู้ว่า การถูกเนรเทศครั้งนี้จะต้องไปอยู่ในที่ลําบากทรมาน กระนั้นพวกเขา เลือกที่จะตายดีกว่าถูกพรากจากพระองค์ วันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1868 พระบาฮาอุลลาห์และครอบครัวพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตุรกีออกเดินทาง 4 วันไปยังเมืองกาลิโปลี เพื่อนบ้านและประชาชนในย่านที่พระองค์ อาศัยอยู่เข้ามาอําลาพระองค์ด้วยความเศร้าโศกอย่างที่สุด พวกเขา ผลัดกันเข้ามาจูบมือและชายเสื้อของพระองค์ ชาวคริสเตียนและชาว มุสลิมมาอยู่ที่ประตูบ้านของพระบาฮาอุลลาห์และร้องไห้ ชั่วโมงแห่ง การจากไปของพระบาฮาอุลลาห์ครั้งนี้ช่างเป็นชั่วโมงที่ปวดร้าวใจและ น่าทรงจํา เมื่อมาถึงเมืองกาลิโปลีพระบาฮาอุลลาห์ทรงกล่าวต่อเจ้า หน้าที่ตุรกีว่า “จงบอกกษัตริย์ว่าอาณาเขตนี้จะหลุดไปจากมือเขาและ ธุรกิจทั้งหลายของเขาจะถูกเหวี่ยงไปอยู่ในความสับสน” พระองค์ ทรงกล่าวต่อไปว่า “มันคงเป็นการเหมาะสมหากสุลต่านได้เรียกการ ถ้าหากเขาได้ชุมนุมและเรียกเราไปเพื่อว่าเขาจะได้สืบสวนเรื่องราว พบสิ่งใดที่เป็นลางของการปลูกปั่นความไม่สงบหรือสัญลักษณ์ใดที่แล้วจึงลงโทษเราด้วยวิธีที่ ตรงข้ามกับพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า แล้วจึงลงโทษเขาด้วยวิธีที่เขาใช้อยู่ตอนนี้ เขาควรขอให้เราแสดงข้อพิสูจน์ในสิ่งที่เราอ้าง หากเขาพบว่าเราบกพร่องเขาสามารถปฏิบัติต่อเราได้ตามที่เขาปรารถนา เขาไม่ควรยินยอมให้มีการกระทําผิด ความเป็นศัตรู การทําร้ายดังกล่าว โดยปราศจากเหตุผลโดยการปฏิบัติตามแต่คําสั่งของผู้ก่อความชั่วร้าย ทั้งหลาย” ในที่สุดได้มีการตัดสินใจให้เนรเทศพระบาฮาอุลลาห์พร้อมกับ มิตรสหายประมาณ 70 คนไปที่คุกเมืองอัคคาซึ่งในจํานวนนี้มีซียิด โมฮัมหมัดและอาคา จอนรวมอยู่ด้วย และเนรเทศมีร์ซา ยาห์ยอ พร้อมกับสาวก 4 คนของพระบาฮาอุลลาห์ ไปยังเกาะไซปรัส ในชั่วโมง ก่อนจะออกจากท่าเรือกาลิโปลีพระบาฮาอุลลาห์ทรงเตือนมิตรสหาย ทั้งหลายของพระองค์ว่า “การเดินทางครั้งนี้จะไม่เหมือนการเดินทาง ครั้งก่อน ๆ ใครที่คิดว่าตนเองไม่เป็นลูกผู้ชายพอที่จะเผชิญกับอนาคต จงจากไปสถานที่ใดก็ตามที่เขาปรารถนาเป็นดีที่สุดและจะปลอดภัย จากการทดสอบ เพราะหลังจากนี้แล้วเขาจะพบว่าเขาไม่สามารถจากไปได้” สาวกทั้งหลายไม่หวั่นคํากลัวคําเตือนของพระองค์ ก่อน หน้านี้เจ้าหน้าที่ได้มาประกาศว่าเฉพาะผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในคณะผู้ถูก เนรเทศเท่านั้นที่จะได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากรัฐบาล นอกนั้น ต้องออกค่าใช้จ่ายเองหากต้องการจะร่วมเดินทางไป สาวกคนที่ไม่มี รายชื่อได้ซื้อตั๋วค่าเดินทางด้วยความยินดี ซึ่งทําให้เจ้าหน้าที่ประหลาดใจ อย่างยิ่งว่าคนพวกนี้ทําไมซื้อตั๋วเดินทางไปเข้าคุกในดินแดนที่ไม่รู้จัก

เช้าวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ.1868 คณะผู้ถูกเนรเทศขึ้นเรื่อ เดินทางไปยังอเล็กซานเดรีย ที่อเล็กซานเดรียพวกเขาเปลี่ยนมาขึ้น เรือใหม่เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองไฮฟ้าและจากเมืองไฮฟ้าไปขึ้นฝั่ง ที่อัคคาวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ.1868 ในวินาทีที่พระบาฮาอุลลาห์ ก้าวลงเรือเล็กเพื่อไปขึ้นฝั่งที่ไฮฟ้า อับดุล กาฟฟาร์ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่สาวกของพระบาฮาอุลลาห์ที่รัฐบาลสั่งให้เนรเทศไปกับ มีร์ซา ยาห์ยอ เกิดความทุกข์โศกอย่างรุนแรงต่อชั่วโมงการพรากจากพระองค์ ได้ กระโดดลงไปในทะเลอย่างสิ้นหวังพร้อมกับตะโกนว่า “ยา บาฮาอุลลา พา” เขาได้รับการช่วยเหลือไว้จนสติฟื้นคืนกลับมาและถูกเจ้าหน้าที่ บังคับให้เดินทางต่อไปกับมีร์ซา ยาห์ยอที่เกาะไซปรัส