การกำเนิดของศาสนาบาไฮ

ในตอนต้นศตวรรษที่ 19 ชาวโลกคาดหวังว่าจะมีเหตุการณ์ที่มหัศจรรย์เกิดขึ้น ชาวคริสต์ในโลกทางตะวันตกได้รอคอยการเสด็จกลับมาของพระคริสต์บนก้อนเมฆ ชาวมุสลิมในโลกทางตะวันออกได้รอคอยคำมั่นสัญญาสำหรับวันพิพากษาโทษ…..

ในเปอร์เซีย ขณะนั้นได้มีบุคคลศักดิ์สิทธิ์ 2 ท่านคือ เชค อาหมัด และสานุศิษย์ของเขาชื่อ ซียิด กาซิม ทั้งสองท่านรู้แล้วว่า ได้มีพระศาสดาองค์หนึ่งถือกำเนิดขึ้นแล้ว… ท่านทั้งสองจึงได้ดำเนินชีวิตเพื่อเตรียมหัวใจของคนทั้งหลายให้พร้อมที่จะยอมรับคำสั่งสอนของพระศาสดาองค์นั้น

ก่อนที่ซียิด กาซิม จะมรณภาพ ท่านได้บอกสานุศิษย์ทั้งหลายให้แสวงหาพระศาสดาที่ทุกคนรอคอย และได้บอกลักษณะของการเป็นพระศาสดาให้หลายอย่างเพื่อให้เขาเหล่านั้นรู้จักพระองค์ได้ มุลลาฮุสเซน เป็นท่านแรกที่เริ่มต้นการค้นหา ก่อนการเดินทางของท่าน ท่านได้สวดมนต์อธิษฐานอยู่เป็นเวลา 40 วัน เพื่อชำระจิตใจของท่านและขอให้พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยเหลือด้วย

เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักที่ท่านได้รับการดลใจ ให้มุ่งหน้าไปยังเมืองชีราสและที่นั่นท่านได้รับการต้อนรับจากชายผู้หนึ่งที่โพกศีรษะด้วยผ้าสีเขียว ชายผู้นี้ปฏิบัติต่อมุลลาฮุสเซนเสมือนเป็นเพื่อนเก่าแก่คนหนึ่งของเขา ชาวหนุ่มได้เชิญมุลลาฮุสเซนไปพักผ่อนที่บ้านของเขา หลังจากการเดินทางไกลที่แสนจะเหน็ดเหนื่อย…

และที่นี่เอง ภายในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ชายหนุ่มผู้นั้นได้รดน้ำลงบนฝ่ามือของมุลลาฮุสเซนเพื่อชะล้างฝุ่นละอองจากการเดินทาง…..

ท่านทั้งสองสวดมนต์อธิษฐานอยู่ด้วยกัน มุลลาฮุสเซน ได้เอ่ยขึ้นว่า?

?โอ้ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้พยายามอย่างหมดหัวใจและวิญญาณเพื่อค้นหาพระศาสนทูตตามคำมั่นสัญญาจนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีวี่แววพระองค์?

ในตอนค่ำของวันนั้น หลังจากพระอาทิตย์ตกดิน วันที่ 22 พ.ค. 2387 ชายหนุ่มผู้นั้นได้ประกาศว่า….. ?ข้าพเจ้าขอประกาศว่า ที่แท้จริงแล้ว ข้าพเจ้าคือพระบ็อบ ประตูแห่งพระผู้เป็นเจ้า?

ในขณะนั้นพระบ็อบมีอายุเพียง 25 พรรษาเท่านั้น พระองค์สืบเชื้อสายมาจากตระกูลของพระศาสดาโมฮัมหมัด พระบ็อบทรงได้รับความรู้มาจากพระผู้เป็นเจ้า ความรอบรู้เหล่านี้ตลอดจนคุณลักษณะอื่นๆ เป็นเครื่องพิสูจน์แก่มุลลาฮุสเซนว่า….

ชายผู้นี้คือพระศาสดาตามคำมั่นสัญญาที่เขากำลังแสวงหานั่นเอง….

มุลลาฮุสเซนได้เป็นสาวกคนแรกของพระบ็อบและต่อมาไม่นานได้มีสาวกอื่นๆ อีก 17 ท่านได้ค้นพบพระบ็อบด้วยตนเองและมีความศรัทธาในองค์พระบ็อบ

พระบ็อบได้เสด็จมาเพื่อตระเตรียมหนทางสำหรับการเสด็จมาของพระศาสดาที่ยิ่งใหญ่กว่า ซึ่งพระศาสดาองค์นี้จะมารวมหัวใจของมนุษยชาติเข้าอยู่ภายใต้ศาสนาเดียวกันและนำสันติสุขมาสู่โลก….

พระบ็อบได้ทรงกล่าวแก่สาวกของพระองค์ว่า…

?จงเดินทาไปให้ทั่วเขตแดนจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุมหนึ่ง จงป่าวร้องว่า….จงตื่นเถิด…จงตื่นเถิด…เพราะว่าประตูแห่งพระผู้เป็นเจ้าได้ถูกเปิดเผยขึ้นแล้ว พระองค์แห่งคำมั่นสัญญาทรงปรากฏขึ้นแล้ว?

พระบ็อบทรงส่ง มุลลาฮุสเซน ไปยังเมืองเตหะราน มุลลาฮุสเซนได้ประกาศว่า

?ความลึกลับได้ถูกซ่อนเร้นอยู่ในเมืองนี้ เมื่อความลับนั้นได้ถูกเปิดเผยขึ้นก็จะสามารถเปลี่ยนโลกนี้ให้เป็นแผ่นดินสวรรค์ได้?

ในเมืองเตหะรานนี้เองที่มุลลาฮุสเซนได้พบกับพระศาสดาบาฮาอุลลาห์….พระบิดาของพระองค์เป็นบุคคลที่มีเกียรติและร่ำรวยมาก เมื่อพระองค์ทรงเยาว์วัยพระองค์ก็เป็นเหมือนเช่นพระบ็อบ พระองค์ได้รับการศึกษาและได้รับความรู้จากพระผู้เป็นเจ้า พระนามของพระองค์แปลว่า…แสงสว่างของพระผู้เป็นเจ้า….

ชื่อเสียงของพระบาฮาอุลลาห์เป็นที่รู้จักกันในนามว่า….

?บุคคลผู้เป็นมิตรของผู้ยากไร้และคนแปลกหน้า…..?

พระบาฮาอุลลาห์ทรงเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของพระบ็อบและพระองค์ทรงชนะใจของคนเป็นจำนวนมาก สาวกของพระบ็อบเป็นที่รู้จักกันในนามว่าบาบีศาสนิกชนชน

ในขณะเดียวกันพระบ็อบได้เดินทางเรือไปยังเมืองเมกกะเพื่อประกาศข่าวสาส์นแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของมุสลิมศาสนิกชน ชาวเปอร์เซียนับเป็นพันๆ คนที่มีความเชื่อถือศรัทธาในองค์พระบ็อบ พระเจ้าชาร์ได้ส่งนักปราชญ์ผู้ที่มีความรู้เก่งกล้าไปพบกับพระบ็อบ และนักปราชญ์ท่านนั้นก็ได้มาเป็นบาบีศาสนิกชนเพิ่มขึ้นอีกท่านหนึ่งและได้กล่าวว่า…. ?พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เป็นถ้อยวจนะแห่งความจริงอย่างไม่ต้องสงสัย…?

ผู้นำของมุสลิมศาสนิกชนเกลียดชังศาสนาใหม่ของพระบ็อบ เพราะว่าเขาเหล่านั้นกลัวว่า เขาจะสูญเสียอำนาจ ชาวมุสลิมจึงได้ฆ่าและทรมานชาวบาบีนับเป็นพันๆ คน… พระบ็อบถูกจับและถูกขังไว้ในคุกมาคูที่อยู่ห่างไกลและ ณ ที่คุกแห่งนี้พระองค์ได้ทรงเขียนหนังสือแห่งกฎขึ้น และทรงบอกให้สาวกติดตามหา…. ?พระศาสดาที่พระผู้เป็นเจ้าทรงให้มาปรากฏ?

หลังจากนั้น ศัตรูของพระองค์ก็ได้ส่งพระองค์ไปขังไว้ที่คุกชีริคที่อยู่ติดเขตแดนของประเทศเปอร์เซีย สาวกของพระองค์ได้เดินทางเป็นระยะทางหลายร้อยไมล์ เพื่อไปเยี่ยมพระองค์ ชาวเขาที่อยู่ใกล้ๆ กับที่คุมขังพระบ็อบรักพระบ็อบมาก เป็นประจำทุกๆ เช้าเขาเหล่านั้นจะต้องขอพรจากพระบ็อบก่อนที่เขาจะเริ่มต้นทำงาน

ต่อมา มีซาร์ ทากีคาน ซึ่งเป็นเสนาบดีคนสำคัญของพระเจ้าซาร์ ตัดสินใจที่จะประหารชีวิตพระบ็อบเสีย เพราะคิดว่าเป็นวิถีทางเดียวเท่านั้นที่จะยับยั้งการเผยแพร่ของศาสนาบาบีได้ พระบ็อบทรงรู้ว่า พระองค์จะทรงถูกประหารชีวิต พระองค์จึงส่งปากกาและพระธรรมของพระองค์ไปให้พระบาฮาอุลลาห์เก็บรักษาไว้ และแล้วพระบ็อบก็ได้ถูกส่งไปประหารชีวิตที่เมืองทาบริช ด้วยการยิงโดยกองทหาร มีประชาชนถึง 10,000 คน ได้เห็นเหตุการณ์ของการประหารในครั้งนั้นและสาวกหนุ่มคนหนึ่งของพระบ็อบปฏิเสธที่จะแยกจากพระองค์ทั้งสองจึงถูกประหารชีวิตพร้อมกัน

สาวกของพระบ็อบเกือบทั้งหมดถูกฆ่าตาย และที่เหลือก็อยู่กันกระจัดกระจาย หลังจากที่พระบ็อบถูกประหารชีวิตได้ 2 ปี พระบาฮาอุลลาห์ก็ถูกจับขังที่เมืองเตหะราน ซึ่งเรียกว่า ?คุกมืด? พระองค์ทรงถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนอยู่ภายในสถานที่เน่าเหม็นแห่งนี้ พระองค์ทรงทุกข์ทรมานอยู่ในคุกนี้เป็นเวลานานถึง 4 เดือน และในคืนหนึ่งพระองค์ทรงฝันว่าพระองค์ทรงได้ยินถ้อยคำเหล่านี้… ?แท้จริงแล้ว จะมอบชัยชนะให้แก่…ท่าน

ในที่สุดรัฐบาลก็ได้ปล่อยพระบาฮาอุลลาห์ให้เป็นอิสระจากการคุมขังและได้เนรเทศให้พระองค์และครอบครัวออกไปจากประเทศเปอร์เซีย ในขณะนั้นพระบาฮาอุลลาห์ทรงป่วยหนัก ทรัพย์สมบัติของครอบครัวก็ถูกขโมยไป ทุกคนต้องเดินทางไกล ในสภาพที่หิวโหย ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ เดินข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่า จนกระทั่งถึงเมืองแบกแดด พระองค์และครอบครัวได้อาศัยอยู่ที่เมืองแบกแดดเป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่พระบาฮาอุลลาห์จะเข้าไปอยู่ในป่าเพียงพระองค์เดียวเพื่อแสวงหาความสงบสุขและเพื่อการอธิษฐาน พระองค์ได้อยู่ที่เมืองแบกแดดเป็นเวลา 2 ปี

ต่อมาครอบครัวได้ทราบเรื่องราวของนักบุญศักดิ์สิทธิ์ที่อาศัยอยู่บนภูเขา ครอบครัวจึงรู้ว่า นักบุญศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นต้องเป็นพระบาฮาอุลลาห์อย่างแน่นอน จึงได้ส่งตัวแทนไปอ้อนวอนขอให้พระองค์เสด็จกลับมา ต่อมาไม่นานพระองค์ก็กลับคืนสู่บ้านของพระองค์ที่เมืองแบกแดด

มีคนเป็นจำนวนมากได้ยินข่าวสาส์นของพระบาฮาอุลลาห์เกี่ยวกับความเป็นกันฉันท์พี่น้อง พระองค์ทรงมีสานุศิษย์เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งก่อให้ฝ่ายศัตรูเกิดความอิจฉาริษยา ศัตรูจึงได้ขอร้องรัฐบาลให้เนรเทศพระบาฮาอุลลาห์ไปเสียจากเมืองแบกแดด….. และในปี พ.ศ. 2406 รัฐบาลจึงได้ตกลงยินยอมให้พระบาฮาอุลลาห์พักอยู่ภายในสวนนอกเมืองแบกแดดเป็นเวลา 12 วัน ต่อมาสวนนี้เหล่าสานุศิษย์ให้ชื่อว่าสวนริดวาน

ณ ที่สวนนั้นพระบาฮาอุลลาห์ได้ประกาศให้สานุศิษย์ของพระองค์ทราบว่าพระองค์คือ พระศาสดาที่ทุกศาสนาได้ทำนายไว้และพระองค์คือพระศาสดาองค์ที่พระบ็อบได้กล่าวถึง ?พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งได้เสด็จมาแล้ว บุคคลผู้ซึ่งหันหน้าเข้าหาพระองค์ เขาผู้นั้นจะมีแต่ความสุข?

และในขณะที่พระบาฮาอุลลาห์และครอบครัวของพระองค์จะต้องเดินทางออกจากเมืองแบกแดด เพื่อจะเดินทางต่อไปยังนครคอนแสตนติโนเปิล และพระองค์ได้อาศัยอยู่ที่เมืองนั้นเป็นเวลา 5 ปี และ ณ ที่เมืองนี้เองที่พระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงเขียนสาส์นถึงกษัตริย์หลายพระองค์และผู้นำของศาสนาต่างๆ ในโลก

พระองค์ได้ทรงตักเตือนกษัตริย์ทั้งหลายให้มีความสามัคคีกลมเกลียวกันและทำงานร่วมกันเพื่อนำมาซึ่งสันติภาพของโลก….. พระองค์ทรงให้กษัตริย์ทั้งหลายเลิกการเข่นฆ่ากัน และทรงขอให้ช่วยดูแลคนยากจน พระองค์ได้บอกผู้นำศาสนาต่างๆ และกษัตริย์ต่างๆ ว่า วันแห่งความยุติธรรมได้มาถึงแล้ว

พวกเขาไม่เชื่อฟังพระบาฮาอุลลาห์

พระบาฮาอุลลาห์และครอบครัวของพระองค์พร้อมกับสาวกสองสามคนถูกเนรเทศไปยังนครคุกแห่งเมืองอัคคา (สถานที่ศักดิ์สิทธิ์) ซึ่งศัตรูของพระองค์คาดว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์ด้วยสภาพอากาศที่เมืองมีพิษรอบด้านและด้วยโรคภัยไข้เจ็บในเมืองอัคคา…..

นับเป็นเวลา 9 ปีที่พระบาอาอุลลาห์ไม่สามารถออกไปนอกเมืองคุกนี้ได้ สาวกของพระองค์ได้เดินทางเท้าเป็นระยะทางหลายร้อยไมล์จากประเทศเปอร์เซียเพื่อไปเยี่ยมพระองค์ เมื่อเขาถึงประตูเมืองอัคคาผู้คุมก็ไม่ยอมให้เข้าเยี่ยมพระบาฮาอุลลาห์

วันหนึ่งในขณะที่บุตรชายคนเล็กที่สุด ชื่อ มีซาร์ มิดี กำลังสวดมนต์อธิษฐานอยู่บนดาดฟ้าของคุกที่คุมขัง เขาย่างเท้าพลาดและพลัดตกลงมาจากดาดฟ้าถึงพื้นดินเบื้องล่าง ในขณะที่เขากำลังสิ้นชีวิต พระบาฮาอุลลาห์ทรงถามเขาว่า เขามีความปรารถนาอยากจะได้อะไรบ้าง

มีซาร์ มิดี ตอบว่าเขาต้องการสละชีวิตนี้เพื่อให้สาวกอื่นๆ ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมพระบาฮาอุลลาห์ และต่อมาไม่นานผู้คุมก็เปิดประตูคุกแก่ผู้ที่มาเยี่ยมเยียนทั้งหลาย

พระบาฮาอุลลาห์และผู้นับถือพระองค์เป็นที่รู้จักกันในนามว่า บาไฮศาสนิกชน มีบาไฮศาสนิกชนหลายคนถูกทรมานและถูกฆ่าถึงแก่ชีวิตเพราะเผยแพร่ศาสนาของเขาเหล่านั้น

ใน พ.ศ. 2422 ท่านศาสตราจารย์ อี จี บราวน์ จากประเทศอังกฤษ ได้เข้าพบพระศาสดาบาฮาอุลลาห์ ท่านศาสตราจารย์ได้บันทึกว่า…. ?ข้าพเจ้าลอบชำเลืองดูพระพักตร์ที่ข้าพเจ้ามิอาจจะลืมได้ และสายตาอันเฉียบแหลมที่สามารถอ่านจิตใจของผู้อื่นได้….

พระบาฮาอุลลาห์ทรงตรัสว่า…. ?ท่านได้มาเยือนนักโทษและผู้ถูกเนรเทศเราปรารถนาแต่เพียงความดีงามของโลกนี้เท่านั้น การที่ประชาชาติทั้งหลายหันมานับถือศรัทธาในศาสนาเดียวกันและมนุษยชาติทั้งหลาย รักใคร่กันดุจพี่น้อง นั่นมิใช่เป็นสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงตรัสไว้หรือ…..

พระบาฮาอุลลาห์สวรรคตในวันที่ 29 พ.ค. พ.ศ. 2435 ในพินัยกรรมของพระองค์พระบาฮาอุลลาห์ได้ทรงขอให้ศาสนิกชนทั้งหลายหันมาเชื่อฟังและปฏิบัติตาม ?พระอับดุลบาฮา? ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของพระองค์ พระบาฮาอุลลาห์กล่าวว่า ?เราได้ทำให้พระอับดุลบาฮา เป็นที่พึ่งสำหรับปวงมนุษยชาติ?

พระอับดุลบาฮาได้เอาใจใส่ดูแลรักษาผู้ป่วยและคนยากจน ตั้งแต่พระองค์อายุได้ 8 ขวบ พระอับดุลบาฮารับใช้พระบิดาและพระอับดุลบาฮาได้แสดงให้เราเห็นว่า การเป็นบาไฮนั้นควรปฏิบัติตนอย่างไร ด้วยการปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างในชีวิตของท่านเอง

พระอับดุลบาฮาได้กล่าวไว้ว่า…. ?เมื่อไหร่ที่มนุษย์หันหน้าเข้าหาพระผู้เป็นเจ้า เขาจะพบแสงสว่างทั่วทุกแห่งหน มนุษยชาติทั้งหลายเป็นพี่น้องกัน? ?ทางที่ดีที่สุดเพื่อขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าคือการรักใคร่ซึ่งกันและกัน….

พระอับดุลบาฮาทรงเป็นนักโทษเป็นเวลาถึง 40 ปี เมื่อรัฐบาลตุรกีได้ปล่อยให้ท่านเป็นอิสระในตอนนั้นท่านก็ชราภาพเสียแล้ว

พระอับดุลบาฮาได้เดินทางท่องเที่ยวไปในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพื่อสั่งสอนศาสนาบาไฮ

ใน พ.ศ. 2455 ทรงเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา

พระอับดุลบาฮากล่าวว่า….

?หลักธรรมพื้นฐานของการสั่งสอนของพระบาฮาอุลลาห์คือ ความสามัคคีของมนุษยชาติ….?

?ประชาชาติทั้งหลายเป็นเสมือนครอบครัวเดียวกัน และลูกหลานทุกคนมาจากพระบิดาองค์เดียวกัน…..?

?ถ้าหากท่านพบกับบุคคลที่มีเชื้อชาติแตกต่างไปจากท่าน และมีสีผิวที่แตกต่างออกไปจากท่าน จงคิดว่าเขาเหล่านั้นเป็นเสมือนดอกกุหลาบที่มีสีสันแตกต่างกันกำลังเจริญงอกงามอยู่ในสวนรุกขชาติอันสวยงามแห่งมนุษยชาติ?

ก่อนที่พระอับดุลบาฮาจะมรณภาพในวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2464 ท่านได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนชาวอเมริกันทั้งหลายว่า…

?ต้นไม้แห่งชีวิตกำลังเริ่มเจริญเติบโตและอีกไม่นานนักมันก็จะแตกหน่อ และนำมาซึ่งกิ่ง ใบ และผลไม้ แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วทั้งทางตะวันออกและทางตะวันตกของโลก….?